
ลายแทงแห่งปัญญา (6)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
3.ปัญญามาจากหลักอริยสัจ 4
หลักอริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนอกจากจะเป็นหลักปฏิบัติการเพื่อดับทุกข์โดยตรงแล้ว ก็ยังเป็นหลักการในการพัฒนาปัญญาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะหลักการแห่งอริยสัจ 4 นี้ สอดคล้องกับวิธีการแสวงหาความจริง แสวงหาปัญญาที่ทางวิทยาศาสตร์เองก็นิยมใช้กันอยู่ ใครก็ตามนำหลักอริยสัจ 4 ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ย่อมจะกลายเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างไม่ต้องสงสัย
อริยสัจ 4 ประกอบด้วย
1.ทุกข์ (หรือปัญหา คือ สิ่งที่ควรศึกษา)
2.สมุทัย (หรือสาเหตุ คือ สิ่งที่ควรละ)
3.นิโรธ (หรือเป้าหมาย คือ สิ่งที่ควรบูชา)
4.มรรค (หรือวิธีการ คือ สิ่งที่ควรลงมือปฏิบัติ)
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เทียบกับคำในภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆ ว่า Why Why How and How to
What ก็คือ นี่คืออะไร?
Why ก็คือ มาจากสาเหตุใด?
How ก็คือ มันควรเป็นอย่างไร?
How to ก็คือมันจะเป็นอย่างนั้นต้องทำอย่างไร?
เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาในชีวิตลองตั้งคำถามเพื่อพัฒนาปัญญาตามแนวอริยสัจดูเถิดแล้วจะเกิดปัญญา
เช่น เจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ (ทรงเห็นทุกข์) ก็ทรงถามขึ้นมาว่า
“นี่คืออะไร? (นี่คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช)
“ทำไมต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องบวช?”
“เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย?”
“จะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ต้องทำอย่างไร”
การที่ทรงตั้งคำถามในลักษณะอย่างนี้ ทำให้เกิดการคิดค้นแสวงหาทางปัญญาต่อกันไปเป็นสาย จนในที่สุดก็ทรงผละออกจากราชวังเพื่อไปทรงค้นคว้าหาความจริง จนพบพระนิพพานอันเป็นสภาวะหมดทุกข์อย่างถาวร
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกล้วนศึกษาคิดค้นหาความจริงของทุกสิ่งที่ตนศึกษาด้วยวิธีการแบบอริยสัจทั้งสิ้น วิธีการอย่างนี้ก็คือวิธีการแสวงปัญญาด้วยท่าทีอย่างนักวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific Methodology วิธีอย่างนี้ใช้ได้ทั้งในการค้นหาความจริงทางวัตถุและทางนามธรรมเพราะมุ่งไปยังการค้นหาความจริงเชิงประจักษ์ที่อาศัยการพิสูจน์ทดลองอย่างเป็นรูปธรรมด้วยกันทั้งคู่ ใครดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางแห่งอริยสัจสติปัญญาก็จะเพิ่มพูนทุกคืนทุกวัน
4.ปัญญามาจากการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
บุคคลแห่งการเรียนรู้ หมายถึง ผู้ที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ หากไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะเชื่อ จะยอมรับอะไรสักอย่างหนึ่ง จะต้องผ่านกระบวนการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์อย่างละเอียดรอบคอบรอบด้านเสียก่อน ท่าทีของการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างนี้ มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น ก็จะสามารถพัฒนาปัญญาได้อย่างสุขุมลุ่มลึก กว้างขวางในพระสูตรที่ชื่อ “กาลามสูตร” พระพุทธองค์ทรงสอนการมีท่ามีของบุคคลแห่งการเรียนรู้โดยทรงแนะนำว่า อย่างเพิ่งเชื่ออะไรง่ายๆ ในประเด็นดังต่อไปนี้
1.มา อนุสฺสเวน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
2.มา ปรมฺปราย อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
3.มา อิติกิราย อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
4.มา ปิฎกสมฺปทาเนน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.มา ตกฺกเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก
6.มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
7.มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
8.มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
9.มา ภพฺพรูปตาย อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
10.มา สมโณ โน ครูติ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
เหตุผลที่ทรงแนะนำไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ก็เพราะทรงต้องการให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า ทดลองสืบสวนหาความจริงอย่างถึงที่สุดด้วยตนเองเสียก่อน เมื่อทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลองด้วยตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วหากพบว่าสิ่งใดดี สิ่งใดมีประโยชน์จึงค่อยเชื่อหรือยอมรับ แต่หากผลเป็นตรงกันข้าม จึงค่อยปฏิเสธ
กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อจะเชื่อก็ต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล เมื่อจะปฏิเสธ ก็ต้องปฏิเสธอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือปฏิเสธอะไรง่ายๆ โดยไร้เหตุผลรองรับ การปฏิบัติตามหลักกาลามสูตร จะทำให้เป็นบุคคลที่หนักแน่นในเหตุผล ดำรงชีวิตด้วยปัญญา
5.ปัญญามาจากทฤษฎี 7 ส.
ทฤษฎี 7 ส.เป็นนวัตกรรมทางปัญญาที่ผู้เขียนสรุปออกมาเป็นขั้นตอนให้จดจำกันง่ายๆ นำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ใครที่รักในการแสวงหาความรู้อยากมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ก็ควรจะนำไปเป็นหลักในการพัฒนาตัวเอง 7 ส.ที่ว่านี้ ประกอบด้วย
1.สังเกต
2.สังกา
3.ศึกษา
4.สอบสวน
5.สังเคราะห์
6.สรุป
7.เสนอ
(1) สังเกต หมายถึง การรู้จักพินิจพิจารณามองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างลึกซึ้งจนสังเกตเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น คิดในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิด ค้นพบในสิ่งที่ค้นทั่วไปยังค้นไม่พบ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกไปยังนอกพระนครนั้น ระหว่างทางทรงพบกับคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ตามปกติ คนเหล่านี้ก็มีอยู่ทั่วไปในสังคม แต่ทำไมคนส่วนใหญ่เมื่อพบกับคนเหล่านี้แล้ว จึงไม่คิดอะไร ไม่ได้รับแรงบันดาลใจอะไร แต่ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะมาเห็นเข้า พระองค์กลับทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ทรงสังเกตอย่างละเอียด จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจขึ้นมาว่า จะต้องทรงค้นหาหนทางออกจากความทุกข์เหล่านี้ให้ได้ เจมส์ วัตต์ นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำก็เหมือนกัน เขาสังเกตเห้ฯว่ามีแรงดันบางอย่างดันฝากาให้กระทุ้งขึ้นมาเวลาที่เราต้มน้ำร้อน จากปรากฏการณ์เพียงแค่นั้น ก็นำมาต่อยอดเป็นการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ หรือกาลิเลโอที่เห็นการแกว่งของโคมไฟในโบสถ์ ก็สังเกตว่าการแกว่งทุกรอบมีจังหวะจะโคนที่แน่นอน มีเวลาที่แน่นอน จึงนำมาคิดค้นเป็นนวัตกรรมเรื่องกฎการแกว่งของลูกตุ้ม หรืออาคีมิดีสที่เห็นน้ำกระฉอกออกจากอ่างน้ำ ก็คิดต่อไปจนได้เครื่องบมือวัดปริมาตรทองคำที่ผสมอยู่ในมงกุฏกษัตริย์เป็นต้น นี่คือการสังเกตและผลของการสังเกตที่ทำให้เกิดปัญญา เป็นที่มาของการสร้างสรรค์นวัตกรรม
(2) สังกา หมายถึง การรู้จักตั้งคำถาม กล่าวคือ เมื่อสังเกตเห็นสิ่งใดก็ตามที่ผิดปกติ หรือมีลักษณะอันชวนให้คิดชวนให้พิจารณา ก็ตั้งคำถามว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยอยู่เบื้องหลัง เมื่อรู้จักตั้งคำถามปัญญาก็จะตามมา เหมือนเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพบคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็ทรงถามว่า ทำไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ครั้นทรงพบสมณะก็ทรงถามว่า ทำไมต้องออกบวช เป็นต้น
(3) ศึกษา หมายถึง การลงมือค้นคว้าหาคำตอบอย่างเป็นกระบวนการ กล่าวคือ เมื่อสนใจใฝ่รู้ในเรื่องใดแล้ว ก็ไม่เพียงแต่สงสัยหรือใฝ่รู้เท่านั้น แต่ลุกขึ้นมาทำการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ตั้งสมมุติฐานเรื่องใดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้ทำเพียงแค่การตั้งสมมุติฐาน แต่เขาจะทำการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบจนนำไปสู่การค้นพบความจริง ซึ่งพระพุทธเจ้าเองก่อนจะตรัสรู้ก็ทรงทำเช่นนั้นด้วย เป็นต้นว่า เมื่อทรงพบเทวทูตทั้ง 4 แล้ว ทรงเกิดความสงสัย จึงสละโอกาสในการต่างๆ เป็นเวลากว่า 6 ปี เมื่อไม่ได้คำตอบ จึงลงมือศึกษาด้วยตนเองตามแนวแห่งทางสายกลางจนทรงค้นพบความจริงในที่สุด
(4) สอบสวน หมายถึง การศึกษาค้นคว้าอย่างเจาะลึกลงไปโดยใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์หรือโดยการใช้วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา โดยการสอบสวนค้นคว้าหาความจริงโดยพิจารณาจากการที่สิ่งต่างๆ มีอะไรเป็นเงื่อนไข มีอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น โดยลักษณะเฉพาะของการศึกษาแบบสอบสวนก็คือ การมองสิ่งต่างๆ ตามความเชื่อมโยงของเหตุผลปัจจัยอย่างครบถ้วนไม่มีการตัดตอนความจริงแล้ว เลือกเอาเฉพาะความจริงส่วนที่ตนต้องการเท่านั้น แต่เป็นการค้นหาความจริงอย่างเป็นองค์รวม เช่น ก่อนจะตรัสรู้เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้การศึกษาแบบสอบสวนในการค้นหาสาเหตุของความทุกข์ดังนี้
“เรานั้นได้มีความคิดว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ตัณหาจึงมีตัณหามี เพราะอะไรเป็นปัจจัย? ลำดับนั้น เพราะโยนิโสมนสิการจึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหามี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ...







