posttoday
ปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์

ปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์

19 กรกฎาคม 2557

เมื่อพูดถึงประเทศดาวเด่นด้านการศึกษาของอาเซียน ณ เวลานี้คงต้องยกให้สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน

เมื่อพูดถึงประเทศดาวเด่นด้านการศึกษาของอาเซียน ณ เวลานี้คงต้องยกให้สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ที่กำลังขับเคี่ยวและแข่งขันด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นยังมีประเทศเพื่อนบ้านของเราอีกหลายๆ ประเทศที่ยังไม่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการศึกษา หากแต่เพียงมุ่งเน้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มประเทศที่จะพูดถึงต่อไปนี้ นั่นก็คือกลุ่มประเทศ CLMV

CLMV คือชื่อกลุ่มประเทศที่ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่เคยมีสงครามและความไม่สงบทางการเมืองมาก่อน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันเมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงให้ความสำคัญด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นกรณีศึกษาได้เป็นอย่างดี

เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของประเทศเวียดนาม ที่ดูเหมือนว่าจะโดดเด่นที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดทำให้ที่ผ่านมามีการเร่งผลิตบุคลากรให้ทันกับความต้องการ จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี 2010 ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา “การศึกษาโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ” ผลก็คือเวียดนามมีบัณฑิตล้นตลาด เพราะจากสถิติในปีที่ผ่านมามีบัณฑิตตกงานกว่า 2 แสนคน และส่วนที่เหลือทำงานไม่ตรงกับสาขาที่ร่ำเรียนมา

เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กเวียดนามคร่ำเคร่งเรื่องการเรียนมาก เนื่องด้วยแรงกดดันจากครอบครัวที่ต้องการให้บุตรหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ส่งผลให้เด็กหลายๆ คนต้องเรียนในสาขาวิชาที่ไม่ถนัดหรือตรงกับความต้องการของตลาด เพียงเพื่อให้ได้เรียนในมหาวิทยาลัยตามที่ครอบครัวต้องการ ซึ่งเด็กเหล่านั้นเมื่อเรียนจบออกมาก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ทำงานได้จริง หรือทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมีการปฏิรูปการศึกษาทั้ง 3 ส่วน คือ มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย และอาชีวศึกษา โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการให้ความรู้ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาหลักประกันครูเพื่อทำให้เกิดการประเมินและเฟ้นหาครูที่มีคุณภาพ ซึ่งความสำเร็จจากการปฏิรูปเกิดขึ้นแล้วที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย ได้มีการประเมินพบว่านักศึกษาที่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปนั้น มีความมั่นใจ มีความคิดเป็นกระบวนการ และสามารถที่จะเลือกอนาคตของตัวเองได้อย่างเป็นเหตุและผล สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์ทางด้านการศึกษาในพม่านั้น กลับตรงกันข้ามกับเวียดนาม เพราะประเทศนี้ผลิตบุคลากรไม่ทันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มีการเปิดประเทศ อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาทางการเมืองส่งผลให้การศึกษาในประเทศนี้หยุดชะงักมานาน ทำให้ทุกวันนี้สถาบันการศึกษาต่างๆ กลับมาทำการเรียนการสอนอีกครั้ง ดังเช่นมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ที่วันนี้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากจำนวนนักศึกษาที่ทยอยสมัครเข้ามาเรียนกันมากขึ้น ในส่วนของระดับมัธยมศึกษาก็มีโรงเรียนตัวอย่างคือโรงเรียน Basic education high school no. 1 dagon ที่ยังคงใช้หลักสูตรการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ และเสริมทักษะด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นระบบการเรียนการสอนที่อังกฤษเคยวางโครงสร้างไว้ให้ และรัฐบาลรักษาไว้เพื่อให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ แต่สิ่งที่ยังคงท้าพม่าในวันนี้ นั่นก็คือ ปัญหาเรื่องงบประมาณและจำนวนบุคลากร ที่อาจจะต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน

แต่สำหรับประเทศกัมพูชานั้น ภายหลังสิ้นสุดยุคเขมรแดง การศึกษาแทบตั้งต้นใหม่จากศูนย์ เพราะสถาบันการศึกษาและเหล่าอาจารย์ถูกทำลายและเสียชีวิตลงเกือบทั้งหมด ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การฟื้นฟูระบบการศึกษาในประเทศนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมางบประมาณในการพัฒนาการศึกษาคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งถือว่าไม่เพียงพออย่างยิ่งในการฟื้นฟูระบบโครงสร้างทางการศึกษาที่เคยได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนสร้างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ล่าสุดได้มีการระงับไว้ เพื่อปรับปรุงในส่วนของการสร้างกฎระเบียบเพื่อควบคุมคุณภาพ นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้หันมามุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ควบคู่ไปกับการยกระดับผ่านแนวทางที่เรียกว่า “Education for all” แต่ความท้าทายหลักคือจำนวนโรงเรียนและครูผู้สอนมีไม่เพียงพอในพื้นที่ชนบทห่างไกล

เด็กๆ ในกรุงพนมเปญมีโอกาสทางด้านการศึกษามากกว่าเด็กๆ ในชนบท เพราะกัมพูชายังมีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอีกมาก อย่างไรก็ดีที่นี่ก็มีโรงเรียนมัธยมศึกษาอันดับ 1 ของประเทศ มีชื่อว่า โรงเรียนพระศรีสวัสดิ์ ที่ต้องรับภาระดูแลนักเรียนกว่า 4,000 คน ซึ่ง 1 ใน 4 ของนักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี่สามารถเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนมากแล้ว ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านระบบการศึกษาที่กัมพูชาเผชิญอยู่ โดยมีมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ เป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมที่สุด ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ทั้งหมด เพราะเชื่อว่าการที่ประเทศจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วๆ จำเป็นจะต้องมีมหาวิทยาลัยดีๆ ที่ผลิตบุคลากรมาเพื่อสร้างประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

ในส่วนของประเทศลาวนั้น ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการที่ประเทศจะก้าวพ้นปัญหายากจน จำเป็นที่จะต้องยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลัก แต่ปัญหาก็เหมือนที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ นั่นก็คือการศึกษากระจุกตัวเพียงเฉพาะในเมืองหลักๆ ดังนั้นที่ผ่านมาลาวดำเนินยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาในระยะที่ 1 โดยขยายการศึกษาไปสู่สังคมชนบทให้มากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับค่านิยมของผู้คนในชนบทที่ต้องการให้บุตรหลานเข้าถึงการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อในอนาคตจะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนรุ่นพ่อแม่ ดังนั้นจำนวนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเพิ่มจำนวนขึ้นในประเทศนี้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลาวมีเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจ SME ทำให้คณะเศรษฐศาสตร์และการบริหารธุรกิจได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งคณะดังกล่าวสามารถรับนักศึกษาได้เพียง 800 คนเท่านั้น แต่มีผู้สมัครเข้าสอบกว่า 5,000 คน ซึ่งนักศึกษาที่สอบไม่ติดก็หันไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ส่งผลให้บัณฑิตที่จบมาเกินความต้องการของตลาด และมีจำนวนไม่น้อยที่จบจากสถาบันการศึกษาที่ไม่มีการรับรองคุณภาพ ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา จึงจัดตั้งศูนย์ประกันการศึกษาขึ้น เพื่อพัฒนาและควบคุมหลักสูตรให้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ต้องยอมรับว่าประวัติศาสตร์ โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม มีส่วนในการกำหนดแนวทางการศึกษาแต่ละประเทศ ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งทำให้เรารู้ว่าการมุ่งเน้นบัณฑิตเชิงปริมาณจะสร้างปัญหาตามมาอีกมาก หรือการจะพัฒนาการศึกษาจะต้องสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามนั่นก็แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศในอาเซียนกำลังมุ่งพัฒนาด้านการศึกษา แม้จะมีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ “ยกระดับการศึกษา เพื่อพัฒนาชาติ”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ