
เสาเข็ม...แห่งเลสเตอร์ ซิตี
กลายเป็นกระแสฮือฮาครั้งใหญ่ เมื่อ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี
โดย...มิวโกโตะ
กลายเป็นกระแสฮือฮาครั้งใหญ่ เมื่อ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี สโมสรเก่าแก่ในอังกฤษสามารถเลื่อนชั้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ที่พิเศษกว่านั้นคือการขยับไปเล่นในลีกอันดับหนึ่งของโลกครั้งนี้ ถูกบริหารงานโดยเด็กหนุ่มชาวไทย วัยเพียง 28 ปี
“ต็อบ” อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานสโมสร “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” อาจยังไม่ดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเรา แต่หากเป็นในเมืองผู้ดีแล้วละก็ เด็กหนุ่มรายนี้ถูกสื่อชื่อดังระดับโลกรุมสัมภาษณ์มากมาย
เนื่องจากเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ปลุกสโมรยักษ์ใหญ่ในอดีตให้ตื่น จนกลับมาผงาดในลีกสูงสุดได้อีกคำรบ
“ก่อนอื่นต้องยกเครดิตให้คุณพ่อ (วิชัย ศรีวัฒนประภา) ที่ฝันอยากมีสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ เพราะเราทั้งคู่บ้าบอลมาก พอทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่าง มันน่าทึ่งกว่าเดิมเสียอีก เมื่อบทสรุปในธุรกิจใหม่ของครอบครัวมาลงเอยที่สโมสรเลสเตอร์ จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ก็ตอน 6 ขวบพ่อเคยพามาดูฟุตบอลพรีเมียร์ครั้งแรก และนั่นคือเกม เลสเตอร์ พบ มิดเดิลสโบรช์ ยิ่งไปกว่านั้นเกมแรกหลังเราเทกโอเวอร์เสร็จ 100% ทีมของเราก็ได้พบกับ โบโร่ อีกครั้ง มันรู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิต”
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครเข้าใจ เพราะการต้องไปบริหารทีมฟุตบอลในอังกฤษคืองานที่นักธุรกิจทั่วโลกหวั่นเกรงที่สุด (ไม่นับมหาเศรษฐีดูไบที่เงินมหาศาล) หลายคนนำชื่อเสียงและเงินทองมาทิ้ง ถึงขั้นเจ๊งเป็นหนี้สินก็มีให้เห็นอยู่ตลอด อีกทั้งการเป็นทายาทเครือ “คิงเพาเวอร์ กรุ๊ป” ผู้จำหน่ายสินค้าปลอดภาษียักษ์ใหญ่ในบ้านเราก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยในเกาะอังกฤษ
“ช่วงแรกที่เข้าไปบริหารทีม ผมต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของธุรกิจ ควบคู่ไปกับโครงสร้างและขนบธรรมเนียมสโมสร ซึ่งถือว่าเป็นงานหนักมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงเจ้าของมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวนักเตะ ทำให้นักเตะบางคนไม่มีสมาธิ มัวห่วงอนาคตของตัวเองว่าจะมีทิศทางไปอย่างไร ผมใช้เวลาสื่อสารอยู่นานพวกเขาถึงรู้ว่าเราไม่ได้มาซื้อทีมไว้เล่นๆ”
นอกจากนี้ ช่วงเปลี่ยนมือมาเป็นเจ้าของโดยตรงกลับต้องพบอุปสรรคใหม่ เนื่องจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) จะตรวจสอบเยอะมาก โดยเราเป็นกรณีแรกๆ ที่โดนตรวจสอบอย่างละเอียดยิบ ไม่ดูแค่หลักทรัพย์เหมือนที่ผ่านมา คงเพราะมีหลายครั้งที่หลังจากเทกโอเวอร์สโมสรไปแล้ว บริหารงานไม่ประสบความสำเร็จ พอโดนฟ้องล้มละลาย ลีกต้องมานั่งแบกหนี้แทน
“พอผ่านจุดนั้นมาได้ก็ต้องมาแก้ปัญหาแฟนบอลที่ไม่ค่อยพอใจหลังเราขายนักเตะท้องถิ่นออกจากทีม เพราะว่าตอนแรกที่เราเข้าไปบริหาร รับปากกับแฟนบอลว่าจะไม่ปล่อยนักเตะเก่า แต่นโยบายที่จะพาทีมขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้มันต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง สุดท้ายเราก็พิสูจน์แล้วว่าคิดถูก”
เมื่อถูกถามว่าช้าหรือเร็วเกินไปกับเวลาบริหาร 4 ปีก่อนเลื่อนชั้น อัยยวัฒน์ บอกว่า เร็วกว่าที่คิดไว้มาก เนื่องจากการทำทีมครั้งนี้เน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง วัดผลได้จากการตีตั๋วพรีเมียร์ด้วยฐานะแชมป์
“เดอะ แชมเปี้ยนชิพ” ไม่ได้ฉาบฉวยลุ้นเพลย์ออฟเหมือนที่ทีมเคยมีหวังในอดีต เราเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าการที่ร่างกายพร้อมนั้นมีโอกาสชนะคู่แข่งมากขึ้น โชคดีที่เลสเตอร์มีมหาวิทยาลัยที่เก่งในเรื่องนี้ พวกเขาจึงส่งนักศึกษามาฝึกงานเป็นประจำ ทำให้เราได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ จากนั้นทีมค่อยๆ ปรึกษาไนเจล เพียร์สัน (กุนซือ) เพื่อช่วยกันหาผู้เล่นที่มีบุคลิกเลือดนักสู้จนค่อยๆ ลงตัวมาเรื่อยๆ อย่างชุดปัจจุบัน”
แนวคิดเรื่องการบริหารแบบยั่งยืน อัยยวัฒน์ เปิดใจว่า ถอดแบบมาจากคุณพ่อ ซึ่งพื้นฐานอันแข็งแกร่งลักษณะนี้จะถูกหยิบยกไปใช้ในพรีเมียร์ลีกแน่นอน โดยเป้าหมายอย่างที่เคยบอกไปว่าต้องการย่ำอยู่กับที่อย่างน้อย 3 ปี หากสโมสรเริ่มมั่นคง ในปีที่ 5 จะเริ่มขยับมาตรฐานไปท้าทายหัวตาราง ถึงวันนั้นต้องรอพิสูจน์ว่าจะทำได้หรือไม่
“แน่นอนเราใช้เวลาสร้างทีมเลสเตอร์ ซิตี จากลีกแชมเปี้ยนชิพให้ขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก 4 ปี การที่จะอยู่ในพรีเมียร์ลีกและก้าวไปสู่ทีมที่ดี มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ก็คงใช้เวลาไม่ต่างกัน ถ้าทุกอย่างลงตัว ทำไมคุณจะประสบความสำเร็จไม่ได้ล่ะ”
ถึงแม้การใช้ชีวิตของอัยยวัฒน์ในเมืองผู้ดีจะดูไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไร เพราะพี่สาวและพี่ชายต่างเคยศึกษาอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จึงรู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับสถานที่ดี แต่พอนั่งเก้าอี้ผู้บริหารทีมฟุตบอล บางครั้งไม่สามารถปฏิเสธความเครียดได้ จึงเป็นที่มาของการรีแลกซ์
“การทำธุรกิจฟุตบอลเป็นเรื่องที่หนักและเครียดนะครับ เพราะจะต้องเจอปัญหาต่างๆ ตลอด ดังนั้น ช่วงเวลาว่างของผมหลังจากการทำทีมก็จะไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ เช่น ดูหนัง ร้องเพลง ฟังเพลง ชมคอนเสิร์ต และพูดคุยเรื่องราวต่างๆ อะไรก็ได้ ยกเว้นฟุตบอล (หัวเราะ)”
การที่นั่งแท่นเจ้าของของสโมสรระดับพรีเมียร์ลีก แน่นอนความฝันที่อยากเห็นทีมชาติไทย (ชาย เพราะหญิงทำได้แล้ว) ไปฟุตบอลโลก เริ่มกลับมามีหวังอีกครั้งแม้จะอีกนานก็ตาม
ส่วนเด็กไทยที่คิดอยากมาค้าแข้งอาชีพในอังกฤษยอมรับว่ามีโอกาส แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เนื่องจากนักเตะบ้านเราจะติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตการทำงาน หรือ “เวิร์ก เพอร์มิต” ซึ่งอังกฤษมีเกณฑ์การตัดสินสูงมาก เอาแค่เคสต้องติดทีมชาติเกิน 75% และอันดับทีมชาติต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดก็หนาวแล้ว
“ผมหาทางช่วยนักเตะไทยอยู่ตลอด ใครถ้ามีแววเราจะส่งไปให้ทีมในยุโรปยืมตัวเพื่อหาประสบการณ์ ถ้าโชว์ผลงานได้ดีก็อาจช่วยการันตีโดยไม่ต้องดูอันดับทีมชาติได้ แต่นั่นคือฝีเท้าต้องทดสอบผ่านมาตรฐานที่วางไว้ ปัญหาอยู่ที่ฟุตบอลไทยไม่มีโครงสร้างที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากที่อังกฤษ นักเตะทุกคนสโมสรจะดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดว่าใครควรจะทำอะไร เวลาไหน”
ระบบฟุตบอลในอังกฤษสร้างเยาวชนให้เป็นมืออาชีพตั้งแต่เด็ก มีการแข่งขันลีกเยาวชนที่ชัดเจน ดังนั้นผู้เล่นทุกคนจะถูกปลูกฝังความเป็นมืออาชีพตั้งแต่เด็กที่อังกฤษ ทุกคนเล่นลงสนามเพราะใจรักอยากที่จะพัฒนาอยู่ตลอด มีความทะเยอทะยานสูง อยากก้าวขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ ส่วนเรื่องเงินถือเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา ซึ่งต่างจากนักเตะไทยที่พอขึ้นชุดใหญ่ก็ขาดความทะเยอทะยาน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ขาดความทุ่มเท แต่หากน้องๆ คนไหนมีความฝันจงอย่าทิ้งมันและลองฟังคำแนะนำนี้ดู
“สำหรับเยาวชนที่จะมาเป็นนักเตะของทีมเลสเตอร์ ซิตี จะต้องมีความตั้งใจ และเตรียมจิตใจ ร่างกาย และสมองให้พร้อม เพราะต้องมาทดสอบความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ และผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ เยาวชนเหล่านี้จะต้องมีวุฒิภาวะด้านร่างกายและจิตใจเพียงพอ เพื่อจะอยู่รอดในสังคมใหม่ได้”
“คุณต้องมีความตั้งใจและมีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะก้าวไปให้ถึงจุดหมายที่ดี จะต้องไม่ย่อท้อ แม้ว่าวันหนึ่งจะเจอเรื่องที่เลวร้ายหรือท้อแท้ หมดกำลังใจ ก็จะต้องพร้อมที่จะเดินก้าวข้ามอุปสรรคนั้นๆ และสามารถสู้ต่อไปจะต้องรู้จักปรับตัวในการดำรงชีวิตหรือใช้ชีวิตในต่างแดน ผมมั่นใจว่าถ้าเยาวชนคนใดที่อยากเป็นนักกีฬาจริงๆ มีความตั้งใจ ความพร้อม และมีฝันตามที่กล่าวข้างต้น เขาก็จะมีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิตที่มากด้วยประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ที่จะได้รับมากมาย”
ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับผู้บริหารหนุ่มไฟแรงคนนี้ ยังไงแฟนบอลชาวไทยที่มีทีมรักอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด แมนฯ ซิตี ลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล หรือทีมอื่นๆ ฤดูกาลหน้าอย่าลืมปันใจมาเชียร์ “จิ้งจอกสยาม” โดยเจ้าของคนไทยกันบ้าง ไม่แน่นะรากฐานอันแข็งแกร่งตามที่อัยยวัฒน์บอกไว้ อาจช่วยทีมชาติไทยให้มีลุ้นไปบอลโลกในอนาคตก็เป็นได้







