
‘กลัวการแต่งงาน’ ความเปราะบางของความสัมพันธ์
ออกจะเลื่อนลอยและมีขอบเขตกว้างขวาง ใช่ว่า “ความรัก” จะนิยามได้ด้วยตัวอักษร...ไม่เลย
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ออกจะเลื่อนลอยและมีขอบเขตกว้างขวาง ใช่ว่า “ความรัก” จะนิยามได้ด้วยตัวอักษร...ไม่เลย
บ้างว่า “ความรัก” แสดงออกได้ด้วยพฤติกรรม แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าการกระทำจะสามารถจำกัดความ “ความรัก” ทั้งหมดได้
มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จับต้องรูปธรรมไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอยู่
“ความรักเป็นสิ่งสัมบูรณ์” ใครบางคนพูดไว้ “ธาตุรัก” จึงมีอิทธิพลเหนือเพศสภาพรสนิยม หรือแม้แต่รูปแบบหนึ่งรูปแบบใดที่ “ค่านิยมหลัก” พยายามยึดโยงผูกขาดความถูกต้องเหมาะสม เอาไว้
หากนั่นคือความเข้าใจที่ถูกต้อง จารีตก็คงไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปเช่นกัน
พวกเขาเรียกตัวเองว่าคู่รัก... และความสัมพันธ์ของสองผู้นี้กำลังตกอยู่ในสภาพระหองระแหง
แม้ว่า “ชีวิตคู่” คือเป้าหมายร่วมที่ทั้งสองต้องการ หากแต่มุมมองต่อการ “แต่งงาน” กลับตรงกันข้ามชนิดไม่สามารถหาจุดร่วมได้
“ฉันไม่ต้องการมัน และทุกครั้งที่มีการพูดถึงดูเหมือนว่ามันจะทำให้เราสองคนห่างกันออกไปเรื่อยๆ” กลับเป็นฝ่ายหญิงที่พูดขึ้น
“พิธีกรรมแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกเสียจากธุรกรรมด้านการเงินทางกฎหมาย มันเป็นเรื่องกระบวนการ ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์”
ไม่แปลกไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ใครสักคนจะรู้สึกหรือคิดเช่นนี้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูงเกินไปถ้าชีวิตคู่ต้องพังครืนลงเพราะทัศนคติของฝ่ายชายเห็นต่าง
เช่นกัน... ถ้าต้องจบลงเพียงเพราะฝ่ายชายพูดขึ้น แล้วฝ่ายหญิงไม่เห็นด้วย คงจะไม่คุ้ม
ถ้ามองตามทางการแพทย์ อาการกลัวการแต่งงาน (Gamophobia) เป็นความผิดปกติทางสภาพจิตใจ จะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยส่วนใหญ่จะตอบตรงกันว่ารู้สึกว่า “อิสรภาพ” จะหายไป
BRIDE เคยมีการจำแนกสาเหตุหลักของความกลัวไว้ตามเพศ โดยพบว่าฝ่ายหญิงกลัวเพราะอาจจะอดใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ ทั้งกิจวัตรประจำวัน สังคมเพื่อนฝูง หรือแม้แต่กลัวที่จะต้องกลายมาเป็นคนใช้เนื่องจากงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบ
แต่ที่หนักหนาที่สุดคือเรื่อง “สถานภาพ” โดยผู้หญิงส่วนใหญ่กลัวจะต้องเปลี่ยนจาก “แฟน” มาเป็น “ของตาย” สุดท้ายสามีก็ต้องเปลี่ยนไปจนนำมาซึ่งความร้าวฉานของชีวิตคู่ และต้องจบลงด้วยการหย่าร้างในที่สุด
เช่นเดียวกับทางฝ่ายชาย ที่กังวลเรื่องความเป็นอิสระมากที่สุด เนื่องจากหากแต่งงานไปแล้วต้องรับผิดชอบ ไม่มีเวลาให้กับเพื่อน ให้กับงาน และให้กับตัวเอง งานปาร์ตี้สังสรรค์ต่างๆ ต้องลดน้อยลง นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าเป็นคนมีเจ้าของ กลัวภรรยาจะตามติดจนไม่สามารถหลงเหลือพื้นที่ส่วนตัวได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังพบว่าเพศชายเป็นเพศที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แม้จะเบื่อแต่ก็สบายใจที่ได้ทำกิจวัตรเดิมๆ ต่อไป และที่ผู้ชายไม่สบายใจที่สุด (ตามผลการสำรวจ) คือกลัวว่าภรรยาจะปล่อยตัวเป็นยายแก่ (แต่ไม่กลัวว่าภรรยาจะหมดรัก ซึ่งแตกต่างกับฝ่ายหญิงที่เกรงว่าตัวเองจะกลายเป็นของตายสามีหมดรัก)
ประการสุดท้าย คือฝ่ายชายมองว่าตัวเองด้อยค่า เป็นผู้ชายที่เป็นผู้นำไม่ได้ ไม่มั่นใจในตัวเองและไม่พร้อมที่จะแบกรับความหวังจากใคร
ทางออกที่พอจะแนะนำได้ (ตามหลักการแพทย์อีกนั่นแหละ) คือถ้าเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังจะมีปัญหาให้กล้าที่จะไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวางแผนครอบครัวและการใช้ชีวิตคู่
ทว่า หากมองด้วย “ความเข้าใจ” นี่อาจไม่ใช่อาการป่วย







