
บทสัมภาษณ์หน้าใหม่ที่กำลังร่อนลงบนดวงดาว ของ สุบิน บัวอ่อน
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นมาจากในห้องน้ำอันคับแคบ เมื่อลูกพี่อย่าง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ทักทายเอ่ยถามว่า เอ็งทำบทสัมภาษณ์มานานหลายปีแล้วนะ เอามารวมเล่มได้แล้วมั้ง คนถูกถามได้แต่อมยิ้ม แล้วในที่สุดหลังจากนั้นหลายเดือนหนังสือที่ว่ากันในบรรยากาศง่ายๆ ก็กลายมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสำนักพิมพ์เดย์โพสต์ ณ เวลา ปัจจุบัน
บทสัมภาษณ์ที่พูดถึงคืองานใหม่เอี่ยม เปิดซิงการทำหนังสือเล่มขายของ สุบิน บัวอ่อน หรือนามปากกาที่เป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่นนักอ่านว่า เก้า มีนานนท์ มือสัมภาษณ์ประจำจากนิตยสาร Hamburger Magazine ผู้สร้างสรรค์เคี่ยวกรำคอลัมน์สัมภาษณ์ในเล่มให้ออกมาน่าสนใจต่อเนื่องยาวนานหลายปี แม้มีโอกาสทำหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก แต่หากนับกันในแง่ของการทำงานเป็นนักเขียน
เก้า มีนานนท์ เป็นคนที่ทำงานหนักกับตัวอักษรมาตลอด 10 กว่าปี ผ่านสังเวียนสัมภาษณ์มากต่อมาก ผ่านการพูดคุยกับผู้คนมานับร้อย ก่อนจะกรองและกร่อนออกมาเป็นผลงานในเล่มที่ทำประจำอย่าง Hamburger Magazine ซึ่งตัวเขาบอกว่า สำหรับตัวเขาพยายามคัดสรรบทสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดมาให้ได้อ่านกันไว้ในหนังสือร่อนลงบนดวงดาว ที่รวบรวมบทสัมภาษณ์ของคนดังทั้งหมด 16 คน ไว้ในเล่ม
“หากจะเริ่มเล่าการทำงานต้องบอกก่อนเลยว่า ด้วยความที่นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์เป็นหนังสือบันเทิงเชิงสาระ ผมก็พยายามคัดเลือกบุคคลที่อยากพูดคุยในแบบที่มีตัวตนชัดเจน มีทัศนคติที่ให้แง่คิดต่อคนอ่านได้ เพราะตลอดการทำงานสัมภาษณ์มาผมรู้เลยนะว่า คนบันเทิงหลายๆ คน มีชีวิตที่น่าสนใจมาก แต่พอเขาไปออกสื่อต่างๆ เขาก็ไม่ได้แสดงทัศนคติหรือตัวตนจริงๆ ของเขาออกไป
“พอเราจะสัมภาษณ์เราก็อยากได้อะไรที่ลึกกว่านั้น เพราะมันสามารถเป็นแรงบันดาลใจและน่าสนใจไม่แพ้กัน สำหรับเราการคัดเลือกใครแต่ละคนมาอยู่ในเล่ม คือผมมักจะคิดถึงบทสัมภาษณ์ที่ดีซึ่งมักมีคนบอกไว้ว่า มันต้องกลม ต้องครอบคลุมทั้งหมดของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่อง การทำงาน เรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของแนวคิดทัศนคติ แล้วเล่มนี้เราก็คัดคนที่เราคิดแบบนั้นมาเลย นำมาเรียงลำดับแบบให้เข้มข้นและดีขึ้นจนหมดหน้าสุดท้าย อย่างบางคนที่อิงกับช่วงเวลาผมก็เอามารีไรต์ใหม่ให้อ่านง่ายในสมัยนี้”
หากนับกันตามจริงชื่อของเก้าถือเป็นมือสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เขาผ่านการพูดคุยกับคนบันเทิงที่บางครั้งยังนึกขำว่าเขาสามารถนำเรื่องราวแบบนี้มาได้เช่นไร แล้วรอดตัวจากอวัยวะที่ใช้เดิน หรือบางทียังคาดไม่ถึงว่าต้องผ่านการพูดคุยกี่ครั้งถึงจะสามารถเอาคำเหล่านั้นจากนักแสดง หรือนักดนตรีที่คิดว่ามีอีโก้สูงเป็นตัวตั้งมาได้ แต่ชายคนนี้ทำได้
ทำให้หนังสือรวมบทสัมภาษณ์เล่มนี้ข้างในเต็มไปด้วยเรื่องราวสาระคนบันเทิงที่บางคนอาจเป็นขวัญใจของผู้อ่าน อาทิ แสตมป์ อภิวัชร์ วงบอดี้สแลม เจมส์ จิรายุ นักแสดงจากซีรีส์ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น เต๋า สมชาย อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ และอีกมากมาย ซึ่งล้วนถูกเลือกมาในแบบที่เจ้าของหนังสือนิยามว่า ไม่ได้เอาที่ดีที่สุด แต่คิดว่าให้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง
“ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อนี้เราก็คิดหลายชื่อนะ คือเราทำนิตยสารบันเทิงเราสัมภาษณ์คนบันเทิงล้วนๆ เราก็คิดถึงตอนเด็กๆ ที่เรามองดาราคนหนึ่งจะรู้สึกว่ามันช่างไกลตัวจังเลย เราไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้เลย เหมือนเขาอยู่บนดวงดาว เขาไกลตัวเรามาก อารมณ์เหมือนคนนั่งมองดาวที่มันไกลๆ พอวันหนึ่งที่เราได้มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับเขา ได้มานั่งตั้งคำถามถึงตัวเขาเราก็คิดถึงตอนวัยเด็กที่มองดวงดาว แต่วันหนึ่งเราได้มาร่อนลงบนดวงดาวดวงนี้แล้ว”
“หน้าที่ของเราคือเป็นคนนำสาร เราไม่ได้ทำบทสัมภาษณ์เพื่อตอบโจทย์ความพราวของเรา คือผมจะแค่คิดว่าคนอ่านจะต้องได้อะไรบ้าง แล้วบทสัมภาษณ์สำหรับผมมันก็เหมือนการนำเอากุญแจดอกหนึ่งไปไขความลับอะไรบางอย่าง คือเราได้เปิดไปเพื่อเห็นความคิดและในขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้ไปกับสิ่งนั้น”







