
ผีแดงโฉมใหม่ ไฉไลจริงหรือ
อีกแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็จะกลับมาเปิดฉากฟาดแข้ง
โดย...นูโน่
อีกแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็จะกลับมาเปิดฉากฟาดแข้งให้แฟนบอลได้หายเหงา และตื่นเต้นกับลีกลูกหนังเบอร์หนึ่งของโลกอีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลนี้บรรดาท็อป 5 มีการปรับทัพเสริมทีมกันพอสมควร เพื่อความหวังลุ้นแชมป์
แต่ไฮไลต์ที่สุด คงต้องยกให้ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เข้ามานั่งเป็นนายใหญ่คนใหม่ในโอลด์แทรฟฟอร์ด พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ชัดเจนและฮือฮาที่สุด คือ การประกาศเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเป็นระบบ 3-4-1-2 หรือ 3-5-2 ตามแต่ละคนจะเรียก
เป็นระบบใหม่ที่กุนซือชาวดัตช์พาอัศวินสีส้มคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล และยังไม่เคยมีใครนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างจริงจังในพรีเมียร์ลีก เมื่อ โรแบร์โต มันชินี เคยพยายามจะนำมาใช้สมัยคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ซึ่งประสบความสำเร็จไม่มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับการลงทุนและคุณภาพนักเตะในทีม
ระบบที่กล้าฉีกธรรมเนียมเดิมๆ ของผีแดงที่คุ้นเคยการใช้ปีกปั้นเกมริมเส้นมาตั้งแต่อดีต เห็นได้จากแข้งตำนานอย่าง จอร์จ เบสต์, ไรอัน กิกส์, เดวิด เบคแฮม หรือแม้กระทั่ง คริสเตียโน โรนัลโด
แม้ผลงานในเกมอุ่นเครื่องจะออกมาน่าพอใจ แต่ก็ยังไม่สามารถชี้วัดอะไรได้เมื่อเทียบกับการแข่งขันจริง จึงยังน่าสนใจว่าระบบ 3-4-1-2 จะใช้ได้ผลกับแมนฯ ยูไนเต็ด จริงหรือไม่
เลือกคนให้ถูกงาน
ถึงแม้แมตช์ปรีซีซั่นจะไม่ใช่ตัวชี้วัดอะไรได้มากนัก แต่สถิติ 10 ประตูใน 3 แมตช์ของการใช้ระบบใหม่ ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าเกมรุกอันสนุกเร้าใจของผีแดงจะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง
เราได้เห็นการต่อบอลกันมากขึ้น จ่ายบอลเร็วขึ้น และมีจังหวะเข้าทำหลากหลายขึ้น แม้อาจจะมีบางอย่างยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวและปรับปรุงแก้ไขอีก แต่ก็ไม่ใช่คิดไม่ออกบอกไม่ถูก ก็โยนเข้ากรอบเขตโทษอย่างเดียว เหมือนกับการเล่นที่ขาดไอเดียภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ ฤดูกาลที่แล้ว
ที่สำคัญ การตัดสินใจเลือกใช้ระบบใหม่ก็ยึดตามคอนเซปต์ “Put the Right Man on the Right Job” หรือเลือกคนให้ถูกกับงาน เพื่อใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่ง ฟาน กัล คงเห็นแล้วว่าผีแดงในยุคปัจจุบันไม่ได้มีทีเด็ดในตำแหน่งปีกเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่อทั้ง นานี, แอชลีย์ ยัง, วิลฟรีด ซาฮา หรือ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ไม่สามารถฝากความหวังได้เลย
ขณะที่จอมทัพชั้นดีอย่าง ฮวน มาตา และ ชินจิ คากาวะ ต้องถูกถ่างออกไปเล่นริมเส้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่ถนัด ทำให้ไม่สามารถงัดความสามารถที่มีอยู่ออกมาใช้ได้เต็มที่
“เรามีผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่ในทีมถึง 4 คน การจัดตัวผู้เล่นจึงไม่สมดุลเลยในสายตาผม ผมต้องตัดสินใจเล่นระบบนี้ก็เพราะคุณภาพของนักเตะ” ฟาน กัล เผย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มิดฟิลด์ทีมชาติสเปนจะกลับมาโชว์ฟอร์มน่าประทับใจในแมตช์อุ่นเครื่องที่ผ่านมา จนได้รับคำชมจากนายใหญ่คนใหม่ และเจ้าตัวเองก็แฮปปี้สุดๆ
“มันสร้างอันตรายให้กับคู่แข่งได้มาก และเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่ต้องเจอกับเราในระบบนี้ หากผมได้ลงเล่นหลังกองหน้าคู่ จะเป็นตำแหน่งที่ดี ผมสามารถมองหาบอล พยายามจ่ายหรือยิงประตูได้ ดังนั้นผมจะพยายามให้เต็มที่ พยายามยิงประตูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะช่วยทีมจากตำแหน่งนี้ หากผมต้องลงเล่นปีก ผมก็จะพยายามเต็มที่เช่นกัน แต่ผมจะรู้สึกถนัดกว่าในการเล่นตำแหน่งนี้” มาตา เปิดใจ
ไม่เพียงแค่มาตาเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากระบบนี้ แต่ เวย์น รูนีย์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกมองว่าจะระเบิดฟอร์มฮอตในฤดูกาลใหม่ หลังจะได้ลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ซึ่งเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็สามารถประสานงานกับมาตาได้อย่างเข้าขาและเข้าใจ
ส่วนคากาวะก็มีความหวังจะได้เรียกฟอร์มเก่งกลับมาอีกครั้ง หลัง ฟาน กัล ยืนยันชัดเจนจะจัดให้มิดฟิลด์ญี่ปุ่นกลับมาเล่นตำแหน่งจอมทัพที่ถนัด แต่ปัญหาคือต้องแย่งตำแหน่งกับมาตา ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นตัวเลือกของ ฟาน กัล มากกว่า
สตาร์ที่มีอาจยังไม่ดีพอ
3412 อาจเป็นระบบที่เหมาะกับการเลือกใช้นักเตะที่มีอยู่ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกใช้กองหลัง 3 ตัว ต้องแกร่งพอตัว เมื่อเจอกับคู่แข่งที่เล่นเกมโต้กลับได้ดี หรือมีเกมริมเส้นที่อันตราย ซึ่งหากดูตามรายชื่อแล้ว คงหนีไม่พ้น จอห์น อีแวนส์, ฟิล โจนส์ และ คริส สมอลลิง
ถึงแม้ว่าในเกมอุ่นเครื่อง 3 นัดแรก ทั้งสามคนจะไม่ได้ทำอะไรเสียหายนัก แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ 100% ทั้งในเรื่องของความสามารถและความคุ้นเคยกับรูปแบบการเล่นระบบใหม่ บวกกับประวัติการมีปัญหาบาดเจ็บที่ผ่านมา จึงค่อนข้างเสี่ยงที่จะขาดคนใดคนหนึ่งไป ดังนั้น แมตส์ ฮุมเมลส์ กองหลังแชมป์โลกของเยอรมนี จึงตกเป็นเป้าหมายที่ ฟาน กัล ต้องการดึงมาร่วมทีม เพื่อเสริมจุดอ่อนตรงนี้
เช่นเดียวกับตำแหน่งวิงแบ็ก ลำพังแค่ ลุค ชอว์ อาจยังไม่เพียงพอ หลังกุนซือชาวดัตช์ถึงกับออกคำสั่งให้อดีตกองหลังเซาแธมป์ตันเพิ่มความฟิตของตัวเองโดยด่วน ไม่ใช่เพราะแข้งอังกฤษไม่ฟิต แต่เขาต้องการให้ฟิตเป็นพิเศษในตำแหน่งนี้ เหมือนกับ เดิร์ก เคาต์ ที่วิ่งไม่มีตกในทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งหากสามารถดึง โทมัส แฟร์มาเลน มาร่วมทีมได้ก็อาจจะช่วยได้มาก
ขณะที่แดนกลางก็เหมือนแมนฯ ยูไนเต็ด จะมีให้เลือกมากมาย ทั้ง ไมเคิล คาร์ริก, ทอม เคลฟเวอร์ลีย์, ดาร์เรน เฟลตเชอร์, มารูยาน เฟลไลนี และน้องใหม่อย่าง อังเดร์ เอร์เรรา แต่พอจะเป็นตัวหลักได้แค่ 3 คนเท่านั้น หลังฤดูกาลที่แล้วเฟลไลนีแทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ส่วนเฟลตเชอร์ก็ยังห่างไกลจากมาตรฐานก่อนป่วยนัก
ยิ่งไปกว่านั้น คาร์ริกยังมีปัญหาบาดเจ็บข้อเท้า ต้องพัก 3 เดือน นั่นหมายความว่าเหลือแค่เคลฟเวอร์ลีย์กับเอร์เรราที่น่าจะเป็นตัวหลักของทีม ซึ่งดูจากฟอร์มแล้วคนหลังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่สำหรับเคลฟเวอร์ลีย์อาจยังต้องพิสูจน์ตัวเอง หลังจบฤดูกาลที่แล้วด้วยฟอร์มน่าผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ หากผีแดงสามารถคว้าตัว อาร์ตูโร วิดัล กองกลางทีมชาติชิลีของ “ม้าลาย” ยูเวนตุส มาได้จริงอย่างที่สื่อชิลีตีข่าวก่อนหน้านี้ บวกกับการได้กองหลังแถวหน้ามาเพิ่มอย่างน้อยสักคน ก็น่าจะลดปัญหาในเรื่องนี้ และเพิ่มความแข็งแกร่งของทีมมากขึ้นแน่นอน
การเสริมทัพที่เหลือจึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ แต่สุดท้ายแล้ว หากไม่มีการช็อปแข้งเพิ่ม ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะกุนซือรายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งและปั้นจนแจ้งเกิดมาแล้วหลายราย
ระเบียบเสริมระบบ
อย่างที่ทราบกันดีว่า ฟาน กัล เป็นกุนซือที่มีจิตวิทยาสูงคนหนึ่ง บวกกับความเฮี้ยบได้โล่ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการช่วยเพิ่มความสำเร็จในระบบใหม่นี้ หลังออกกฎเข้มงวดตั้งแต่ตัวยังไม่ทันมาถึง
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเวลาซ้อมในช่วงเย็น การสั่งให้นักเตะทุกคนร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกันหลังซ้อมเสร็จทุกวัน เพื่อสร้างสปิริตในทีม หรือการออกมาตรการเด็ดขาดให้ลูกทีมทุกคนต้องสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
เท่านั้นไม่พอ ล่าสุดอดีตกุนซืออัศวินสีส้มยังสั่งทีมงานติดกล้องวงจรปิดไว้ทั่วสนามซ้อมแคร์ริงตัน เพื่อดูการฝึกซ้อมของลูกทีมอย่างใกล้ชิด ชนิดเห็นถึงปฏิกิริยาบนใบหน้า
“มันจะเห็นรายละเอียดในสนาม พวกเขาลงทุนไปหลายพันปอนด์ในการติดกล้อง และสามารถรู้ได้ทุกนาทีเลยว่าใครทำอะไรบ้างตอนอยู่ในสนาม ซึ่งผมเชื่อว่ามีหลายทีมที่ทำแบบนี้” อีแวนส์ กล่าวและเชื่อว่า การลงทุนติดกล้องไปทั่วสนามซ้อมแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของ ฟาน กัล ที่ต้องการพาผีแดงคืนความยิ่งใหญ่ ถึงจะเฮี้ยบสุดๆ แต่นายใหญ่คนใหม่ของผีแดงก็ไม่ใช่พวก “ดื้อ” แบบไม่ลืมหูลืมตา เมื่อเจ้าตัวประกาศชัดเจนว่าพร้อมจะเปลี่ยนไปเล่นระบบอื่น หากระบบนี้ใช้ไม่ได้ผล พูดง่ายๆ คือไม่ดันทุรังแน่
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ฝากเตือนเหล่าเรด เดวิล อย่าเพิ่งคาดหวังว่าทีมจะออกสตาร์ทด้วยผลงานยอดเยี่ยมทันทีทันใด เพราะต้องใช้เวลา 3 เดือนแรกในการปรับตัวและเรียนรู้วิธีการทำงานของกุนซือคนใหม่ก่อน
“ทุกๆ ทีมที่ผมคุม มักมีปัญหากับการทำงานใน 3 เดือนแรก หลังจากนั้นนักเตะในทีมถึงจะรู้ว่าผมต้องการอะไร เป็นคนแบบไหน และมีวิธีการคุมทีมยังไง เพราะผมเป็นคนตรงๆ ผมมักพูดอยู่เสมอว่าพวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับแผนของโค้ช ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือผมจำเป็นต้องทำให้นักเตะรู้ว่า ทำไมพวกเขาต้องฝึกแบบนั้นแบบนี้ เพราะไม่สามารถเดาใจโค้ชออกได้” ฟาน กัล แจง
ส่วนเรื่องการยอมรับในตัวโค้ชคงไม่ใช่ปัญหา เพราะชื่อชั้นและประสบการณ์ของ ฟาน กัล ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เมื่อบวกกับความกล้าในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ เสียงสะท้อนกลับมาจากแคมป์จึงออกมาในด้านบวกมากกว่าลบ
แต่กีฬาลูกกลมๆ เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องมีโชคด้วย หลังจากนี้ยังเหลือเวลาให้ปรับจูนทีมอีก 2 สัปดาห์ ก่อนผีแดงมีคิวจะเปิดสนามพบกับ สวอนซี ซิตี ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค.
เวิร์กไม่เวิร์ก ไม่นานเกินรอ เดี๋ยวรู้กัน!







