posttoday
นางฟ้าของเด็กออทิสซึม ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์

นางฟ้าของเด็กออทิสซึม ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์

18 พฤษภาคม 2557

นักจิตวิทยาในบ้านเรามีมากจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับนักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึม

วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน


นักจิตวิทยาในบ้านเรามีมากจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับนักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึมในเมืองไทยมีน้อยมาก ทั้งๆ กลุ่มเด็กมีภาวะออทิสซึมทวีจำนวนมากขึ้นในทุกๆ ปี ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์ คือหนึ่งในนักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กออทิสซึมที่ไปร่ำเรียนมาจากสหรัฐ ปัจจุบัน ดร.ขวัญ ได้เปิดบ้านเป็นศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสซึม และยังเป็นกรรมการมูลนิธิเดอะเรนโบว์รูม อีกทั้งยังเป็นประธานตั้งชมรมเมืองไทยเข้าใจออทิสซึมขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมและเด็กที่มีภาวะออทิสซึมได้อยู่ร่วมกันได้ในสังคม และทำให้คนไทยเข้าใจออทิสซึมมากขึ้น ดร.ขวัญ บอกว่า การจะมาเป็นนักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กออทิสซึม ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนที่สูงมากๆ แต่สิ่งที่เธอได้ คือ ความสุขใจที่สามารถพัฒนาเด็กที่มีภาวะออทิสซึมให้มีพัฒนาที่ดีขึ้น

นักจิตวิทยาบำบัดเด็กออทิสติกเมืองไทยมีน้อย

ดร.ขวัญ บอกว่า การทำงานด้านเด็กเป็นงานหนักและเหนื่อย ยิ่งเป็นเด็กโตต้องใช้พลังงานเยอะในการเล่นและสอน

นางฟ้าของเด็กออทิสซึม ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์

 

“เมืองไทยมีนักจิตวิทยาเป็นหลักร้อยคน แต่คนเลือกทำงานด้านจิตวิทยาเด็กออทิสติกไม่เยอะ เพราะเป็นสาขาที่ใหม่มากๆ อีกทั้งเป็นสาขาที่เรียนแล้วได้เงินเดือนไม่สูงนัก คนรู้สึกประทับใจและเห็นค่าในอาชีพนักจิตวิทยาด้านบำบัดเด็กออทิสติกน้อย เช่นเดียวกับบุคลากรด้านการแพทย์อื่นๆ แต่ที่เมืองนอกคนจะให้การนับถือมากกว่า เงินเดือนก็สูง คนจึงเลือกเรียนด้านนี้น้อย ถึงแม้จะเป็นวิชาที่เรียนสนุกมาก”

นักบำบัดต้องรู้และเข้าใจเด็กออทิสซึม

ดร.ขวัญ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยรู้จัก “ออทิสซึม” น้อยมาก เธอจึงเปิดศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสซึมขึ้นได้ 2 ปีแล้ว เพราะเมืองไทยไม่ค่อยมีศูนย์ที่ใช้โมเดลการเล่นเป็นการสอน แต่เธอเชื่อเรื่องวิธีการสอนผ่านวิธีการเล่น คือ สอดแทรกความรู้ คำศัพท์ขณะที่เด็กๆ เล่น จะได้ผลกว่าการนั่งเรียนหนังสือบนโต๊ะ โดยวัดจากตนเองเธอก็ไม่ชอบนั่งเรียนหนังสือ แต่ชอบอ่านหนังสือที่สนุกๆ แล้วอยากอ่านต่อ ซึ่งตัวแปรสำคัญในการเรียนรู้ หากสนใจแล้วเด็กก็จะมีแรงดึงดูดในการเรียนรู้

“นักจิตวิทยาด้านบำบัดเด็กออทิสซึมเป็นงานที่นักบำบัดจะต้องรู้ว่า เด็กชอบอะไร ทักษะเขามีในเรื่องอะไรและแค่ไหน แล้วค่อยสอนเขาจากการเล่น เหมือนเป็นการเพลย์ เบส เทอราปี ตอนกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ขวัญคิดเปิดศูนย์พัฒนาการเด็กเลย คือ ทำงานกับเด็กๆ ที่มีภาวะออทิสซึม ซึ่งเรื่องออทิสซึมที่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนไทยไม่รู้จัก ขวัญจึงอยากให้ความรู้กับคน ให้ความรู้สำคัญ อย่างน้อยๆ คนจะได้เข้าใจว่ามันคืออะไร เวลาเด็กเข้าไปอยู่ในสังคมจะได้อยู่ได้ ซึ่งเรามีความเชื่อผิดๆ ว่าเด็กกลุ่มนี้จะก้าวร้าวรุนแรง ทำร้ายคนอื่น ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ เด็กออทิสซึมมีหลายชนิดหลายประเภทมากๆ เมื่อคนไม่เข้าใจก็ทำให้เด็กไม่สามารถเข้ามาเรียนในห้องเรียนหรือใช้ชีวิตปกติได้ พอพ่อแม่เลือกเก็บลูกไว้แต่ในบ้าน คนไปก็ยิ่งไม่เรียนรู้ที่จะเข้าใจและอยู่ร่วมกับเด็กออทิสซึม พอขวัญมาทำงานด้านนี้เรื่อยๆ ทำให้เรารู้ว่างานการบำบัดเด็กออทิสซึมเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมากในการปรับมุมมองของคนที่อยู่ในสังคม

บางโรงเรียนก็ไม่เปิดรับเด็กออทิสซึม อีกทั้งหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรสอนคนด้านการบำบัดเด็กออทิสติกมีน้อยมากๆ ไม่พอต่อการบำบัดเด็กออทิสติก ทั้งๆ ที่เทรนด์เด็กออสทิสติกเพิ่มขึ้นทุกประเทศทั่วโลก ถ้าเราไม่เตรียมมือรับเด็กออทิสติกจะได้รับการพัฒนาที่ช้ามากๆ เด็กที่ถูกเตรียมความพร้อมก่อน 3 ขวบ เขาจะสามารถพัฒนาเกือบเป็นปกติ และเขาจะสามารถอยู่ในสังคมได้ดีมากขึ้น แต่เนื่องจากกว่าเราจะพบภาวะนี้ก็ช้ามาก พ่อแม่ไม่เข้าใจภาวะของลูก เช่น ไม่สบตา ไม่พูด เรียกชื่อไม่หัน ไม่สื่อสารแม้จะ 2 ขวบแล้ว หากพ่อแม่พบพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องรีบพามาหาหมอ หากพบช้า เวลารักษาก็ช้าไปแล้ว พบเร็วรีบพัฒนาบำบัดเร็วก็ยิ่งดี ”

นางฟ้าของเด็กออทิสซึม ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์

 

เป็นสุขเมื่อเห็นพัฒนาการเด็กทีละขั้น

การทำงานกับเด็กออทิสซึม ทำให้ ดร.ขวัญ มองโลกในมุมมองที่แตกต่างจากคนทั่วไป เธอจึงมองคนอย่างเข้าใจมากขึ้น แม้รายได้ไม่สูงเหมือนทำงานด้านไฟแนนซ์ แต่สิ่งที่ได้ คือ ความอิ่มใจ เจอเด็กๆ ก็มีความสุข

“ขวัญจะรู้สึกประทับใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นวันนี้เจอเด็กที่วาดวงกลมได้ ซึ่งผู้ปกครองเมื่อเห็นพัฒนาการลูกจะดีใจระดับหนึ่ง แต่ขวัญจะรู้สึกดีใจมาก เพราะทักษะในการพูดแต่ละคำของเด็กๆ เราจะดีใจหากเห็นพัฒนาการของเด็กทีละนิดๆ หากเรารักษาเด็กได้ทันเวลา เด็กก็จะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติ เด็กที่ถูกซ่อนที่บ้าน เราก็จะเห็นเขามาอยู่ในสังคมได้มาก สังคมก็จะเปิดรับเด็กได้มากขึ้น”


แนะนำเด็กรุ่นใหม่

คนที่เหมาะจะมาเป็นนักจิตวิทยาบำบัดเด็กออทิสซึม ควรเป็นคนที่รักเด็กอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญอันดับหนึ่ง สอง คือ ต้องมีความอดทน เพราะแต่ละทักษะของเด็กออทิสซึมได้มาไม่ใช่ง่ายๆ รอเด็กพูดได้อาจต้องรอถึง 3 ปี ดังนั้น จึงต้องอดทนต่อการรอคอย

“เราผลักดันเด็กไม่ได้ พัฒนาการต้องเป็นไปตามเวลา อีกทั้งเราต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังผู้ปกครองเยอะๆ แทนที่เราจะเป็นคนบอก แต่เราต้องเป็นผู้ฟังก่อน ฟังว่าผู้ปกครองลองอะไรมาแล้ว หนักเหนื่อยแค่ไหน เมื่อฟังแล้วเราต้องหาทางช่วยผู้ปกครองในการบำบัดเด็กที่บ้าน เพราะพ่อแม่จะอยู่กับลูกมากกว่าอยู่กับเรา หากมีปัญหาเราต้องช่วยหาทางออกด้วยตัวของคุณพ่อคุณแม่เอง”

ดร.ขวัญ เป็นบุตรสาวคนโตของ พงษ์ศักดิ์อุทัยวรรณ หารทรงกิจพงษ์ นักการเงินการธนาคารที่เป็นที่รู้จักในแวดวง สิ่งดึงดูดให้ ดร.ขวัญ อยากเป็นนักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กออทิสซึม แม้ตนเองเคยมีความฝันอยากเป็นนักการทูต และนักภาษาที่เก่งภาษาสเปน คือ ตอนที่เรียนอยู่ที่สหรัฐ ช่วงมัธยมปลาย เด็กที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสาขาที่ตนเองชื่นชอบได้ ต้องลองเรียนก่อนหนึ่งปี เธอจึงเลือกลงวิชาวิทยาศาสตร์และภาษาสเปน และต้องเรียนวิชาอื่นๆ เช่น จิตวิทยา เมื่อได้เรียนแล้วพบว่าเป็นวิชาที่สนุก เธอจึงเลือกเรียนต่อปริญญาตรีด้านจิตวิทยาอย่างจริงจังที่ Carnegie Mellon University ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก และจบปริญญาโทควบเอกด้านเดียวกันที่ California School of Professional Psychology

นางฟ้าของเด็กออทิสซึม ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์

 

ช่วงเรียนปริญญาตรี เธอได้มีโอกาสทำงานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งภาคปฏิบัติเธอได้ไปเป็นอาสาสมัครในการดูแลและบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึม ซึ่งในขณะนั้นเธอยังไม่รู้จัก “ออทิสซึม” ว่าคืออะไร แต่เป็นอาการที่น่าศึกษาและน่าเรียนรู้ เมื่อศึกษาจบปริญญาตรีเธอเข้าทำงานที่ Childrens Hospital & Research Center ที่เมืองโอ๊กแลนด์ ซานฟรานซิสโก ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิกและนักพฤติกรรมบำบัด ทำงานที่อเมริกา 3 ปี เธอจึงคิดกลับมาเมืองไทยเพื่อมารักษาและบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึม เพราะในเมืองไทย “ออทิสซึม” ยังเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ เลยคิดที่อยากจะทำประโยชน์ให้บ้านเกิด และอยากให้คนไทยเข้าใจเกี่ยวกับโรคออทิสซึม เธอจึงสมัครเรียนปริญญาโททางด้านสาขาจิตวิทยาคลินิก เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว ลงลึกในเด็กออทิสซึม และต่อปริญญาเอกด้านออทิสซึม ที่มหาวิทยาลัย Harvard ก่อนบินกลับเมืองไทย

คนจะเป็นนักจิตวิทยาที่เก่งได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ ต้องเก่งเรียนรู้ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ เช่น ดูผลวิจัย เราต้องติดตามดูงานวิจัยเก่าๆ เพื่อทำการรักษาอาการที่มีอยู่เดิมได้ ดูงานใหม่ๆ เช่น ดูสาเหตุว่าอะไรทำให้เด็กมีภาวะออทิสติก เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว