จอมเตะหน้าใส...หัวใจนักสู้
ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ได้แจ้งเกิดเป็นดาวดวงใหม่
โดย...นูโน่
ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ได้แจ้งเกิดเป็นดาวดวงใหม่ขึ้นมาประดับวงการเทควันโดและว่าที่ฮีโร่โอลิมปิกในอนาคตเรียบร้อยแล้ว จากความสำเร็จในยูธโอลิมปิกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความสำเร็จ...ที่ไม่ใช่เพียงเพราะคว้าเหรียญทองแรกให้ทัพนักกีฬาไทยตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ยังเป็นชัยชนะที่สร้างปรากฏการณ์เอาต์คลาสถึง 3 ใน 4 แมตช์ รวมได้ 60 เสียเพียงแค่ 2 แต้มเท่านั้น ทั้งที่เพิ่งเข้ามาติดทีมชาติได้เพียงไม่ถึง 4 ปี ถึงขนาดคนในวงการยังยกให้เป็น “เพชรเม็ดงาม” ของเทควันโดโลก!!
จากครอบครัวนักกีฬา...สู่ฝันเป็นจริง
เส้นทางสู่ความสำเร็จของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ส่วนบางคนต้องแลกมาด้วยพรแสวง สำหรับจอมเตะวัย 17 ปีจากสุราษฎร์ธานีคนนี้ มีทั้งสองอย่าง แต่อาจจะโชคดีกว่าใครหลายๆ คนตรงที่การมีต้นทุนที่ดีจากการเกิดมาในครอบครัวนักกีฬาและคอยส่งเสริมอย่างเต็มที่
นอกจากตัวคุณพ่อสิริชัย วงศ์พัฒนกิจ จะเป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอล ว่ายน้ำ กรีฑา โดยเฉพาะสองชนิดหลังเป็นถึงนักกีฬาระดับเขตภาคใต้แล้ว คุณแม่วันทนาก็เป็นอดีตนักว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย รวมไปถึงพี่สาวและพี่ชาย ก็ยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและเทควันโดเช่นกัน และยังตั้งชื่อลูกทั้งสามคนเป็นกีฬาทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่พี่สาวคนโตชื่อ โบว์ลิ่ง พี่ชายคนรองชื่อ เบสบอล และ เทนนิส คือน้องคนสุดท้าย
“พยายามปลูกฝังให้รักกีฬาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกก็ไม่ได้เน้นให้ชนะ แต่ต้องการให้เป็นต้นทุนชีวิตของเขา ทั้งสุขภาพแข็งแรง สามารถเข้าสังคมได้ หรือแม้แต่จะใช้ในการเข้าเรียนต่อก็ได้ สอนให้รู้ว่ากีฬามีความสำคัญ” คุณพ่อสิริชัย เล่าถึงแนวทางการเลี้ยงเดี่ยว หลังเทนนิสต้องสูญเสียคุณแม่ตั้งแต่ ป.1
อย่างไรก็ตาม เทนนิส เป็นคนเดียวในครอบครัวที่ว่ายน้ำไม่เป็น ทั้งที่ทุกคนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและถูกจับเรียนว่ายน้ำโดยคุณพ่อเองตั้งแต่เด็ก เพราะไม่ชอบและกลัวจม จึงหันมาเล่นเทควันโดตามพี่ชาย ซึ่งมีดีกรีแชมป์ระดับประเทศไทย ตอนอายุ 9 ขวบ
“เล่นได้ประมาณ 3 เดือน ก็ลงแข่ง แพ้รอบแรกเลย โดนเตะเอาต์คลาสด้วย หลังจากนั้นก็ขอพ่อไปซ้อมทุกวัน มันเหมือนความท้าทาย ต้องซ้อมเพื่อคว้าเหรียญให้ได้ ผ่านไปปีหนึ่งก็เริ่มได้เหรียญ ก่อนจะคว้าเหรียญทองเยาวชนแห่งชาติเมื่อปี 2554” พาณิภัค เล่าให้ฟัง
นั่นเองคือจุดเริ่มต้นสู่ทีมชาติ เพราะได้เห็นโค้ชเชแล้วประทับใจ ดูเป็นคนใจดี ก็ยิ่งทำให้สาวน้อยจากแดนใต้กลับมาฝึกซ้อมหนักขึ้นเพื่อความฝันอยากติดทีมชาติ อยากเป็นลูกศิษย์โค้ชเช และฝันก็เป็นจริง เมื่อหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกเรียกเข้ามาเก็บตัวกับสมาคมในฐานะแชมป์เยาวชนแห่งชาติ
ท้อบ้าง...แต่ไม่ถอย
แต่ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแค่วันแรกที่เข้าแคมป์ก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกตกใจ หวาดหวั่น เมื่อโค้ชเชในสนามซ้อมช่างแตกต่างจากใบหน้าอันยิ้มแย้ม อบอุ่น เมื่อตอนกีฬาแห่งชาติสิ้นเชิง โชคดีที่มีเพื่อนเพิ่งเข้ามาในรุ่นเดียวกันหลายคน เลยช่วยลดความกลัวลงไปได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ การฝึกซ้อมที่เหนื่อยแสนเหนื่อย ต้องมีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบในตัวเอง เพราะนอกจากเป้าหมายในกีฬาเทควันโด เรื่องเรียนก็ทิ้งไม่ได้เช่นกัน
ทุกวันจันทร์เสาร์ เทนนิส ต้องตื่นตั้งแต่เวลา 05.40 น. ลงมาซ้อมตอน 6 โมงเช้า ซ้อมเสร็จตอน 8 โมงเช้า จากนั้น 08.30 น. ไปโรงเรียน เลิกเรียนตอน 15.00 น. มีเวลาพัก 2 ชั่วโมง ก่อนถึงเวลาซ้อมรอบเย็นถึง 3 ทุ่ม หลังจากนั้นทานอาหารเย็น ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ก่อนเข้านอนเวลา 22.30 น. โดยมีเวลาพักแค่วันอาทิตย์วันเดียว วนอยู่อย่างนี้ทุกวัน ไม่ต้องพูดถึงชีวิตวัยรุ่นทั่วไป
แม้กระทั่งต้องกัดฟันลงแข่งทั้งบาดเจ็บ โดยใช้แขนข้างเดียวบล็อกเอาชนะคู่แข่งในการคัดตัวทีมชาติชุดซีเกมส์ครั้งที่ผ่านมา ก็ทำมาแล้ว
“เคยได้รับบาดเจ็บโดนเตะแขนเอ็นฉีกก่อนคัดซีเกมส์ บอกโค้ชบล็อกไม่ได้ โดนเตะแรงๆ ไม่ได้ โค้ชก็บอกว่า แล้วถ้าไปแข่งใครเขาจะเตะเบาๆ ก็เลยลงแข่งทั้งเจ็บๆ และชนะ โดยไม่ได้ใช้แขนนั้นเลย บล็อกข้างเดียวตลอด”
แต่นั่นก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่ากับการต้องลดน้ำหนัก 8-9 กก. ก่อนไปแข่งยูธโอลิมปิกที่ผ่านมา
“4 ปีที่แล้ว เล่นในรุ่น 42 กก. ตอนนี้เล่นรุ่น 44 กก. ขณะที่ตัวก็สูงขึ้นมาก เพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกันก็ขยับไปเล่น 52 กันหมดแล้ว ช่วงนั้นถึงกับร้องไห้ เพราะเป็นคนไม่ชอบกินผัก แต่มีผักเป็นหลักทุกมื้อ จากคนไม่เคยกินฟักทองต้ม กินจบชอบไปเลย เพราะหิวข้าวมาก ส่วนมื้อค่ำก็กินได้เฉพาะอาหารเหลว เป็นช่วงที่ลำบากมาก เพราะเป็นคนกินเก่ง” เทนนิส กล่าว พร้อมเผยล่าสุดน้ำหนักขึ้นมาอยู่ที่ 50 กก. หลังทานได้ตามปกติ
ถึงแม้จะต้องกล้ำกลืนฝืนทนบ้าง เสียน้ำตาบ้าง และต้องใช้ความอดทนสูงมาก แต่เธอก็ไม่เคยคิดถอดใจ ขยันฝึกซ้อม เพื่อเป้าหมายที่รออยู่เบื้องหน้า นั่นคือ เหรียญทองยูธโอลิมปิก ซึ่ง เทนนิส บอกว่า ต้องขอบคุณทีมสต๊าฟโค้ชทุกคนที่มีส่วนช่วยในความสำเร็จครั้งนี้ โดยเฉพาะโค้ชเชที่กลับมา
“ช่วงก่อนแข่งมีเสียสมาธิเล็กน้อย ร้องไห้กลัวโค้ชไม่กลับมา (กรณีทำโทษ รุ่งระวี ขุระสะ) ก่อนไปโคเรีย โอเพ่น โค้ชบอกให้ตั้งใจซ้อมนะ เดี๋ยวจะไปจีนด้วยกัน ไปเอาเหรียญทองให้ได้ ตั้งใจมาก เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ต้องกลับมาซ้อม แต่โค้ชยังไม่กลับมา พอโค้ชกลับมาก็ดีใจ และไปด้วยความมั่นใจ”
แต่ย้อนไปในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งล่าสุดก็เกือบทำให้ เทนนิส ไม่มีวันนี้ หลังพ่ายเจ้าภาพแบบค้านสายตาในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้รู้สึกท้อจนคิดเลิกเล่น
“ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนเลย มีคำถามในใจว่าทำไมจอภาพไม่ขึ้นให้ดู ปกติเวลามีประท้วงจะขึ้นจอใหญ่ให้ดูเลย แต่อันนี้ไม่ขึ้นให้ใครมองเลย เราก็อยากรู้ว่าโดนจริงมั้ย (เตะศีรษะ) และคิดอยากเลิกเล่น เพราะไม่ชอบอะไรที่ไม่ยุติธรรม และรับไม่ได้กับเรื่องนี้ แต่โค้ชเชก็เข้ามาปลอบว่า โค้ชรู้ ไม่เป็นไร กลับไปให้โอกาสใหม่”
วันนี้เธอได้พิสูจน์แล้วว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกสู้ต่อ และต้องขอบคุณประสบการณ์ในวันนั้นที่ทำให้แกร่งขึ้น ทั้งในเรื่องจิตใจและเทคนิค เพราะนับแต่นั้น เทนนิส ก็ตั้งมั่นต้องเอาชนะคู่แข่งให้ขาดลอย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในเรื่องนี้ มีการฝึกใช้เซ็นเซอร์ เอามาผ่าดูว่าต้องเตะโดนตรงไหนถึงจะได้แต้ม เน้นการเตะหัว จนกลายเป็นอาวุธเด็ดไปแล้ว
อนาคตฮีโร่โอลิมปิก...ไม่ไกลเกินฝัน
สำหรับเป้าหมายต่อไป แน่นอนคงหนีไม่พ้นเอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ในเดือนหน้า ซึ่ง เทนนิส จะขยับขึ้นไปเล่นรุ่น 46 กก. ตัดปัญหาเรื่องการลดน้ำหนักลงไปได้มาก อย่างไรก็ตามการเลื่อนจากระดับเยาวชนขึ้นมาสู่ระดับประชาชน ย่อมไม่ง่ายแน่นอน แต่เจ้าตัวยืนยันว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด
เริ่มจากการทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกเพียงเดือนเดียว เพราะหากต้องเจอกับเจ้าภาพซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในฐานะต้นตำรับกีฬาชนิดนี้อยู่แล้ว จะพยายามเล่นให้ชัดเจน ไม่สูสี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนในซีเกมส์อีก
ขณะที่ความฝันสูงสุดของ พาณิภัค ซึ่งมี ชนาธิป ซ้อนขำ เป็นไอดอล ก็ไม่ต่างไปจากนักกีฬาคนอื่นๆ นั่นคือ การได้ไปแข่งโอลิมปิกสักครั้งในชีวิต และคว้าเหรียญรางวัลกลับมา แต่ยอมรับว่าปี 2016 ที่บราซิล น่าจะไม่ทัน เพราะคะแนนสะสมยังไม่ถึงไหน เนื่องจากเพิ่งเริ่มขึ้นมาระดับประชาชน
“ไม่เสียดาย เพราะร่างกายยังไม่พร้อม ความแข็งแรงและกระดูกยังต้องเสริมอีกมาก และสภาพจิตใจต้องนิ่งกว่านี้ เพราะก่อนแข่งมักจะเครียดและมีอาการตื่นเต้น” เทนนิส กล่าว
ถ้าเสริมในส่วนนี้ได้ คุณพ่อสิริชัย เชื่อว่า ลูกสาวจะสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จในโอลิมปิกได้แน่นอน เพราะมีคุณสมบัติที่ดีพอในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคนิค จิตใจความเป็นนักสู้ หรือแม้แต่ปฏิภาณไหวพริบ และความฉลาดในการตัดสินใจในสนามแข่งขัน
นอกจากความสามารถในด้านกีฬาเป็นเลิศแล้ว เทนนิส ยังมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ 3 กว่าตลอด ทั้งที่ต้องซ้อมหนักและต้องขาดเรียนบ่อยในช่วงก่อนแข่ง โดยอาศัยพี่สาวคนโตที่เปิดสอนกวดวิชามาช่วยติวเข้มเป็นพิเศษเพื่อให้ตามเพื่อนๆ ทัน
พาณิภัค ซึ่งปัจจุบันอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนเทพลีลา บอกว่า นอกจากความสำเร็จในกีฬาเทควันโดแล้ว มีความฝันอยากสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหมือนพี่สาว ที่จบคณะครุศาสตร์ แต่ส่วนตัวอยากเรียนรัฐศาสตร์ เพราะชอบการท่องจำมากกว่าคำนวณ โดยเผยบุคลิกส่วนตัว ถ้าไม่สนิทกันก็เงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าสนิทกันก็จะเป็นคนตลก ออกแนวรั่วๆ อีกต่างหาก ที่สำคัญ เห็นห้าวๆ แบบนี้ ชอบผู้ชาย 100%
เท่าที่ได้คุยกันก็พอจะคอนเฟิร์มได้ว่าจริงแท้แน่นอน เพราะแม้ในชีวิตประจำวันแทบจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวงการบันเทิง แต่ถ้ามีโอกาสได้ลองเข้าวงการบ้าง เธอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า สนใจ พร้อมปล่อยมุขอาจต้องไปเสริมดั้งอีกนิดหน่อย แต่ตอนนี้ความสวยต้องตัดทิ้งไปก่อน และโฟกัสให้กับเรื่องการแข่งขันและการฝึกซ้อม
ฮีโร่เหรียญทองยูธโอลิมปิก ยังฝากไปถึงเพื่อนๆ และน้องๆ ที่อยากประสบความสำเร็จว่า สำคัญต้องขยันฝึกซ้อม มีเป้าหมายชัดเจน แล้วตั้งใจทำมันให้ได้ เหมือนกับเธอ ที่เป้าหมายตอนนี้ คือ พยายามจะทำให้ดีที่สุดในเอเชียนเกมส์ เวลาท้อก็ต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง
“จะบอกกับตัวเองว่า อย่าถอยนะ เดินมาเกินครึ่งแล้วนะ ทำให้เต็มที่จนกว่าเราจะไม่ไหว เพราะพ่อจะสอนว่า ถ้าเหนื่อยก็เต็มที่ให้ถึงที่สุด จะมาเสียดายตอนหลังไม่ได้ เพราะระยะเวลาเรามีแค่นี้ในการเป็นทีมชาติ เมื่อแก่ตัวไปก็เล่นไม่ไหวแล้ว อีกแค่นิดเดียว ทำเต็มที่ให้สุดๆ ไปเลย”
เหมือนกับคติประจำใจที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น







