ชีวิตวินๆ ของ สราวุธ มาตรทอง
“ตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างสงบร่มเย็นมาก” คือประโยคแรกที่ “อ้นสราวุธ มาตรทอง” เปรยกับเรา
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
“ตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างสงบร่มเย็นมาก” คือประโยคแรกที่ “อ้น-สราวุธ มาตรทอง” เปรยกับเรา
ถ้าไม่มีงานอ้นก็จะอยู่บ้าน ทำสวน เลี้ยงหมา ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือไม่ก็ไปเดินตลาดจตุจักร แต่วันไหนมีงานก็เต็มที่กับงาน จัดหนักแบบคนบันเทิงที่ยังมีไฟและพลังเกินร้อย
อยู่วงการมาเกือบ 20 ปี ผ่านงานหน้ากล้องมานับไม่ถ้วน เล่นหนัง เล่นละคร ถ่ายแบบ เขียนหนังสือ ล่าสุด สวมมาดพิธีกรรายการแข่งขันร้องเพลง ชิงเงิน 10 ล้านบาท The Winner Is ที่มากับสโลแกน เอาเงินที่อยู่ตรงหน้าแล้วยอมแพ้ หรือสู้ต่อจนเป็นผู้ชนะ
“ทุกคนแหละครับที่อยากจะได้งานดี เพียงแต่มีความกังวลเล็กๆ ไม่ใช่สิ เป็นความกังวลใหญ่ๆ เสียด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ว่าเราจะดีพอมั้ยสำหรับงานนั้น ซึ่งผมก็คนหนึ่งที่เป็น ผมก็กังวลว่าเราจะดีพอมั้ยสำหรับงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ผมไม่ได้อยู่วงการนี้เพราะกระแส แต่มันคือการใช้งานต่องาน แล้วก็ต่องาน อย่างงานนี้ผมก็มาแคส มาลองดู ไม่ได้ก็เหมือนมาเรียนหนังสือ อยากได้มั้ย อยากได้ ก็ทำเต็มที่ เป็นตัวของตัวเอง ไม่คิดอะไรมากเลยครับ ผ่านไปรอบแรก เงียบไปนาน จู่ๆ ก็มีคนโทรมาให้มาแคสอีกรอบ แล้วก็ได้และถูกเลือก ก็ดีใจครับที่ได้งานนี้ สเต็ปต่อไปคือทำยังไงให้ดีที่สุด เพราะผมเป็นพวกบรรทัดฐานสูง อยากให้งานออกมาดีสมกับที่ทีมงานเลือกเรา”
สำหรับอ้นการจะได้งานบันเทิงสักชิ้น เขายอมรับว่าไม่มีงานไหนง่ายเลย ทุกอย่างต้องฝ่าฟัน ต้องแลก ต้องโชว์ ไม่ใช่อาศัยชื่อเสียง กระแส หรือหน้าหล่อๆ แล้วจะได้งาน
“แต่งานยากเหล่านั้นผมกลับภูมิใจนะ เพราะมันคือการแลก จะด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย แรงใจ สมาธิ ความสามารถหลายๆ อย่าง ทักษะ หรือประสบการณ์ กว่าจะจบงานแต่ละชิ้นไม่ง่ายครับ ซึ่งความไม่ง่ายนี่ละครับทำให้ผมได้เรียนรู้ วงการนี้คือครูของผมนะ ใครจะพูดยังไงก็ช่าง แต่การอยู่ในวงการนี้ทำให้ผมเข้าใจชีวิตมนุษย์ อย่างการเป็นนักแสดงผมมีโอกาสได้ทำอะไรมากมาย ทำให้ผมเรียนรู้ชีวิตจากคาแรกเตอร์ตัวละครที่ได้รับ ขอบคุณตัวละครเหล่านั้นครับ เพราะนี่มันไม่ใช่การไปทำงานเพื่อเงิน แต่มันคือการไปโรงเรียน ไปเรียนรู้ชีวิต ไปเข้าใจชีวิต”
คลุกคลีวงการมานาน อ้นก็เคยคว้าตำแหน่ง The Winner Is ตอนประกวดรายการซูเปอร์สตาร์ ซีซั่น 2 ความปลื้มปริ่มยังมีล้นเหลือ เขาพรั่งพรูให้เราฟังอย่างสนุกกับบรรยากาศและสิ่งที่เขาได้ทำ นับเป็นโอกาสอันดีที่นักแสดงคนหนึ่งพึงจะได้รับ ได้ร้อง ได้เล่น ได้เต้น ได้โชว์ “ตอนนั้นแค่เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายก็สุดยอดแล้วนะ จำได้ว่า ป้าแจ๋ว (ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์) บอกว่า อย่าพยายามชนะ จงทำสิ่งที่ตัวเองทำให้ดีที่สุดพอแล้ว พอได้รางวัลผมก็ไม่ได้เอาตัวเองไปผูกติดรางวัล อ้อ! แล้วการที่ผมไปรายการนี้ คือไม่ชอบให้คนเรียกดาราว่าซูเปอร์สตาร์พร่ำเพรื่อ คนที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ต้องใช้โชว์ความสามารถ ทักษะ และศักยภาพในตัวเองออกมา ไม่ใช่แค่หล่อ สวย ได้มาง่ายๆ เพราะกระแส แล้วก็มีคนเรียกว่าซูเปอร์สตาร์ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่ละ
ที่นั่นคือโรงเรียนครับ ที่นี่ผมได้เรียนรู้ในศาสตร์การแสดง ผมว่าไม่มีโอกาสบ่อยนักหรอกที่นักแสดงไทยจะได้แสดงทักษะการแสดงด้านศิลปะ เต็มที่ก็แค่นักธุรกิจ บ้านรวย โจร ตำรวจ วนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่รายการนี้มันคือโรงเรียนที่พร้อมจะเปลี่ยนผมให้เป็นคนอาชีพต่างๆ และเป็นคนดัง เป็นอาบัง แต่งหญิง เป็น จอห์น เลนนอน ซึ่งมันเป็นอะไรที่สนุกมากและเสพติดมัน จนรายการจบผมยังบอกทีมงานว่าจ้างผมต่อมั้ย ผมจะทำโชว์ให้ทุกวีกเลย”
วันนี้อ้นมีความสุขกับการใช้ชีวิต เป็นชีวิตแบบวินๆ ที่เขาสร้างมันด้วยตัวเอง สุข ทุกข์ คละเคล้ากันไป ได้ทำประโยชน์ แบ่งปันให้คนอื่นตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย
“จริงๆ ผมน่ะอยากเป็นแดนเซอร์ แต่สมัครไม่ทัน ร้องเพลงก็ชอบ แต่ตอนนี้ผมค้นพบแล้วว่าตัวเองชอบการแสดง ชอบการเขียนหนังสือ เป็นสองงานที่ชอบมากที่สุด งานพากย์ก็ชอบ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดง แต่เป็นการแสดงด้วยเสียง หรือแม้แต่งานพิธีกรก็ชอบ อย่างรายการนี้มันไม่ใช่แค่พูดบนเวที แต่มันต้องใช้ทักษะออนสเตจด้วย ซึ่งผมก็ต้องเรียนรู้และทำให้มันออกมาดีที่สุด ส่วนงานที่คิดว่าไม่เหมาะคือดีเจ ไม่ถึงกับยี้นะ แต่แค่รู้สึกว่าผมไม่เหมาะ มีโอกาสทำละ คิดว่าน่าจะมีคนที่เหมาะกว่า ทำได้ แต่ไม่เหมาะครับ
The Winner Is ในความหมายของผมคือ ทุกคนนะครับ อย่างในเกมนี้ คุณมาเพื่อเงิน 10 ล้านบาทก็จริง แต่คนที่ไม่ได้เงินก็ยังต้องไปต่อ ใช้ชีวิตต่อไป ไม่ยอมหยุดฝัน หยุดหวัง นั่นละคือ The Winner Is ถ้าผิดหวังก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ต่อสู้ให้ได้ ฟันฝ่าไปให้ได้ ถ้าคุณชนะในสิ่งที่กำลังทำอยู่ คุณก็คือ The Winner Is”
เช่นเดียวกับชีวิตของอ้น ที่เขาบอกว่ายังต้องก้าวเดินไป สู้ต่อไป ทั้งนอกจอและในจอ


