posttoday
เมื่อถึงยุค ‘ทีวีเป็นพี่เลี้ยง’

เมื่อถึงยุค ‘ทีวีเป็นพี่เลี้ยง’

23 กรกฎาคม 2557

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

วันนี้ หนูดีมีอัดรายการ “พริ้ง” กับทีมพิธีกรสาวของรายการทั้งห้าคนคือ คุณจ๋ายศสินี ณ นคร คุณครูเงาะรสสุคนธ์ กองเกตุ น้องโมเม นภัสสร และ หมอเกตุ ธันยมัย ออกอากาศทุกจันทร์ 09.35-10.00 น. ช่อง 3 Family ซึ่งในรายการของเรานี้จะหยิบยกประเด็นฮอตๆ ของโลกและสังคมปัจจุบันมาพูดคุยกัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิง เด็ก และความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ซึ่งคุยไปคุยมา โอ้โห มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ น่าขบคิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้หญิงห้าคนที่มาคนละสายงานเลย ทั้งมุมมองและประสบการณ์เดิมที่เราเอาติดตัวเข้ามาด้วย ยิ่งทำให้การแชร์ข้อมูลกันในรายการมีความหลากหลายมาก

ครั้งล่าสุดนี้ เราคุยกันในประเด็น “คนติดละคร” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากว่า ทำไมสาวๆ ถึงติดละคร รวมไปถึงเด็กๆ ว่า เมื่อเด็กติดละครและมีพฤติกรรมเลียนแบบแล้ว จะทำอย่างไร

สำหรับตรงนี้ หนูดีก็มีคำถามเหมือนคนทั่วๆ ไปในสังคมว่า แล้วมันจริงไหมคะน้องจ๋า ที่คนทำละครต้องทำละครให้มันรุนแรง โหดร้าย ดุดัน ตบจูบ มันถึงจะขายออก

ประเด็นนี้ถ้าได้ฟังจากผู้จัดละครจริงๆ ก็คงจะดี เพราะเราเองเป็นเพียงผู้เสพ เราก็ได้แต่มองจากมุมข้างนอกและภาวนาว่า ผู้จัดน่าจะทำละครที่ปลอดความรุนแรงออกมาให้สังคมดูกันบ้าง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่จะได้ไม่ต้องมาดูฉาก ตบ และจูบ หรือทำร้ายกันจนเลือดตกยางออก แถมมีคำหยาบแทรกเป็นระยะๆ

น้องจ๋าเองเลยขอย้อนกลับไปว่า จริงๆ แล้วนี่ ละครถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “ผู้หญิง” นะคะ ตั้งแต่ยุคก่อนพ่อแม่ของเรา ที่ผู้หญิงสามารถจะดูเพื่อความบันเทิงได้ในบ้าน เวลาอยู่บ้านหรือเวลาเลิกทำงาน ดังนั้นเนื้อหาต่างๆ จึงเหมาะกับเพศหญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องการเสพอะไรที่กระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เติมเต็มในความหวือหวา ตรงนี้ครูเงาะ รสสุคนธ์ก็เลยเสนอว่า จริงๆ แล้วสังเกตว่าคนที่มีชีวิตไม่หวือหวามักติดละคร เช่น คนทำงาน 9 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น เพราะชีวิตขาดความหวือหวา ละครก็เลยมาทดแทนตรงนี้ให้

ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เมื่อผู้หญิงหรือเด็กที่เข้ามาเสพละคร ไม่สามารถแยกแยะระหว่างโลกละครและโลกความเป็นจริงได้ สำหรับผู้หญิงเองนั้นอาจเสพแล้วคิดว่า อยากได้ อยากมี หรืออยากเป็นแบบในละคร ส่วนเด็กๆ เมื่อเสพแล้ว อาจเหมือนโดนสะกดจิตให้อยากทำตาม เลียนแบบ โดยเฉพาะในเรื่องภาษา คำหยาบคาย ท่าทาง และพฤติกรรมรุนแรง

อย่างตัวผู้จัดละคร เช่นน้องจ๋า เมื่อต้องทำละครขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าการนำบทประพันธ์มาใช้ก็เป็นเรื่องที่ทำกันอย่างแพร่หลายในวงการละครใช่ไหมคะ เรื่องคลาสสิกของเราก็มีกันประมาณหนึ่ง เช่น ทรายสีเพลิง โกโบริ ดาวพระศุกร์ บ้านทรายทอง ฯลฯ และเรื่องใหม่ๆ ก็มีพื้นฐานมาจากนิยายเช่นกัน ดังนั้นนิยายไทยก็ตอบสนองสังคมแบบไทยๆ เมื่อทำขึ้นมาแล้ว ตอบโจทย์สังคมได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จะตอบโจทย์การเสพของทุกคนไม่ได้

ในอดีต สังคมไทยไม่เคยคาดหวังให้โทรทัศน์ช่วยเลี้ยงเด็กเลย เพราะในอดีตเด็กไทยก็ออกไปอยู่ในทุ่ง ในสวน จับปลากัด ปั่นจักรยาน เล่นเก็บผลไม้ ปีนต้นไม้ไปตามเรื่อง เด็กไม่ค่อยถูกจำกัดให้อยู่ในบ้าน แต่ด้วยสังคมปัจจุบัน ทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องของการเป็นคนเมืองที่สวนแคบลง ทำให้เด็กต้องอยู่ในบ้านมากขึ้น

ผลก็คือ โทรทัศน์และเกมคอมพิวเตอร์ต้องช่วยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ด้วย เพราะพ่อแม่เองก็เหนื่อย ทำงานมาก็หนักแล้ว ยังต้องมานั่งเป็นเพื่อนเล่นให้ลูกอีก พ่อแม่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

ประเด็นก็คือ เรากำลังหลงหน้าที่ สับสนหน้าที่กันอยู่หรือเปล่าคะ เพราะหน้าที่ของผู้จัดละคร คือทำละครดีๆ ให้ “ผู้ใหญ่เสพ” และหน้าที่ของพ่อแม่คือ “เลี้ยงลูก”

ในการเลี้ยงเด็ก หากเราศึกษาและเข้าใจจิตวิทยาเด็กอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเข้าใจพัฒนาการสมองของเด็ก เราจะรู้ว่า เราให้ทีวีเป็นพี่เลี้ยงลูกไม่ได้จริงๆ

พูดแบบนี้แล้ว พ่อแม่ก็จะไม่พอใจ และมักมีคำถามว่า “อ้าว ก็แล้วมันไม่มีเวลานี่ ถ้าเราไม่มีเวลามาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกช่วงเย็นๆ แล้วจะให้ทำไงล่ะ ไม่เปิดทีวี เด็กก็กวนวุ่นวาย ทำอาหารก็ไม่ได้ พักผ่อนก็ไม่ได้”

หนูดี (และครูที่เจอปัญหานี้เต็มๆ ทุกคน) ก็จะอยากตอบเป็นเสียงเดียวกันและอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ถ้าไม่มีเวลา ก็อย่าเพิ่งมีลูกสิคะ”

รอให้คุณพร้อมเสียก่อน ทั้งเรื่องการงาน การเรียนต่อปริญญาโท เรื่องเงินเก็บ เรื่องเดินทางท่องเที่ยว เพราะการมีลูก มันไม่ง่ายอย่างที่เราคิด อย่าคิดว่า แต่งงานมาสักพัก ถึงเวลาล่ะ

คำว่ามีลูก ก็เหมือนคำว่ามีแฟน หรือคำว่าแต่งงานนั่นล่ะค่ะ การพร้อมเรื่องสถานภาพก็ส่วนหนึ่ง การพร้อมเรื่องจิตใจก็ส่วนหนึ่ง การพร้อมเรื่องเวลาก็ส่วนหนึ่ง และการพร้อมเรื่องทรัพยากรก็อีกส่วนหนึ่ง การเตรียมความพร้อมเป็นส่วนสำคัญมากในความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง

เรื่องการมีลูกนั้น นอกจากพร้อมทุกเรื่องแล้ว เรายังต้องพร้อมและเป๊ะเรื่องการหาข้อมูล ฝึกวิธีการเลี้ยงดู เข้าใจเด็กให้มากๆ เพราะขนาดถ้าเราจะลุกขึ้นซื้อนกกรงหัวจุก หรือตัวชินชิลล่ามาเลี้ยง เรายังต้องศึกษาหาข้อมูลเป็นเล่มๆ และนี่ลูกคนทั้งคน การมีข้อมูลเรื่องพัฒนาการตามวัย พัฒนาการสมอง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ฯลฯ เป็นเรื่องที่เราต้องทำการบ้านมาจริงจัง

อ่านแล้วหลายคนคงบ่น “ถ้าอย่างนี้ ไม่ต้องมีลูกกันเลยหรือไง ถ้าต้องพร้อมเป๊ะเสียขนาดนั้น”

ตรงนี้ก็กลับมาที่ทางสายกลางได้เช่นกันนะคะ คือ เราอาจจะรู้แค่บางส่วนที่สำคัญ แล้วไป “ฝึกงานที่เวลาปฏิบัติจริง” ก็ยังได้ แต่อย่างน้อย เราควรรู้ว่าหน้าที่เรา คือ เลี้ยงลูก อย่าผลักภาระไปให้วงการโทรทัศน์

กลับมาดูที่น้องสาวคนเก่งของหนูดี คือ น้องจ๋า ยศสินี ซึ่งไม่ได้เรียนจบด้านปฐมวัยศึกษา น้องจบด้านละคร และน้องก็เลือกว่าอาชีพคือการทำละคร แต่วันนี้สังคมกำลังเรียกร้องให้ผู้จัดมีอีกตำแหน่งคือ พี่เลี้ยงเด็กประจำสังคมไทย เรากำลังคาดหวังมากไปหรือเปล่า เพราะหน้าที่เลี้ยงลูกคือหน้าที่ของพ่อแม่เป็นหลักและเป็นครูคนแรกของลูกก่อนใครๆ จริงไหมคะ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ