
เข้าใกล้ซีไรต์ (อีกครั้ง) สาคร พูลสุข
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
พลันที่รายชื่อเรื่องสั้น 6 เล่มสุดท้ายประกาศออกมา ดูเหมือนทุกสายตาต่างก็เฝ้ามองว่าใครหนอจะครองรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ ซีไรต์ ประจำปีนี้
หนึ่งคนที่มีสิทธิและเข้าใกล้รางวัล นั่นก็คือ “สาคร พูลสุข”
“ความรู้สึกก็ดีใจที่กรรมการเห็นความดีงามของงานเขียนของผม ความตื่นเต้นมันก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากหรอก ดีใจมากกว่า ดีใจที่ผมในฐานะนักเขียนไม่ได้ตกขบวนสุดท้าย
ส่วนตัวค่อนข้างเสียดายครับที่หลายเล่มตกขบวนไป บางเล่มน่าจะเข้ารอบ แต่ก็ไม่เข้ารอบ บางเล่มผมอ่านแล้วจับใจ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ แต่สุดท้ายก็ตกขบวน ซึ่งนั่นก็เป็นเกณฑ์พิจารณาของกรรมการ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะอะไรถึงไม่เข้ารอบ”
สำหรับ สาคร นั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รู้จักกับซีไรต์ ย้อนไป 2 ปีที่แล้ว เขาก็เคยติด 7 นวนิยายที่เข้าชิงชัยรอบสุดท้าย “รอยแผลของสายพิณ” ทว่ารางวัลเกียรติยศกลับตกในมือ “วิภาส ศรีทอง” กับผลงาน “คนแคระ” มาครั้งนี้จึงเป็นการขยับเข้าใกล้ซีไรต์ของนักเขียนแดนสะตอ
“ไม่ว่าใครจะได้รางวัล ผมถือว่าทุกคนสมศักดิ์ศรีครับ เพราะทุกเล่มที่เข้ารอบมาล้วนแต่มีความน่าสนใจทั้งหมด มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนักเขียนแต่ละคน”
ผลงาน “เสือกินคน” โดดเด่นด้วยกลวิธีนำเสนอ ภาษา แก่นของเรื่อง เข้มข้นและจริงจัง เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง มีความร่วมสมัย (อีก 5 เล่ม ได้แก่ มะละกาไม่มีทะเล จเด็จ กำจรเดช, เรื่องผมเล่า จำลอง ฝั่งชลจิตร, สามานย์สามัญ อุทิศ เหมะมูล, หญิงเสา และเรื่องราวอื่นๆ กล้า สมุทวณิช, อสรพิษ และเรื่องราวอื่นๆ แดนอรัญ แสงทอง)
“อาจจะต้องมีการตีความหมายกันสักหน่อยครับ สิ่งที่ผมพูดนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นการเมือง แต่มันยังครอบคลุมถึงประเด็นสังคม เศรษฐกิจ จิตใจ ผมว่าแต่ละเรื่องมันมีความซับซ้อนมากขึ้น บางฝ่ายอาจกำลังหลงเงาตัวเอง บางฝ่ายสามารถก้าวข้ามหลายเรื่องไปแล้ว ขณะที่บางฝ่ายก็ยังย่ำอยู่ที่เดิม ผมอยากให้สิ่งที่ผมนำเสนอนี้เป็นภาพสะท้อนให้ผู้คนได้หันหลังกลับมามองตัวเอง”
รวมเรื่องสั้นชุดนี้ผู้เขียนได้เค้าโครงมาจากเรื่องจริงผสมกับเรื่องแต่ง หลอมรวมจนกลายเป็นภาพจิตนาการที่ชวนติดตาม หลากหลายด้วยแนวความคิดที่เชื่อมโยงถึงผู้อ่าน เนื้อหาสอดแทรกไว้ซึ่งความเชื่อและความเป็นไปของสังคม มากกว่านั้นยังซ่อนอารมณ์สะเทือนใจ สะเทือนขวัญ ลึกลับ วาทะและคำคม
“เนื้อหาบางเรื่องในเรื่องสั้นจะเชื่อมกับนิยายเรื่อง รอยแผลของสายพิณ มีความคล้ายคลึงกันของตัวละครบางตัว ซึ่งในนิยายจะพูดแบบกว้างๆ ไม่ได้เจาะจง แต่พอมาเป็นเรื่องสั้น ผมก็นำมาขยายความต่อให้มีรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้มันมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
ภาษาที่ผมใช้ในการเล่าเรื่องเรื่องสั้นก็อยู่ในระดับเดียวกันกับนิยาย ไม่มีข้อจำกัดหรือต้องระวังอะไร เพียงแต่เรื่องสั้นต้องบีบให้มันอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะความยาว ไม่ควรยาวเกินไป ต้องกระชับ ต้องกะทัดรัด กินใจ แล้วท่วงทำนองภาษาก็ต้องเน้นสร้างความรู้สึกต่อผู้อ่าน”
การเข้าใกล้ซีไรต์ของสาครในครั้งนี้ จะสมดั่งปรารถนาหรือไม่ ต้องมาลุ้นกันในวันประกาศผล
พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช เกิดที่ อ.หัวไทร
จบปริญญาตรีบรรณารักษ์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ อ.ปัว จ.น่าน
เริ่มเขียนหนังสือเพราะนิสัยชอบอ่าน ส่งผลงานเข้าประกวดตอนอยู่ปี 3 หลังจากนั้นก็ส่งเรื่อยมา ก่อนจะหยุดเขียนไปกว่า 10 ปี กลับมาเขียนอีกครั้ง พร้อมส่งเข้าชิงรางวัลสุภาว์ เทวกุล คว้ารางวัลชมเชยและชนะเลิศ “บ้านฟ้าผ่า” รางวัลพานแว่นฟ้า คว้ารางวัลชมเชย “นกหลง” กับ “นักเล่านิทานยามราตรี” นายอินอะวอร์ด “แมวกินลูก” และ “รังเลือด” คว้ารางวัลนวนิยายยอดเยี่ยม







