
SPCG เปลี่ยนยุค! จากอาณาจักร “ดร.วันดี” สู่กลุ่ม “วรสิทธิ์-จารุทวี” จับตา CEO คนใหม่ พลิกโฉมธุรกิจพลังงาน
บิ๊กดีลสะเทือนวงการพลังงาน! จากบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ ผู้บุกเบิกธุรกิจโซลาร์ของไทย สู่การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ “ดร.วันดี” ขายหุ้น SPCG เกลี้ยงพอร์ต 57.46% ให้กลุ่ม "วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์" เตรียมทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) พร้อมปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารและผู้บริหารชุดใหม่ยกแผง เกมจากนี้เจ้าของใหม่จะพาไปทางไหน
KEY
POINTS
- บิ๊กดีลสะเทือนวงการพลังงาน! จากบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ ผู้บุกเบิกธุรกิจโซลาร์ของไทย สู่การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์
- เมื่อ “ดร.วันดี” ขายหุ้น SPCG เกลี้ยงพอร์ต 57.46% ให้กลุ่ม "วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์" เตรียมทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด(Tender Offer)
- พร้อมปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารและผู้บริหารชุดใหม่ยกแผง เกมจากนี้เจ้าของใหม่จะพาไปทางไหน
เมื่อเจ้าของเดิมเดินออกจากเวที! ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของ “บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงวันที่มีการซื้อขายหุ้นล็อตใหญ่ แต่เป็นวันที่ “โครงสร้างอำนาจของบริษัทเปลี่ยนมืออย่างชัดเจน”
ภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กลุ่มผู้ขายซึ่งรวมถึง “ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ” และผู้ถือหุ้นรายอื่น ได้ขายหุ้น SPCG ให้กับกลุ่มผู้ซื้อ ได้แก่ นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์, บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด, Premia Global Limited และบริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด
จำนวนหุ้นที่เปลี่ยนมือสูงถึง 606,690,726 หุ้น หรือ 57.46% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด พูดง่ายๆ คือ เสียงข้างมากของ SPCG เปลี่ยนมือ
และที่สำคัญที่สุดคือ “ดร.วันดี” ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทในสัดส่วน 46.08% หรือ 486.55 ล้านหุ้น ขายหุ้นออกทั้งหมด จากผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและขับเคลื่อน SPCG มายาวนาน จึงกลายเป็นสถานะ 0%
ไม่เพียงเท่านั้น Kyocera Corporation ซึ่งถือหุ้น 6.01% และนายโชคชัย เศรษฐีวรรณ ถือ 0.51% ขายออกทั้งหมดเช่นกัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมือของหุ้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านยุคของ SPCG
ใครคือเจ้าของใหม่?
เมื่อเปิดโครงสร้างฝั่ง “ผู้ซื้อ” จะพบว่าดีลนี้มีหลายชั้นและมีผู้เล่นหลายกลุ่มเข้ามาร่วมกัน
- อันดับหนึ่ง คือ บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ถือหุ้น 25.18% จำนวน 265.89 ล้านหุ้น
- อันดับสอง คือ Premia Global Limited ถือหุ้น 21.40% จำนวน 225.89 ล้านหุ้น
- นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ถือหุ้น 7.07% จำนวน 74.61 ล้านหุ้น
- บริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด ถือหุ้น 3.82% จำนวน 40.30 ล้านหุ้น
หากมองเฉพาะ “บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ กับ Premia Global Limited” สองรายแรกจะถือหุ้นรวมกันถึง 46.58%
ขณะที่กลุ่ม “Premia Global Limited และ บริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด” รวมกันมีสัดส่วน 25.22%
นี่จึงเป็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะผู้ซื้อไม่ได้มาในรูปแบบ “บริษัทเดียวซื้อกิจการ” แต่เป็นการจัดโครงสร้างผ่านหลายบริษัทและบุคคล
เบื้องหลังชื่อ “วรสิทธิ์-จารุทวี-Premia”
หนึ่งในชื่อที่น่าจับตาคือ “นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์” ซึ่งมีบทบาทในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้บริหารของ “บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK” ส่วน “บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ถูกจับตามองในดีลนี้
โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีกลุ่มจารุทวีถือหุ้นใหญ่ หนึ่งในนั้นอาจเชื่อมโยงไปยัง “นางสาวรวิพรรณ จารุทวี” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ในบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XPG ถือหุ้นจำนวน 644,175,600 หุ้น คิดเป็น 6.02% และถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK จำนวน 91,520,660 หุ้น คิดเป็น 6.43%
ที่น่าสนใจคือ “รวิพรรณ จารุทวี” เป็นลูกสาวของ “เสี่ยเบ้ง” ทศพงศ์ จารุทวี อดีตผู้บริหารบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ N-PARK และยังเป็นคู่เขยของอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เนื่องจากภรรยาของเสี่ยเบ้งเป็นพี่สาวภรรยาของนายเศรษฐานั่นเอง
ตระกูล “จารุทวี” เป็นชื่อที่อยู่ในแวดวงธุรกิจและตลาดทุนไทยมายาวนาน และ “นายเกรียงไกร จารุทวี” ซึ่งเป็น “พี่ชายของเสี่ยเบ้ง” ซึ่งมีชื่อเป็น Concert Party และผู้ร่วมทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด จึงอาจตั้งข้อสังเกตุได้ว่า การเข้าซื้อผู้ซื้อหลายกลุ่มครั้งนี้อาจทำให้ตลาดต้องจับตาว่าดีลนี้เป็นเพียงการลงทุนในหุ้น SPCG หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการวางยุทธศาสตร์ธุรกิจใหม่ของกลุ่มทุนใหญ่
เกม Tender Offer
เมื่อกลุ่มผู้ซื้อเข้าถือหุ้นรวมกันเกิน 50% เกมไม่ได้จบลงที่การซื้อหุ้น 57.46% แต่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่ตลาดทุนจับตามองมากที่สุด นั่นคือ Mandatory Tender Offer
กลุ่มผู้ซื้อและบุคคลที่กระทำการร่วมกัน หรือ Concert Party ซึ่งรวมถึง นายเกรียงไกร จารุทวี ในฐานะผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ร่วม มีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ SPCG ตามหลักเกณฑ์การครอบงำกิจการ
กำหนดการสำคัญคือ กลุ่มผู้ซื้อมีแผนนำส่งแบบ 247-4 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในวันที่ 1 กันยายน 2569 นั่นหมายความว่า หลังจากนี้นักลงทุนจะได้เห็นรายละเอียดสำคัญอีกชุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น
- ราคาเสนอซื้อหุ้นในการ Tender Offer
- จำนวนหุ้นที่ผู้ซื้อมีความประสงค์จะรับซื้อ
- แหล่งเงินทุน
- แผนธุรกิจหลังการเข้าครอบงำกิจการนโยบายเกี่ยวกับการบริหาร SPCG
- แผนการลงทุนในอนาคต
- นโยบายเงินปันผล
- รวมถึงโครงสร้างการถือหุ้นหลังจบ Tender Offer
ดังนั้น แบบ 247-4 จะเป็นเอกสารชิ้นสำคัญที่ตลาดต้องอ่านอย่างละเอียด เพราะจะเป็นครั้งแรกที่นักลงทุนเห็นภาพว่า “เจ้าของใหม่คิดอะไรกับ SPCG”
ไร้แผนออกจากตลาด
ข่าวดีสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมคือ กลุ่มผู้ซื้อระบุว่า ไม่มีแผนเพิกถอนหุ้น SPCG ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะเดียวกันยังระบุว่าไม่มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจหลักอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12 เดือนนับจากวันสิ้นสุดการทำคำเสนอซื้อ
แต่ประโยคที่ต้องจับตาคือ การเปิดช่องให้มีการ ทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายธุรกิจ หรือพิจารณาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท
นี่อาจเป็นคำใบ้สำคัญว่า SPCG ยังเป็น SPCG แต่เจ้าของใหม่อาจไม่ได้บริหารด้วยสูตรเดิม
เปลี่ยนเจ้าของ-เปลี่ยนบอร์ด
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจมากกว่าการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น คือ การเปลี่ยนแปลงกรรมการเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน “ดร.วันดี” ลาออกจากตำแหน่ง ประธานกรรมการ และประธานกรรมการสรรหา กำหนดค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล
ขณะที่ นางสาวออมสิน ศิริ ลาออกจากกรรมการ ประธานกรรมการการลงทุน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ลาออกจากกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
จากนั้นบอร์ดชุดใหม่ก็เข้ามารับช่วงต่อทันที โดย นายนำชัย หล่อวัฒนตระกูล ขึ้นเป็นประธานกรรมการและกรรมการอิสระ ขณะที่ นายแอลเลน ย่า-หลุน หวั่ง และ นายเกรียงศักดิ์ จารุทวี เข้ามาเป็นกรรมการ
พร้อมกับ นายวันชัย หล่อวัฒนตระกูล รับตำแหน่งประธานกรรมการสรรหา กำหนดค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล
และในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 แต่งตั้ง นายพรทัต อมตวิวัฒน์, นายเคอข่าย หว่อง และนายอาร์โนลด์ ทิน ชี อิป เข้ามาเสริมโครงสร้างบอร์ด โดยมีทั้งตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
ภาพรวมจึงชัดเจนว่า นี่คือการเปลี่ยนบอร์ดเพื่อรองรับผู้ถือหุ้นใหญ่ชุดใหม่
จับตา “อำนาจลงนาม”
อีกหนึ่งรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเปลี่ยนแปลง “อำนาจกรรมการลงนามผูกพันบริษัท” จากเดิมที่มีกรรมการหลายรายสามารถร่วมลงนาม กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่กำหนดให้ “นายแอลเลน ย่า-หลุน หวั่ง และนายเกรียงศักดิ์ จารุทวี ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท”
นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อบนกระดาษ แต่หมายถึง “การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจในการตัดสินใจทางธุรกิจ” เพราะคนที่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ย่อมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจในชีวิตจริง
CFO คนใหม่เข้าประจำการ แต่ CEO ยังไม่มา!
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังลงลึกไปถึงระดับผู้บริหาร ทาง SPCG แต่งตั้ง “นายวุฒิชัย ตันกุรานันท์” เข้ามารับตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบัญชีและการเงิน (CFO) มีผลตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2569
แต่เก้าอี้สำคัญที่สุดอย่าง “กรรมการผู้จัดการใหญ่” ยังคงว่างอยู่ กลุ่มผู้ซื้ออยู่ระหว่างการสรรหาบุคคลที่เหมาะสม ตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง “ตัวแปรสำคัญ” ของ SPCG เพราะถ้าเจ้าของใหม่คือคนกำหนดทิศทาง แต่ CEO คือคนลงมือทำ
ชื่อของ CEO คนใหม่จะสะท้อนยุทธศาสตร์ของ SPCG ในยุคถัดไปอย่างมาก
SPCG จะไปทางไหน?
คำถามใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครซื้อหุ้น SPCG” เพราะวันนี้คำตอบเริ่มชัดแล้ว คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ซื้อ SPCG แล้วจะทำอะไรต่อ?
SPCG มีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และมีสินทรัพย์ โครงสร้างธุรกิจ และฐานรายได้ที่ผู้ถือหุ้นใหม่สามารถนำไปต่อยอดได้ในมุมหนึ่ง เจ้าของใหม่อาจรักษาธุรกิจเดิมและเน้นการสร้างกระแสเงินสด อีกมุมหนึ่ง SPCG อาจถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับขยายธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่
และอีกความเป็นไปได้คือ การนำความเชี่ยวชาญของผู้ถือหุ้นใหม่ในธุรกิจอื่นเข้ามาผสมกับธุรกิจพลังงาน แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็น “โจทย์ที่ต้องรอคำตอบจากเจ้าของใหม่”
สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือ อย่าเพิ่งตีความเกินข้อมูลที่เปิดเผย เพราะจุดเปลี่ยนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยเอกสาร Tender Offer และแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการ
จาก “ดร.วันดี” สู่เจ้าของใหม่
หากย้อนกลับไปมอง SPCG ในภาพใหญ่ การเปลี่ยนมือครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากยุคหนึ่งของบริษัท
“ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นบุคคลสำคัญที่ตลาดจดจำกับเรื่องราวการเติบโตของ SPCG และธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์
วันนี้หุ้นที่เคยอยู่ในมือเธอ 486.55 ล้านหุ้น ถูกขายออกทั้งหมด และภายในเวลาเดียวกัน
• ผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยน
• บอร์ดเปลี่ยน
• ประธานกรรมการเปลี่ยน
• ผู้บริหารระดับสูงเปลี่ยน
• CFO เปลี่ยน
• อำนาจลงนามเปลี่ยน
• และกำลังค้นหา CEO คนใหม่
ดังนั้นดีลนี้จึงอาจเรียกได้เต็มปากว่า การเปลี่ยนผ่าน SPCG ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง
นักลงทุนต้องดูอะไร?
สำหรับผู้ถือหุ้น SPCG และนักลงทุนที่กำลังจับตาดีลนี้ มีอย่างน้อย 5 เรื่อง ที่ควรติดตาม
1. ราคา Tender Offer นี่คือคำถามอันดับหนึ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดความน่าสนใจของดีลสำหรับผู้ถือหุ้นที่เหลือ
2. แหล่งเงินทุนของผู้ซื้อ ต้องดูว่าการเข้าซื้อและการทำ Tender Offer ใช้เงินทุนจากที่ใด และมีภาระทางการเงินต่อโครงสร้างธุรกิจหรือไม่
3. แผนธุรกิจหลัง Tender Offer ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “ไม่ถอนหุ้นออกจากตลาด” แต่คือ จะสร้างการเติบโตให้ SPCG อย่างไร
4. CEO คนใหม่ ชื่อของ CEO จะเป็นสัญญาณสำคัญว่า SPCG กำลังมุ่งหน้าไปทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน หรือธุรกิจใหม่รูปแบบใด
5. โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัง Tender Offer ต้องดูว่าหลังจบคำเสนอซื้อแล้ว กลุ่มผู้ซื้อจะถือหุ้น SPCG ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพิ่มเติมหรือไม่
ดีลนี้ไม่ใช่แค่ขายหุ้น แต่คือการเปลี่ยนยุคของ SPCG!
ดีล 57.46% ของ SPCG จึงเป็นมากกว่าธุรกรรมซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนพร้อมกันคือ...เจ้าของ บอร์ด อำนาจบริหาร และโครงสร้างองค์กร จากยุคของ “ดร.วันดี” กำลังเข้าสู่ยุคของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่มีทั้งผู้เล่นจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มทุนพลังงาน และกลุ่ม Premia
ขณะเดียวกัน การทำ Tender Offer จะเปิดประตูไปสู่คำถามชุดใหม่ว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะขายหรือถือรอต่อ? และที่สำคัญที่สุดคือ... SPCG จะถูกเปลี่ยนจากบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตลาดคุ้นเคยให้กลายเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจรูปแบบใหม่หรือไม่?
คำตอบแรกจะอยู่ในเอกสาร 247-4 ส่วนคำตอบที่ใหญ่กว่านั้นจะอยู่ที่ CEO คนใหม่ และยุทธศาสตร์ของผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะในตลาดทุน การซื้อหุ้น 57% อาจทำได้ในวันเดียว แต่การพิสูจน์ว่า ซื้อแล้วสร้างมูลค่าได้หรือไม่ ? ต้องใช้เวลาเป็นปี และนั่นคือเกมบทใหม่ของ SPCG ที่กำลังเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ.







