
พูยา (Puya) บรอมีเลียดยักษ์จากเทือกแอนดีส (2)
พูยา (Puya) เป็นบรอมีเลียดสกุลหนึ่ง ซึ่งมีผู้นำเข้ามาปลูกเลี้ยงกันอยู่ในหมู่ผู้นิยมไม้ประดับแปลกๆ จากต่างประเทศ
โดย ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
พูยา (Puya) เป็นบรอมีเลียดสกุลหนึ่ง ซึ่งมีผู้นำเข้ามาปลูกเลี้ยงกันอยู่ในหมู่ผู้นิยมไม้ประดับแปลกๆ จากต่างประเทศ มันมีความพิเศษแปลกตาที่พุ่มใบแน่นกระชับ ใบเล็กแคบเรียงตัวบิดหมุนเวียนกันรอบแกนลำต้น ใบแน่นจึงดูสวยงามสะดุดตา จากเฉดสีเขียวอมเทาบนใบและมีไทรโคมส์ (Scales) สีเทาเงินปกคลุมใต้ผิวใบ เพื่อลดความร้อนและช่วงการสูญเสียน้ำจากต้น
พูยาไรมอนดิไอถูกพบเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1870 โดยแอนโตนิโอไรมอนดี (Antonio Raimondi) นักพฤกษศาสตร์อิตาเลียนผู้มีชีวิตอยู่ใน ค.ศ. 1825-1890
พูยาต้นนี้มีลำต้นสูงประมาณ 10 ฟุต ประกอบด้วยพุ่มใบหนา ใบแคบ ยาวเรียว 4 ฟุต ปลายแหลม ขอบใบมีหนาม ที่ใจกลางพุ่มมีก้านช่อดอก เส้นรอบวง 8 ฟุต และสูงกว่า 20 ฟุต ก้านช่อดอกนี้ประกอบด้วยดอกย่อยสีขาวหลายพันดอก รวมความสูงทั้งหมดของต้นพูยานี้จะสูงกว่า 30 ฟุต เสียด้วยซ้ำ
ก้านช่อดอกยาว 20 ฟุตนี้ เป็นที่ตั้งของก้านดอกย่อยยาว 18 นิ้ว จำนวนหลายร้อยกิ่ง แต่ละกิ่งมีดอกสีขาวขนาด 3 นิ้ว มากมาย นับรวมกันแล้วพูยาต้นนี้มีดอกย่อยกว่า 8,000 ดอกทีเดียว
ปลายก้านดอกย่อยซึ่งดูคล้ายงวงเล็กๆ นี้จะว่างเปล่า แต่มักเป็นที่เกาะพักของฮัมมิ่งเบิร์ดและนกสตาร์ลิง หลังจากอิ่มหนำกับน้ำต้อยในดอกมาแล้ว
ความรู้สึกเมื่อผมยืนถ่ายภาพก้านช่อดอกของบรอมีเลียดยักษ์ มันเป็นประสบการณ์บอกไม่ถูก เรายืนอยู่ที่โคนก้านช่อดอกของบรอมีเลียดที่ทำให้ตัวเราดูกลายเป็นคนแคระในนิยายอลิช อิน วันเดอร์แลนด์ กระนั้นเมื่อเรามองไปรอบๆ พบว่าพันธุ์พืชรอบๆ ตัวของเราในหุบเขานี้ ล้วนมีด้านสูงไม่เกิน 2 ฟุตเท่านั้น
ด้วยความพยายามเราจัดวางตำแหน่งบันไดให้พาดขึ้นไปตามพุ่มใบที่มีหนามแหลม จากนั้นเราไต่ขึ้นไปคล้ายแจ็กบนลำต้นถั่ว นับเป็นเรื่องดีที่เราสามารถยืมบันไดนี้มาได้ เพราะฉะนั้นเราคงต้องโค่นช่อดอกลงมา หากจะเอาดอกมาถ่ายรูปให้ใกล้ อินเดียนผอมถอดรองเท้าออกปีนขึ้นไปตามก้านช่อดอก เขาเหยียบไปบนดอกย่อยแต่ละดอก ค่อยๆ ขึ้นไปและยึดก้านดอกย่อยไว้แน่นจนกระทั่งเขาปีนขึ้นไปถึงดอกย่อยที่กำลังบานอยู่ใกล้ยอด
เราไม่อาจไขปริศนาความลึกลับของตำแหน่งที่บรอมีเลียดยักษ์ต้นนี้ได้ เพราะมันขึ้นอยู่ไกลจากแนวกระจายพันธุ์ของบรอมีเลียดชนิดนี้มากมายนัก และเราไม่พบต้นบรอมีเลียดชนิดนี้อีกแม้แต่ต้นเดียว ไม่ว่าจะเป็นต้นเล็กหรือต้นใหญ่ก็ตาม จะเป็นไปได้ไหม? ที่พูยายักษ์ต้นนี้เหลือรอดมาจากกลุ่มพวกมัน ซึ่งเคยอยู่แถบนี้มาก่อน หรือจะเป็นเพราะลมพายุพัดเอาเมล็ดมาจากดงของมันที่อยู่บนภูเขาห่างไกลออกไป
แต่ดูเหตุผลใดก็ไม่น่าจะเป็นได้ หินบนที่นี้เป็นหินจากยุคดีโวเนียน แทนที่จะเป็นหินแกรนิต ซึ่งพูยาต้นอื่นๆ ในชนิดเดียวกันขึ้นอยู่ นอกจากนี้ จุดนี้ยังอยู่ห่างไกลถึง 300 ไมล์ จากกลุ่มพูยาชนิดเดียวกันอีกด้วย
หลายเดือนหลังจากเราไปเยือนพูยาต้นนั้น ดร.คาร์ดีนาสส่งผู้ช่วยไปเก็บเมล็ดมาให้ผม แต่สายเกินไป พูยายักษ์โค่นลงมากองกับดิน เพราะมันถูกเผาเสียก่อนที่เมล็ดจะแก่
พูยาส่วนใหญ่สามารถแทงหน่อจากต้นแม่ เกิดช่อดอกได้จากลำต้นซึ่งทอดเลื้อยออกมา ดังนั้น พูยาหลายชนิดจึงแตกกอจนปกคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางไม่น้อย
มีบรอมีเลียดไม่กี่ชนิดที่มีลักษณะนิสัยคล้ายพูยาไรมอนดิไอ ซึ่งเป็นพืชจำพวกโมโนคาร์พ (Mono Carps) พืชที่ไม่แทงหน่อ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังต้นเจริญพันธุ์แล้วก็ตาม
เมล็ดพูยามีโอกาสรอดน้อยมาก
พูยายักษ์ชนิดนี้แทงช่อดอกบานออกมาครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นต้นแม่จะตายหลังจากเมล็ดแก่ การแพร่พันธุ์ของมันจึงขึ้นอยู่กับเมล็ดมีชีวิตเพียงสองสามเมล็ด ซึ่งจะงอกออกมาจากเมล็ดนับหลายล้านเมล็ดที่กระจายออกไปโดนกระแสลม เมล็ดพูยาเพียงสองสามเมล็ดอาจจะโชคดีหล่นเข้าไปอยู่ในซอกหินที่มีเศษใบไม้ผุหรือมอสเก่าๆ สะสมอยู่ พอได้รับความชื้นจากน้ำค้างหรือฝน ซึ่งหายากเหลือเกิน เมล็ดพูยานั้นมีโอกาสน้อยกว่าหนึ่งในล้าน ซึ่งจะงอกและรอดชีวิตอยู่ได้จนโตเต็มที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จากเมล็ดเล็กจิ๋วเติบโตมาเป็นกล้าที่สูงกว่า 1/4 ของนิ้ว ไปจนถึงต้นอายุ 150 ปี ซึ่งเรายืนชื่นชมมันมาแล้ว
ทั้งไฟป่า น้ำค้างแข็ง ลม แสงแดดรุนแรงและหิมะ ภาวะไร้ฝน เป็นสิ่งที่พูยาชนิดนี้ต้องได้พบเมื่อพยายามเติบโตขึ้นมาบนพื้นที่ไร้ดิน และเป็นพื้นที่ภูเขาที่เปล่าเปลี่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ลงไปอีกด้านของภูเขา มีพูยาอีกชนิดคือ พูยาทูนาเรนซิส (P.tunarensis) เป็นพูยาเล็กแคระ ต้นไม่ค่อยสูงเกิน 18 นิ้ว เป็นเสมือนคนแคระเมื่อเทียบกับ P.raimondii พูยาแคระชนิดนี้พบมากในหมู่ก้อนหิน ดูมันพยายามพรางตัวเองมิให้มีผู้ใดสังเกตเห็นง่ายนัก เพราะดูสีผิวใบและต้นกลมกลืนไปกับสีก้อนหิน ถ้าหากมันไม่แทงช่อดอกที่มีกาบแดงออกมา และดูคล้ายเชิงเทียนที่จุดไฟติดอยู่กับยอดลำต้นสีบรอนซ์แล้ว เราก็คงไม่ทันเห็นพูยาแคระชนิดนี้
พืชสกุลพูยาส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแอนดีน (Andean group) แต่ก็มีอีกสองสามชนิดที่พบในคอสตาริกาดังเล่าแล้วในตอนต้นเรื่อง นอกจากนี้ยังพบในโคลัมเบียและบนยอดภูเขารอไรมา (Roraima) และบริติชกิอานา
อย่างไรก็ตาม ในโลกมีพูยารวมกว่า 100 ชนิด จากการค้นพบโดยพรานล่าพืชในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เติบโตอยู่ในพื้นที่แสนสาหัสและห่างไกลจากผู้คน ในคอสตาริกา เราพบ Puya dasylirioides เป็นพืชถิ่นเดียวที่ขึ้นอยู่ในเขตที่ลุ่มบนภูเขาไฟโพอาส บางคนยืนยันว่ามันขึ้นอยู่ในน้ำริมบึงก็ยังได้ ลักษณะวิสัยแบบนี้เป็นเรื่องแปลกสำหรับพูยา ซึ่งปกติเป็นพืชในเขตแห้งแล้ง อย่างไรก็ตามพูยาหลายชนิดอาจพบได้ในโคลัมเบีย โดยเติบโตมีรากหยั่งลงในชั้นสแปกนัมมอสที่แฉะชื้นโดยตลอด ใกล้เคียงกับ P.dasylirioides จากภูเขาไฟโพอาส คอสตาริกา
ดร.มัลฟอร์ด ยืนยันว่า พืชสกุลพูยาพืชอยู่ในสกุลเก่าแก่โบราณที่สุดของวงศ์บรอมีเลียด เดิมพัฒนาขึ้นมาจากพืชที่อาศัยอยู่ตามริมบึง ริมหนอง ทางฝั่งทะเลตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ และพื้นที่นั้นค่อยๆ สูงขึ้น เมื่อเทือกแอนดีสยกตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวภูเขาไฟโบราณในช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่ผ่านมา
สำหรับบรอมีเลียดยักษ์ต้นนี้ หลังจากหมดอายุดอก มันก็จะต้องล้มตายลงตามสัจธรรมของโลก และชีวิตใหม่คงจะอุบัติขึ้นอีกหนในที่ใดที่หนึ่งของ “ภูเขาแห่งกำลังจะร้องไห้” นี้
หนังสือประกอบการเขียน
Foster, M.B. Puya, the Pineapple’s Andean Ancester Journal of the Bromeliad Society JulyAugust 1984. Vol.34,No4.







