
ที่อยู่ใหม่ๆ ของคน Gen Y & Beyond
ที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในช่วงนี้ ต่างกับคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัดมาก
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในช่วงนี้ ต่างกับคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัดมาก เพราะในโลกของคนรุ่นก่อนเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจะบูมขึ้นมาแบบทุกวันนี้ ที่อยู่อาศัยของเราคือโลกสามมิติที่จับต้องได้ทั่วไป แบบที่บรรพบุรุษของเราเป็นมานับหมื่นนับแสนปี
อยากคุยอะไรกับใคร ต้องเห็นเขาตัวเป็นๆ มองหน้ามองตากัน เห็นความมีมิติทุกอย่าง จากที่เราไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย จะสื่อสารกันต้องเดินทางมาเจอกัน จนเราเริ่มมีการส่งจดหมาย เริ่มมีโทรศัพท์ที่ส่งเสียงหากันได้ แต่โทรศัพท์ก็ยังพกพาไม่ได้ ต้องตั้งไว้ที่บ้านหรือที่ออฟฟิศเท่านั้น
เคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่า ถ้าเอาเด็กยุคนี้ไปไว้สมัยที่เขาเป็นหนุ่ม สงสัยเด็กคงไม่ได้แต่งงานน่ะ เพราะว่าสมัยก่อนคิดถึงสาวคือ ขับรถผ่านหน้าบ้านเขา เห็นหลังคาบ้านก็ชื่นใจแล้ว และต่อมาเมื่อมีโทรศัพท์ พอโทรไปตอนเย็น พ่อเขารับสาย ส่งสายต่อให้ลูกสาว แค่ได้ยินเสียง คุยนิดๆ หน่อยๆ ก็กระชุ่มกระชวยที่สุดแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่า เบอร์บ้านสมัยก่อนใครจะยกหูฟังอยู่อีกห้องหนึ่งก็ได้ แต่เท่านั้นก็เพียงพอ ท่านเองก็งงว่า คนสมัยนี้ ทำมั้ยทำไม ต้องติดต่อกันได้ตลอดเวลาขนาดนั้น เดี๋ยวๆ ก็ Line เดี๋ยวๆ ก็ Facebook คือ ทำไมต้องติดต่อกับโลกหรือกับคนอื่นตลอดเวลา มันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตประจำวันขนาดนั้นหรือ
ตรงนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ดีนะคะ เพราะหนูดีเองก็มาสังเกตอย่างหนึ่งว่า วิถีชีวิตที่พวกเราใช้กันอยู่อย่างเป็นธรรมชาติในขณะนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ใหม่มากในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเรากำลังย้ายตัวเองออกจากโลกสามมิติที่ธรรมชาติสร้างเรามา เข้ามาสู่โลกสองมิติ ที่พวกเรา “มนุษย์” เพิ่งสร้างมันขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง
แล้วโลกสองมิตินี้ มันปลอดภัยและดีที่สุดจริงหรือเปล่า
ตรงนี้หนูดีเองก็คงไม่มีคำตอบ เพราะทุกอย่างยังรวดเร็ว เราเองคงยังต้องเก็บข้อมูลในฐานะประชากรโลกกันต่อไปอีกหลายสิบปี จนเห็นว่า ชีวิตคนรุ่นนี้มีความสุขเพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะแท้จริงแล้วเทคโนโลยีก็ถูกสร้างขึ้นมาให้พวกเรามีความสุขขึ้นใช่ไหม แต่เรามีความสุขมากขึ้นจริงหรือไม่
ทุกวันนี้มีศัพท์ใหม่ๆ ที่ใช้บรรยายคนรุ่นใหม่ที่ติดเทคโนโลยีไว้มากมาย แต่คำที่หนูดีชอบที่สุดคือ Techno Native กับ Techno Immigrant ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกันเล่นๆ เมื่อครั้งที่หนูดีกลับไปร่วมงานประชุมด้านสมองและการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเอ็มไอที เพราะนักวิจัยบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดในช่วงนี้ เขาเกิดมาพร้อมกับอุปกรณ์สื่อสารใหม่ๆ เลย ตั้งไข่ได้ก็เล่นเป็นแล้ว ดังนั้นมันจะเหมือนแขนที่สามของเขา เขาไม่ต้องคิดอะไรมากหรือเรียนรู้อะไรมากเลย มันจะเป็นไปเอง คือเป็นพวก เทคโนเนทีฟ เป็น “ชนพื้นเมือง” นั่นเองค่ะ ส่วนพวกคนแบบหนูดี พวกรุ่นคาบเกี่ยว เกิดมาต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้ เรียกกันเล่นๆ ว่า เทคโนอิมมิแกรนต์ หรือพวก “คนอพยพ” ...แหม เรียกซะเห็นภาพเชียว
เอาละน่า การเป็นคนอพยพก็ต้องมีข้อดีบ้างละน่า อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เรามองจากจุดของ “คนนอก” ได้พอสมควร และบอกตัวเองว่า เอ๊ะ สถานการณ์มันชักจะยังไงๆ มันดูแปลกๆ แล้วนะ
อย่างเช่น หนูดีเอง ขอหวงห้ามโลกเทคโนโลยีไว้จากนักเรียนอนุบาลโรงเรียนวนิษาไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้ลูกเล่นเลยนะคะ ขอกันกับพ่อแม่เด็กตลอด พอขึ้นประถมเราก็ค่อยๆ สอน และอย่าใช้เกมในการทำให้ลูกนั่งรอนิ่งๆ ในร้านสุกี้เวลาพ่อแม่กำลังลวกสุกี้กันเพลิน หาหนังสือดีๆ ให้ลูกสักเล่ม หรือเกมตัวต่อง่ายๆ ยังดีเสียกว่าค่ะ
ยิ่งมาดูศัพท์ใหม่ๆ ที่หลุดออกมาช่วงนี้ เห็นภาพเลยว่า เทคโนโลยีอาจเริ่มทำร้ายทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์กับคนรอบตัวของเราอย่างเงียบๆ
Phubbing หรือ Phone+Snubbing นั่นเอง คืออาการติดโทรศัทพ์จนไม่ยอมเงยหน้ามาปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว คนเป็นกันเยอะมากนะคะ บางทีไปนัดรียูเนี่ยนเพื่อนเก่า ไม่ได้เจอกันเป็นสิบๆ ปี บางคนเอาแต่ก้มหน้าอัพเดทเฟซบุ๊ก น่าเสียดายมาก หนูดีเองจึงมีกฎว่า ถ้าไปเจอเพื่อนจะถ่ายรูปกันไว้ แต่จะกลับมาอัพสเตตัสที่บ้านเท่านั้น เพื่อให้เวลากับเพื่อนๆ อย่างมีคุณภาพ แต่มีข้อแม้คือ หากต้องการ Check in สถานที่ไว้ ก็จะอัพเพียงหนึ่งภาพเพื่อน Pin Location ไว้เท่านั้นค่ะ เผื่ออยากกลับไปรับประทานร้านอาหารเดิมอีกจะได้ไปถูก
FOMO หรือ Fear of Missing Out คนเป็นโรคนี้กันเยอะเชียว คือ กลัวไม่ทันเทรนด์ กลัวเพื่อนๆ รู้เรื่องใหม่ๆ กันหมดยกเว้นฉันคนเดียว ก็เลยคือต้องคอยเช็ก Feed ตลอดๆ กลายเป็นคล้ายมือชักกระตุกคือ ว่างไม่ได้ หยิบมือถือมาสไลด์ร่ำไป หลายคนเป็นถึงขั้นที่ว่า เช้าตื่นมา ยังไม่ลืมตา จะเอื้อมแขนเป็นปลาหมึกไปรอบๆ หัวเตียงเพื่อเอามือถือมาเปิดเช็ก Feed ก่อนเลย ใครเป็นแบบนี้กันบ้างคะ แต่เท่าที่หนูดีถามไป คนเป็นกันมากกว่าครึ่งจริงๆ
Nomophobia ชอบจังคะชื่อนี้ น่ารักเชียว “โนโมโฟเบีย” หรือ NoMobile Phobia เป็นโรคกลัวไม่มีมือถือ กลัวว่าจะไม่มีสัญญาณ wifi กลัว “ก้นหอย” หรืออาการตอนสมาร์ทโฟนแบตหมดคาตาแล้วมันเกิดหน้าจอดำ หมุนวนเป็นก้นหอย จนหนูดีแอบตั้งชื่อโรคขำๆ ที่พูดทีไรเรียกเสียงฮาจากเพื่อนได้ตลอดคือ “โรคกลัวก้นหอย” นั่นเองค่ะ
โรควุ้นในตาเสื่อม มาจากการจ้องหน้าจอมากเกินไปโดยเฉพาะในที่มืดๆ ซึ่งแท้จริงแล้วควรเกิดกับคนอายุมากหน่อย แต่ในปัจจุบันแม้กระทั่งคนอายุไม่มากก็ตรวจพบเจอมากขึ้นทุกที แก้ด้วยการมองไกล มองต้นไม้เขียวๆ สลับการมองหน้าจอนานๆ นะคะ พักตาบ้าง
เทคโนโลยีใช้ให้ดีๆ จะทำให้ชีวิตเราสะดวกมาก แต่หนูดีว่า เทคโนโลยีก็เหมือนกลูตานะคะ คือ หากใช้แต่พอเหมาะก็มีประโยชน์มาก เพราะใช้ดูแลรักษาโรคได้ แต่พอเริ่มใช้แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Abuse หรือใช้เยอะเกินไปจนไม่ “ทางสายกลาง” เมื่อนั้นล่ะ หายนะเริ่มมาเยือน ลองมาเช็กตัวเองหน่อยไหมคะว่า ตัวเราทุกวันนี้ใช้เทคโนโลยีแบบไหนกันอยู่







