เดินล่อง ท่องถิ่นใต้ เปิดฟ้า...นราธิวาส
ทันทีที่ผมได้รับเชิญไปชมแหล่งท่องเที่ยวที่ จ.นราธิวาส บรรดาเพื่อนฝูงต่างตกใจโทรมากันยกใหญ่
โดย...ก้อนหินสีฟ้า
ทันทีที่ผมได้รับเชิญไปชมแหล่งท่องเที่ยวที่ จ.นราธิวาส บรรดาเพื่อนฝูงต่างตกใจโทรมากันยกใหญ่ บางคนถามว่าอยากกินอะไร จะทำบุญไปให้ นั่น! ให้กำลังใจกันดี ด้วย จ.นราธิวาส เป็น 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่เป็นประจำ จึงเป็นดินแดนต้องห้ามที่คนภายนอกน้อยคนนักจะย่างกรายเข้ามา
แต่ความจริงแล้วที่นี่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม วิถีของชาวมุสลิม เป็นสิ่งที่ดูเร้นลับน่าค้นหา เหมือนสายตาที่มองมาจากใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยผ้าโพกหัว ประชาชนยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด
แหล่งเก็บคัมภีร์อัลกุรอานที่เก่าแก่
ณ “ศูนย์การเรียนรู้อัลกุรอาน” โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ต.ละหาร อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกำลังเร่งรีบขะมักเขม้นในการจัดเก็บคัมภีร์อัลกุรอานที่เก่าเกรอะ บางเล่มอยู่ในสภาพขาดวิ่น เจ้าหน้าที่ต้องสวมถุงมือขาวและใช้ความระมัดวังเป็นพิเศษ แม้การถ่ายภาพก็ไม่อนุญาตให้ใช้แฟลช
ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมคัมภีร์อัลกุรอานที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่ง มีทั้งหมด 70 เล่ม จัดแสดง 47 เล่ม เล่มที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 260 ปี โดยการริเริ่มของนายมาหะมะลุตฟี หะยีสาแม ผู้บริหารสถานศึกษาสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนสมานมิตรวิทยา นำคัมภีร์ที่ได้รับตกทอดจากบิดา อายุกว่า 260 ปี พร้อมกับคัมภีร์ที่ได้รับการบริจาคมา ออกแสดง และเตรียมสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2558
พิพิธภัณฑ์ขุนละหาร
ห่างจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยาไม่ไกลนัก ยังมีศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร ของผู้ใหญ่บ้านที่คลั่งไคล้ของเก่าที่ซื้อจนทุนทรัพย์เริ่มจะร่อยหรอ
ที่นี่มองจากภายนอกอลังการงานสร้าง เป็นบ้านหลังใหญ่ทรงโบราณ ป้ายพิพิธภัณฑ์ทำเป็นรูปกริชยักษ์อยู่ในปลอก บันไดทางขึ้นตกแต่งเป็นลวดลายสวยงาม ภายในจัดแสดงศิลปวัตถุหลากหลายประเภท ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในท้องถิ่นและชนชั้นปกครอง พวกถ้วยชาม ภาชนะ เครื่องครัว เครื่องจักรสานและกริช อาวุธคู่กายของคนในยุคโบราณ แต่ที่มากที่สุดเห็นจะเป็นกระต่ายขูดมะพร้าว ซึ่งแกะสลักและวาดลวดลายตกแต่งอย่างสวยงาม
และห่างจากจุดนี้ไม่ไกล ยังมีพิพิธภัณฑ์จำลองวังเจ้าเมืองยี่งอ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเครื่องใช้ของเจ้าเมืองยี่งอ ตัวเรือนเป็นทรงไทยภาคใต้ สร้างโดย “นิอาดัส” ผู้ก่อตั้งเมืองยี่งอและสถาปนาตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองคนแรก และเมื่อสิ้นพระชนม์ พระศพท่านถูกฝังที่ สุสานลางา ซึ่งอยู่ด้านหน้าสนามกีฬาเทศบาลตำบลยี่งอ และสุสานดังกล่าวก็ถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้
ชมเรือกอและ ชิมปลากุเลา ที่ตากใบ
ที่บ้านกูบู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ งานขึ้นชื่ออย่างหนึ่งคือการต่อเรือ “กอและ” การออกทะเลหาปลา เป็นอาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่ เรือจึงเสมือนชีวิตจิตใจของคน เรือกอและของพวกเขาจึงถูกตกแต่งด้วยลวดลายสีสันที่สวยงาม ตั้งแต่หัวเรือจรดท้ายเรือ ตามศิลปะผสมผสานระหว่างไทย มลายู และชวา และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจากการออกหาปลาแล้ว พวกเขาจะนำเรือขึ้นจากน้ำมาจอดไว้บนหาดทุกครั้ง การนำเรือขึ้นบกต้องใช้แรง 6-7 คน ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และความสามัคคีของคนในชุมชุน
จากอู่ต่อเรือกอและ สู่วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) เป็นวัดไทยพุทธ ภายในน่าสนใจด้วยกุฏิเจ้าอาวาสหลังใหญ่แต่เก่าและขลัง ตัวเรือนเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ ตกแต่งแบบศิลปะภาคใต้ ด้านหน้ากุฏิก็จะมีพระอุโบสถหลังใหม่ ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ ภายในเป็นภาพวาดศิลปะแบบไทยพุทธรอบพระอุโบสถ
นอกจากนั้น ภายในวัดชลธาราสิงเห ยังมีกุฏิสุทธิสารประดิษฐ์ ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์วัดชลธาราสิงเห ที่แสดงเรื่องราวการเซ็นสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษ อันเป็นเหตุให้ไทยต้องเสียดินแดนไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และหมู่เกาะใกล้เคียง
ที่นี่มีชื่อด้านการทำปลากุเลามาก ที่บ้านทำปลากุเลาหลังหนึ่ง นำปลากุเลาผูกห้อยเชือกเรียงตามราวคล้ายราวตากผ้า ประมาณ 50 ตัว กลิ่นหอมตลบอบอวล ดูตัวก็ยังไม่แห้งดี แต่เจ้าของชี้มีคนจองหมดแล้ว โอ้โห! ขายดีมาก จองกันตั้งแต่ยังไม่เสร็จ เป็นปลาที่มีราคาแพงมาก เพราะมีราคาถึงกิโลกรัมละ 1,500 บาท
รับลมเย็น ชมสวน สุไหงโกลก
หากใครได้มีโอกาสมาที่นี่ต้องลองแวะไปทาน ร้านอ้วน “บากู๊ดเต๋” ร้านบากู๊ดเต๋ที่ซอยรามัน โรงแรมแกรนด์ อ.สุไหงโกลก ต้นตำรับที่มาเปิดสาขาที่สงขลา และกรุงเทพฯ ย่านประชาชื่น จนโด่งดัง ด้วยสูตรเด็ดบากู๊ดเต๋ใส่ซุปไก่สกัดแบรนด์ นอกจากนั้นที่นี่ยังมีร้านขายผ้าชื่อดัง “สุมาตราบาติก” ร้านจำหน่ายผ้าบาติกและผ้าปาเต๊ะดั้งเดิม ด้วยลวดลายแบบดั้งเดิมและการวาดลวดลายด้วยมือ
หลังจากเที่ยวในตัวเมืองจนเมื่อยแล้ว พอตกเย็นก็ได้มีโอกาสไปชมสวน รับลมเย็นที่ “สวนวาเลนไทน์พันธุ์ไม้” สวนกระบองเพชร สวยงาม ละลานตาด้วยกระบองเพชรมากมายหลายชนิดที่ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน แต่การชมสวนกระบองเพชรต้องระวังครับ บางคนเพลินอาจจะเดินโดนหนามตำได้
สุคิริน แดนดินถิ่นทอง
ปลัดอำเภอสี่คนในชุดคาวบอยที่แปลกตาออกมาต้อนรับพวกเราตั้งแต่เช้าตรู่ ท่านว่าต้องการสร้างจุดขายของที่นี่ ก่อนขึ้นข้างบนก็แวะสักการะเจ้าแม่โต๊โมะก่อน เป็นเจ้าแม่ที่คนที่นี่ศรัทธามาก นอกจากนั้นที่นี่ยังมีเนินพิศวงให้ได้งงงวยกัน
ประชาชนที่นี่มีอาชีพเกษตรกรรม บ้างก็ทำงานในเมือง แต่เมื่อเวลาว่างพวกเขาก็จะออกมาร่อนทอง ด้วยภาชนะทรงกลมคล้ายถาดขนาดใหญ่ แล้วก็ตักดินกลางลำธารขึ้นมาแล้วก็เขย่าๆ ตามทักษะของพวกเขา จนกระทั่งเหลือแต่เศษทองเล็กๆ ตรงกลาง ผมมีโอกาสได้นั่งดูพวกเขาอยู่นานพอสมควรครับ ไม่น่าเชื่อครับ พวกเขาได้ทองทุกครั้งที่ตักขึ้นมา ทองคำเป็นแร่ธาตุที่หาง่ายมากของที่นี่
จากการสอบถามชาวบ้าน พวกเขาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง/วัน ในการร่อนทอง เมื่อได้ทองแล้วก็จะนำไปขายให้พ่อค้าในเมือง ได้เงินประมาณ 500 บาท ขอย้ำครับนี่เป็นงานอดิเรกครับ 500 บาท/วัน เมื่อถามต่อว่าในเมื่อ 1 ชั่วโมง ได้ตั้ง 500 บาท ทำไมไม่หาทองกันจริงๆ จังๆ ทั้งวัน จะได้รวยไปเลย กลับได้รับคำตอบว่า พวกเขาไม่ได้สนใจความร่ำรวย พวกเขาทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตามพอดีและเพื่อความสุขเท่านั้น ได้ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล
เรื่องราวดีๆ ของเมืองนราธิวาสยังมีอีกมากมายที่รอคอยผู้มาเยือน เมื่อมาเยี่ยมยลถิ่นนี้รับรองว่าภาพชินตาที่เห็นแต่ลูกปืนและหัวกระสุน จะลบออกจากภา
พความทรงจำอย่างแน่นอน







