posttoday
ชีวิต?...

ชีวิต?...

22 มิถุนายน 2557

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่ไม่น้อย ไปไหนต่อไหนต้องแวะเวียนเข้าเยี่ยมร้านหรือแผงหนังสือเสมอ

โดย...วีรณัฐ โรจนประภา [[email protected]] มูลนิธิบ้านอารีย์

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่ไม่น้อย ไปไหนต่อไหนต้องแวะเวียนเข้าเยี่ยมร้านหรือแผงหนังสือเสมอ แม้ไปประเทศที่เขามีภาษาเฉพาะเราอ่านไม่ออกก็ยังไม่วายขอเข้าไปดูปก ดูโปรยก็ยังดี ไม่ต้องพูดถึงนิตยสารภาษาอังกฤษที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยที่มีโอกาสเป็นต้องแวะไปสำรวจและติดมือกลับบ้านอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะนิตยสารแนวที่เมืองไทยยังไม่มีหรือไม่ได้มีใครซื้อหัวมาแปล เพราะนอกจากจะได้ความรู้ใหม่แล้วยังเท่ากับได้ฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ยังไม่รวมผลพลอยได้จากการเห็นโฆษณาในเล่มที่ทำให้ได้รู้แนวโน้มของสินค้าและบริการที่ต่างประเทศเขากำลังนิยมกัน เท่ากับเป็นการพยากรณ์ตลาดอย่างง่ายๆ และแม่นยำยิ่ง เพราะสักพักเมืองไทยเราก็จะมีคนเอาเข้ามาทำ หรือนำเข้ามาขาย ก็ขอแอบกระซิบครับว่าใครคิดอยากลงทุนค้าขายอะไร แต่นึกไม่ออก ก็คอยหมั่นมองแนวโน้มเอาจากโฆษณานี้ล่ะครับ สะดวกดี ดังนั้นที่ใครบางคนบอกนิตยสารพวกนี้แพงเล่มหนึ่งหลายๆ ร้อยบาท ผมกลับมองว่าคุ้มค่า เพราะเท่ากับได้ทั้งความรู้ใหม่ๆ ก่อนใคร ได้เห็นแนวโน้มรสนิยมลูกค้าก่อนใคร แถมยังได้ฝึกภาษารับ AEC ไปในตัว คิดดีๆ แล้วถูกกว่าเราไปเสียเงินกับหลักสูตรการอบรมสัมมนาที่จัดกันคอร์สหนึ่งก็หลักพันถึงหลักหลายๆ หมื่น

นี่เป็นที่มาของคำถามจั่วหัวบทนี้ครับ พอดีไปเจอนิตยสารทางด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์อยู่ฉบับที่เขาโปรยปกได้เตะตามากว่า “แท้จริงแล้วร่างกายเรานั้นมีส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์อยู่เพียง 1% เท่านั้น ที่เหลืออีก 99% เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า จุลินทรีย์” ยังไม่ต้องเจาะลงรายละเอียดข้างใน เอาลำพังผลสรุปที่เขานำมาโปรยนี้ก็ชวนให้คิดแล้วครับ ว่าตกลงในทางวิทยาศาสตร์ที่คนทั้งโลกนับถือกันนั้นเขาสรุปว่าเจ้าร่างกายหัวหนึ่ง แขนสอง ขาสองต่อจากตัวตันๆ หนึ่งก้อนนี้แยกแยะเข้าจริงๆ กับเป็นพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นเสีย 99% สิ่งที่พอจะเรียกว่าเป็น “มนุษย์” (เขาใช้คำว่า Human) นั้นมีเพียงหนึ่งในร้อยส่วน

ก็น่าคิดต่อว่าหรือแท้จริงแล้วตัวเราจริงๆ มันไม่มีกันแน่ คิดจนอดไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่าแล้วหากมีตัวเราแล้ว ตรงไหนล่ะคือเรา? หรือตัวเราล่ะคืออะไร? มีใครเคยตั้งคำถามทำนองนี้กับตัวเองบ้างไหมครับ หากมีแล้วเคยลองคิดค้นหาคำตอบไหมครับว่าแล้วตัวเราที่แท้นั้นอยู่ตรงไหน

บางคนอาจฉุนนึกว่าถามกวนกัน แต่อยากให้ลองนึกกันดูจริงๆ ครับ อยากให้ลองนั่งนิ่งๆ ค่อยๆ นึกไล่ไปว่าอะไรกันนะที่เรียกว่าตัวเรา หัวรึเปล่าที่เป็นเรา หรือว่าเราคือตัวตันๆ กลางตรงอกนี้ หรือจะเป็นแขนขามือเท้า หรือเป็นอวัยวะภายในอย่าง สมอง หัวใจ กันแน่ ตอบกันได้ไหมครับ หากยังตอบไม่ได้จะลองแปรคำถามต่ออีกสักขั้นในเมื่อหาตัวเราไม่เจอว่าตอนเป็นอยู่ตรงไหนก็ลองเปลี่ยนมาหาตอนตายกันดูด้วยการเปลี่ยนคำถามมาเป็นว่าแล้ว “อย่างไรล่ะถึงจะเรียกว่าตาย?”

ไม่ทราบ...ช่วยไหมครับ หรือยังตอบยากอยู่เหมือนเดิม ก็ได้ยินว่ายังมีบ้างที่ถกเถียงกันอยู่เลยว่าตกลงหัวใจหยุดเต้น หรือสมองหยุดสั่งการกันแน่ที่จะลงความเห็นได้ว่าคนนั้นเสียชีวิตแล้ว แต่หากไปถามคนรุ่นเก่าหน่อยก็จะได้คำตอบไปอีกแนวไม่ใช่หัวใจ ไม่ใช่สมอง แต่จะว่าไปอาจดูเป็นเหตุ เป็นผล ดีกว่าด้วยซ้ำคือตำตอบที่เราคุ้นว่าจะเรียกว่าตายก็เมื่อ “วิญญาณ” ออกจากร่าง เพราะมันต้องมีอะไรสักอย่างสิที่สั่งการร่างกาย ที่คอยคิดนึกควบคุมการทำงานของร่างกายอยู่ ลำพังแค่อวัยวะต่างๆ ในตัวมันก็เป็นแค่เพียงเนื้อก้อนเล็กใหญ่เท่านั้น ดังนั้นการตายก็น่าจะหมายถึงการที่มีบางสิ่งบางอย่างนั่นคือวิญญาณนั้นตายไป จากไป

แต่แม้จะเริ่มเข้าทีก็ยังไม่สามารถทำให้เราหายปวดหัวได้ เพราะหากจะจี้ต่อลงไปอีกว่าแล้ว วิญญาณคืออะไร? อยู่ตรงไหน? คิดเล่นๆ แต่ปวดหัวจริงๆ ใช่ไหมครับ ยิ่งเมื่อไล่ไปเรื่อยๆ จนครบอวัยวะภายนอก ภายในหมดแล้วก็ไม่เห็นใครฟันธงกันได้จริงๆ ว่าเรานั้นอยู่ส่วนไหน หรือคืออะไร

สุดท้ายที่พึ่งที่ดีที่สุด คือ ถามเอาจากผู้รู้ ซึ่งในศาสนาพุทธของเรา ก็คือ พระพุทธเจ้าที่ท่านทรงเป็นอัจฉริยะ เป็นสัพพัญญูรอบรู้ทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องของมนุษย์นี้ท่านได้สอนไว้เป็นพื้นฐานเลยว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่การประชุมกันของขันธ์ 5 ที่ประกอบด้วย

รูป คือ ร่างกาย ธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม

เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์

สัญญา ความจำได้หมายรู้

สังขาร ความคิดปรุงแต่ง

วิญญาณ ความรับรู้

ทั้ง 5 อย่างนี้มาประกอบกัน ทำงานร่วมกัน เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันตามธรรมชาติเท่านั้น นี่ล่ะครับทำให้เราคิดเสียปวดหัวเท่าไหร่จึงหาตัวเราไม่เจอ เพราะตัวเรามันไม่มีมาแต่ต้น ไม่มีอย่างแท้จริง มีแต่ความหลงผิดคิดว่ามีเรา พระองค์ทรงเฉลยและแจกแจงไว้หมดแล้ว แต่เราอาจประมาทไม่ยอมศึกษาให้ดี ด้วยอาจเห็นว่าเป็นของโบราณคร่ำครึ ไม่ทันสมัยเหมือนของนอก

เอ...เขียนไปเขียนมาเหมือนเข้าตัวเองพิกล เอาเป็นสิ่งที่อยากจะนำเสนอเป็นผลจากคำสรุปนี้ ก็คือ ในเมื่อไม่มีตัวเราแล้วเราจะดิ้นรนแสวงหาเงินทอง ลาภยศชื่อเสียงมาปรนเปรอตัวอะไรกัน

ก็ในเมื่อตัวที่จะมารับสิ่งปรนเปรอนั้นอยู่ไหน เรายังตอบไม่ได้เลย จริงไหมครับ!!

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน