posttoday
ศิลปะของแม่มืออาชีพ

ศิลปะของแม่มืออาชีพ

13 สิงหาคม 2557

วันแม่จะไม่พูดถึงเรื่องแม่ไม่ได้เลยนะคะ หนูดีเองแม้จะยังไม่เคยได้เป็นแม่ของใครเสียที

โดย...หนูดี วนิษา เรซ 

วันแม่จะไม่พูดถึงเรื่องแม่ไม่ได้เลยนะคะ หนูดีเองแม้จะยังไม่เคยได้เป็นแม่ของใครเสียที แต่ด้วยอาชีพแล้วทำงานกับคนเป็นแม่จำนวนมาก และพบว่าการเป็นแม่กับการเป็น “แม่มืออาชีพ” นั้นเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

คงคล้ายๆ กับคนเป็นครู คนมีอาชีพเป็นครู และคนเป็นครูมืออาชีพ ก็จะมีทัศนคติ ความสามารถ ความชอบ และบุคลิกที่แตกต่างกันไป

การเป็น “แม่มืออาชีพ” ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนบอร์นทูบี แต่หลายๆ คนก็รู้ตัวว่า เราไม่มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นเราต้องศึกษาเยอะ ถามเยอะ อ่านเยอะ และตั้งใจจริงๆ เราจึงจะกลายเป็นแม่มืออาชีพได้

และการ “เป็น” ก็สำคัญเท่าๆ กับสัมฤทธิผล นั่นก็คือ เราจะทำตัวเป็นแม่ได้เก่งแค่ไหน ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับ ผลคือ ลูกของเราออกมาเป็นอย่างไร ลูกเป็นคนดีแค่ไหน เก่งแค่ไหน มีความสุขกับชีวิตแค่ไหน ทำตัวเป็นประโยชน์กับโลกและสังคมรอบตัวสักเท่าไหนกัน

หนูดีเองโตมากับคุณแม่ที่หนูดีว่าเป็นแม่มืออาชีพคนหนึ่งทีเดียว แต่คุณแม่หนูดีเองก็พูดตลอดว่า แม่เองก็ทำอะไรพลาดเยอะนะลูก โดยเฉพาะกับลูกคนแรก เพราะนั่นก็คือ การเป็นแม่ครั้งแรกในชีวิตเหมือนกัน ทุกอย่างเป็น On The Job Training หรือการฝึกงานในสถานการณ์จริง ทุกอย่างไม่มีสแตนด์อิน ไม่มีการเทก ตัดสินใจ ณ จุดนั้น ถ้าถูกก็ดีไป ถ้าพลาดก็พลาดแล้วพลาดเลย แถมพวกลูกๆ นี่ยังแสบ พ่อแม่ทำอะไรพลาดไปละจำได้ดีนัก และเก็บกลับมาพูดเสมอ บางครั้งลูกไปทำอะไรพลาดในชีวิตตัวเอง ยังเผลอมาโทษพ่อแม่ได้ว่า เพราะพ่อแม่เลี้ยงมาแบบนี้ชีวิตลูกเลยผิดพลาดไปหมด เรียกว่า การเลือกเป็นพ่อแม่คน คือ การที่เราอาจต้องกลายเป็นแพะรับบาปไปตลอดกาล

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตของพ่อและแม่ยุคปัจจุบันนี้ที่หนูดีพบเห็นก็คือ การขาดความสมดุลในความ “ใจดีและความเข้มงวด” ค่ะ เส้นทางเดินของความเป็นพ่อแม่มืออาชีพนั้น คือ การเดินบนเส้นบางๆ ระหว่างโลกสองโลกฝั่งซ้ายขวาที่ต่างกันสุดขั้ว นั่นก็คือ โลกของความเป็นคนใจดีที่เข้าใจทุกอย่าง และ โลกของความเป็นคนเข้มงวดที่คาดหวังสูงและทุกอย่างต้องเป๊ะ

ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบอาจารย์ของหนูดีสมัยที่เรียนด้านการศึกษาปฐมวัยก็คือ คนเป็นพ่อแม่และครูที่จะได้เด็กที่ออกมาแล้วเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดต้องมีบุคลิก “Firm but Kind” หรือเข้มงวดแต่อ่อนโยน บอกเลยว่าไม่ง่าย เราจะดุ จะเข้มงวดอย่างไรให้ลูกรู้ว่า เรายังรักเขาอยู่ตลอดเวลาที่ดุนะ และที่เข้มงวดอยู่ตอนนี้ ก็เพื่อให้หนูมีชีวิตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้านะลูก และเราจะใจดีอย่างไร ให้ลูกชัดเจนว่า ใจดีเพราะรักมากมาย แต่ไม่ใช่แม่ที่แหย ที่หนูจะมาโกหกได้ง่ายๆ ตอนหนูเป็นวัยรุ่นนะลูก

ง่ายไหมนี่ ...หนูดีคิดว่าอาชีพแม่มืออาชีพนี่ เป็นอาชีพที่ยากที่สุดในโลกอาชีพหนึ่งเลยค่ะ

เราต้องทั้งใช้สมอง ใช้หัวใจ ใช้พลังงาน และเอาความหวังทั้งหมดของเราตั้งไว้เป็นเดิมพัน

ชื่นใจอะไรก็ไม่เท่า ชื่นใจที่ลูกดี และเสียใจอะไรก็ไม่เท่าเสียใจที่เลี้ยงลูกพลาด ส่วนความพลาดที่ไม่ได้เจตนาของ “แม่” และพ่อในปัจจุบันนี้คือ การเดินได้อย่างไม่สมดุลระหว่างโลกสองโลกที่หนูดีกล่าวถึงไปนั่นเอง คือ

ข้อแรก “พลาดเพราะใจดีเกินไป” คือ พ่อแม่สับสนคำว่า “รัก” และคำว่า “ตามใจ” เป็นคำคำเดียวกัน คิดว่า การตามใจลูกคือการแสดงความรักประเภทหนึ่ง แต่เด็กที่โดนตามใจจนเหลิง เขาอาจไม่ได้คิดว่าพ่อแม่รักเขามากเสมอไป เพราะอะไรที่ได้จนมากมายเป็นความเคยชินเด็กจะไม่เห็นค่า ในที่สุดก็คิดว่า พ่อแม่ตามใจขนาดนี้เพราะชิน เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องให้ และจะคิดแบบเด็กอเมริกันรุ่นใหม่จำนวนมากว่า “ก็มันเป็นสิทธิของฉันนี่ที่จะต้องได้อะไรดั่งใจฉันทุกอย่าง” ถ้าหากไม่ได้ก็จะอาละวาด หรือโวยวาย หรือเงียบเก็บตัวไม่พูดไม่จา จนกว่าจะได้ดั่งใจ

ข้อสอง “พลาดเพราะเข้มงวดเกินไป” คิดว่า ถ้าไม่เข้มงวด คอยตามกวดขันและตรวจเช็ก เด็กจะเสีย เด็กที่โดนตามใจมากไปจะกลายเป็นเด็กเหลิง เสียคน ไม่มีวินัย ดังนั้น พ่อแม่ประเภทนี้จะเลี้ยงลูกแบบล้วงลูก หรือ Micro Manage เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูกจนเด็กรู้สึกว่า เขาไม่มีความเป็นส่วนตัว จะคิดจะทำอะไรเองก็ไม่ได้ จะมีโลกส่วนตัวสักนิดก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ในที่สุด หลังจากต้องอยู่ใต้อาณัติของพ่อแม่มาตลอดวัยเด็ก พวกลูกๆ กลุ่มนี้มักไประเบิดตอนเป็นวัยรุ่นที่จะออกแนวกบฏ เริ่มติดเพื่อน ติดแฟน และเลือกเรียนวิชา สาขา มหาวิทยาลัยที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย โดยที่พ่อแม่อยู่ระหว่างช็อกและตกใจว่า ลูกเล็กๆ ที่ไม่เคยเถียงเรามาเลยตั้งแต่เด็ก กลายเป็นใครกันนี่ เป็นคนแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยรู้จักมาเลยหรืออย่างไร

เส้นบางๆ ที่พ่อแม่มืออาชีพจะเดินนั้น เป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่พ่อแม่จำนวนมากในโลกใบนี้ไม่เคยเหยียบย่างมาถึง เพราะมันเป็นเส้นทางที่ต้องเดินอย่างระมัดระวังและใช้ความคิดในทุกๆ วัน มันคือ การเป็นคนใจดี ที่เข้มงวดอย่างมีศิลปะ และทำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยอย่างเป็นธรรมชาติ

แต่ผลที่ได้รับคุ้มค่าเกินกว่าจะบรรยายได้ ที่มีเฉพาะคนที่เป็นพ่อแม่ด้วยตัวเอง และเลี้ยงลูกจนประสบความสำเร็จดั่งใจ และได้ลูกที่มีความสุขกับชีวิตตัวเองเป็นรางวัล คนไหนคนนั้น มักพูดอย่างเต็มปากเสมอว่า ภูมิใจอะไรไม่เท่ามีลูกดี และสุขใจอะไรไม่เท่ามีลูกดี ประโยคแบบนี้หนูดีได้ยินหนไหน มองเข้าไปในตาพ่อแม่คนนั้นแล้วพบว่า ตาเขาเป็นประกายอย่างคนมีความสุขอย่างแท้จริงทุกๆ คนค่ะ

ข่าวล่าสุด

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง