
เรื่องของคนขี้แพ้ ...อีกครั้ง
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
ครั้งหนึ่งหนูดีเคยเล่าประสบการณ์เป็น“คนขี้แพ้” แพ้นั่น แพ้นี่ จนต้องลองไปตรวจเลือดดูว่า เอ๊ะเราแพ้อะไรบ้าง โดยเฉพาะประเภทของอาหารที่รับประทานเข้าไป เมื่อได้คำตอบว่าเราแพ้อาหารโปรดๆ ทั้งนั้นเลย ก็ได้ฤกษ์มาปรับพฤติกรรมการกินของตัวเอง เพราะการแพ้ไม่ได้หมายความว่า “อาหารเป็นพิษ” และต้องรู้สึกปวดมวนท้อง อาเจียน แต่การแพ้ในระดับเซลล์หมายความว่า อาหารนั้นเป็นพิษอ่อนๆ ร่างกายเราย่อยมันไม่ได้ดี และเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เปลี้ย ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจจะทำอะไรเพราะร่างกายไม่พร้อมเต็มร้อย
เวลาผ่านไปหลายปี คราวนี้หนูดีสบโอกาสที่ต้องไปตรวจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เกิดจากอาหารผื่นแพ้ที่เป็นๆ หายๆ ที่โหนกแก้มติดต่อกันซ้ำๆเมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่งก็จะแสบ คัน เป็นผื่นแดง หน้าแห้ง และยิ่งอาชีพในส่วนที่เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ทำให้เราหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าแบบลงรองพื้นไม่ได้
ในที่สุดก็ตัดสินใจลองตรวจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เจาะจงเพื่อจะหาว่าเราแพ้อะไรกันแน่ในครีม โดยคุณหมอผิวหนังที่ตรวจกันประจำได้เอาประวัติการตรวจการรักษาที่ต่อเนื่องกันหลายปีมาดูอย่างละเอียด โดยพบว่าทุกครั้งที่เกิดผื่นรุนแรงจะต้องเจอกับสเตียรอยด์ทุกครั้ง และหนูดีเป็นคนกลัวผิวแพ้สเตียรอยด์จนต้องกลายเป็น “สิวสเตียรอยด์” ขึ้นสมอง แม้คุณหมอจะเฝ้าปลอบว่า เราใช้อย่างอ่อนและมีการ “ถอยยา” เสมอ (ค่อยๆ ลดปริมาณ) แต่คนกลัวก็คือคนกลัวนะคะ ในที่สุดคุณหมอจึงออร์เดอร์ Patch Testing หรือ “การทดสอบผื่นแพ้สัมผัส”
เมื่อทำแล้วสบายใจขึ้นมาก เพราะเราจะได้ชัดเจนไปเลยว่าเราแพ้อะไรกันแน่ สิ่งที่หนูดีพบด้วยความประหลาดใจมาก คือ “หนูดีแพ้ทองคำ” ค่ะ!!!
จะเป็นไปได้อย่างไร หนูดีตกใจมากเพราะใส่ทองคำเสมอๆ เป็นเครื่องประดับโปรดเลย แม้ไม่ใส่ทุกวันเพราะมันไม่ได้เข้ากับทุกชุด และล่าสุด ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็เลยกำลังจะลองไป “ตีทอง” ที่ผิวหน้าด้วย เพราะลองศึกษาดู ใช้ดูแลผิวแพ้ง่ายและยิ่งไปกว่านั้นหนูดีเพิ่งทำ “รากฟันเทียม” วัสดุที่ใช้ก็ตัดสินใจเลือกดีที่สุด คือ ทองคำ ด้วยราคาซี่ละ 3 หมื่นกว่าบาท ทั้งหมดนี้จ๋อยเลยค่ะพอรู้ว่าตัวเองแพ้ทอง และคุณหมอก็ให้ข้อควรระวังมาเป็นตับ ทั้งชื่อทางเคมีของทองที่อาจแอบอยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ซึ่งหนูดีต้องพกติดตัวเวลาไปช็อปปิ้งเครื่องสำอางเพื่อเทียบกับฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงเมื่อแก่ตัวลงแล้ว หากมีโรคข้อเสื่อมก็ไม่สามารถรับการรักษาโดยการฉีดทองเข้าที่ข้อได้ ส่วนเรื่องฟันนั้น ถามคุณหมอว่า ควรเลาะออกไหม คุณหมอตอบว่า ยังไม่จำเป็นเพราะเป็นเนื้อเยื่อบุในร่างกาย หากไม่มีอาการอักเสบก็ปล่อยไว้ก่อนได้
แต่ดีใจมากที่ตัดสินใจไปตรวจ เพราะหนูดีช็อปปิ้งครีมบำรุงผิวตามประสาผู้หญิงเสมอ เมื่อซื้อมาบางเซตเป็นหลักหมื่น ใช้ไป 3 วันแพ้ เห่อ ผื่นขึ้น ต้องเก็บใส่ตู้เย็น และในที่สุดต้องยกให้คนอื่นไป เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ทำให้รู้สึกเสียดายเงินมาก เหตุผลหนึ่งที่ตรวจก็คือ จะได้ชัดเจนไปเลยว่า เราแพ้พาราเบนหรือแพ้น้ำหอม หรือแพ้แอลกอฮอล์ หรือแพ้สเตียรอยด์ ฯลฯ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงฟลุกว่าแพ้ไม่แพ้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรีเป็นหมื่นๆ อีก เสียดาย
วิธีการตรวจใช้เวลาสิริรวม 3 วันเต็มๆ ค่ะ โดยเราต้องโทรไปนัดกับทางโรงพยาบาลล่วงหน้าก่อน วิธีการนี้แตกต่างจาก Prick Testing ที่จะต้องมีการเจาะหรือสะกิดผิว แล้วหยอดตัวอย่างสารที่เราอาจจะแพ้ลงไป แต่ Patch Testing คือ การเอาแผ่นที่มีสารต้องสงสัยอยู่แล้วประมาณ 3040 สาร มาทาบลงที่หลังและติดเอาไว้ โดยเราจะต้องไม่ล้างน้ำโดนแผ่นนั้น 3 วันเต็ม แต่ยังอาบน้ำส่วนอื่นได้อยู่ เราไม่ต้องการเจือจางสาร
อยากบอกว่าไม่ยากและไม่รำคาญทำได้สบาย แต่ไม่ควรอาบน้ำร้อน เพราะไอน้ำอาจระเหยไปโดนหลังและเจือจางสารได้ ที่สำคัญใครคิดจะทำ ต้องหยุดยาแก้แพ้ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ เพราะเราต้องการเห็นผื่นให้ชัดๆ เลย การทานยาจะกดผื่นไว้
ในวันแรกพยาบาลจะมาแปะแผ่นทดสอบให้ จากนั้นอีก 48 ชั่วโมง เราจะกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อแกะแผ่นและดูอาการ “ระคายเคือง” จากนั้นกลับมาบ้านรออีก 24 ชั่วโมง แล้วกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง วันที่สามนี้ล่ะเราจึงจะรู้ว่า จริงๆ แล้วเราแพ้อะไร
เพราะหากเราเป็นแค่ระคายเคือง เราอาจเห็นรอยแพ้แดง อักเสบ คัน ในบางช่องสาร แต่จากนั้นรอยอาจหายไป หมายความว่า เราไม่ได้แพ้ แต่หากผ่านไปอีกหนึ่งวันและผิวเราอักเสบเพิ่มขึ้นแปลว่าแพ้แน่ๆ
สำหรับหนูดีเองงงมาก เพราะหนูดีแพ้ตลอดทั้งๆ ที่ไม่เคยใช้ครีมทาผิวที่ผสมทองคุณหมอจึงอธิบายว่า หนูดีแค่ “ระคายเคือง”หรือ Irritate นั่นคือ เพราะผิวเราแห้งมาก ไม่แข็งแรง เคลือบผิวเราน้อย เมื่อเจอสารต่างๆ จึงระคายเคือง ถ้าเราดูแลผิวให้อิ่มแข็งแรงเราใช้เครื่องสำอางได้แทบทุกแบรนด์ ปัญหาจึงมาจากการดูแลผิว “ไม่ถึง” ไม่ชุ่มชื้นพอ
แต่สำหรับ “ทองคำ” แล้ว เป็น Allergy สำหรับหนูดี คือ เจอเมื่อไหร่แพ้เมื่อนั้น ต่อให้ดูแลจนผิวแข็งแรงสุดๆ มาเจอทองก็ต้องแพ้ จึงต้องใช้วิธีหลีกเลี่ยงเท่านั้น
นี่เป็นข้อมูลที่ดีมากๆ สำหรับหนูดีค่ะ เพราะพอตรวจจบก็หันมาดูผิวแห้งอย่างจริงจัง พอผิวหายแห้งอาการผื่นก็หายหมดจด และได้รู้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง
ใครสนใจลองหาข้อมูลในโรงพยาบาลใหญ่ใกล้บ้านดูนะคะ มีแทบทั้งนั้น ตอนแรกหนูดีคิดว่าค่าตรวจหลักหมื่นแน่ๆ ปรากฏ 3,000 ต้นๆ ค่ะ และประกันรับผิดชอบค่าแพทย์อีก สรุปว่าหนูดีจ่ายไป 1,800 บาทถ้วน เป็น 1,800 บาท ที่คุ้มที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย







