
สว. เสนอขึ้น VAT อีก 3% ชูโมเดลจ่ายเงินคืนคนจนปีละหมื่น คลังนำไปพิจารณา
สว.เสนอขึ้น VAT อีก 3% หาเงินเข้ารัฐ 4.5 แสนล้านบาท ชูโมเดลคืนเงินคนจนปีละ 1 หมื่นบาท ช่วย 10 ล้านคนได้มากกว่าภาระภาษีที่จ่ายเพิ่ม ด้านคลังพร้อมนำไปพิจารณา
KEY
POINTS
- สว. เสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 3% จาก 7% เป็น 10% เพื่อสร้างรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 4.5 แสนล้านบาท
- เสนอโมเดลเยียวยาผลกระทบ โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งมาจ่ายคืนให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้ 10 ล้านคน ในอัตราคนละ 10,000 บาทต่อปี
- ตัวแทนกระทรวงการคลังชี้แจงว่าแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงฯ และจะรับข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณาต่อไป
ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ได้มีการพิจารณารายงานการเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2568 ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดย นางสาวสุดท้าย ชัยจันทึก ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า วันสิ้นปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลมีสินทรัพย์รวม 8.7 ล้านล้านบาท หนี้สิน 11 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีสินทรัพย์ต่ำกว่าหนี้สิน 3 ล้านล้านบาท โดยมีรายได้รวม 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.46% จากปี 2567 และค่าใช้จ่ายรวม 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.23% ทำให้ผลการดำเนินงานมีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 7.6 แสนล้านบาท
นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สว. ได้อภิปรายเสนอข้อเสนอด้านรายได้ไปยังกระทรวงการคลัง โดยระบุว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันที่ 7% นั้น หากปรับเพิ่มขึ้นทุก ๆ 1% จะสร้างรายได้ให้รัฐบาลเพิ่มขึ้น 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นหากปรับเพิ่มขึ้น 3% ตามกรอบกฎหมาย จะทำให้มีรายได้กลับเข้ามาสู่งบประมาณถึง 4.5 แสนล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย (รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี) ซึ่งคาดว่าจะจ่าย VAT เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 3,000 บาท/ปี (เดือนละ 275 บาท) นายนิรัตน์ ได้เสนอโมเดลเยียวยาโดยนำรายได้ที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของรายได้ VAT ที่เพิ่มขึ้น มาจ่ายคืนให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนไว้ราว 10 ล้านคน ในอัตราคนละ 10,000 บาท/ปี หรือเดือนละเกือบ 1,000 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับเงินคืนสุทธิมากกว่าภาระภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงที่มีกำลังซื้อสูงจะไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ นายนิรัตน์ ยังได้เสนอให้บริหารจัดการเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐที่มีคงเหลือรวมกว่า 4 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันฝากไว้ในสถาบันการเงินได้ดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% ขณะที่รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 2.75% ทำให้เกิดส่วนต่างภาระดอกเบี้ยถึง 2% หรือคิดเป็นเงิน 80,000 ล้านบาท/ปี หากนำเงินนอกงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท (หลังจากจัดสรรเป็นเงินสำรองไว้ 1 ล้านล้านบาท) มาบริหารจัดการในระบบ จะช่วยลดภาระการกู้เงินของรัฐบาลในอนาคตได้อย่างมหาศาล
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้กรมธนารักษ์นำทรัพย์สิน 10 ล้านไร่ มูลค่า 5 ล้านล้านบาท มาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์เพียง 20% เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท และเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนจากการลงทุนวงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มเติมอีกด้วย
ด้าน นายขวัญชัย แสนหิรัณย์ สว. ได้อภิปรายเสนอให้กระทรวงการคลังเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างจริงจัง โดยขยายฐานภาษีไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ พร้อมทั้งปรับปรุงการจัดทำรายงานการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกองทุนต่าง ๆ ที่ยังมีข้อบกพร่อง
ทางด้าน นางสาวสุดท้าย ชัยจันทึก ชี้แจงว่า แนวคิดเรื่องการปรับเพิ่มภาษี VAT นั้นมีความสอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงการคลังกำลังพยายามดำเนินการอยู่ ซึ่งรายละเอียดและตัวเลขข้อเสนอต่าง ๆ จาก สว. ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และกระทรวงการคลังจะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานเพิ่มเติมต่อไป







