posttoday
วิชชาจรณสัมปันโน 2

วิชชาจรณสัมปันโน 2

20 เมษายน 2557

ได้แสดงไว้ในวิชชาจรณสัมปันโนค้างไว้ในวันก่อน วันนี้จะได้แสดงต่อไป เพราะวิชชา 3 ประเภท

ได้แสดงไว้ในวิชชาจรณสัมปันโนค้างไว้ในวันก่อน วันนี้จะได้แสดงต่อไป เพราะวิชชา 3 ประเภทนี้เป็นวิชชาสำคัญ ของพระองค์ส่วนหนึ่ง คือ บุพเพนิวาสานุสติวิชชา จุตูปปาตวิชชา อาสวักขยวิชชา ส่วนอาสวักขยญาณนี้เป็นของสำคัญ ยากที่บุคคลจะพึงรู้ คือ รู้ความสิ้นไปแห่งกิเลส กิเลสนั้น คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น คำที่ว่าสิ้นไปนั้น ไม่ใช่สิ้นไปไหน ยังอยู่ ถ้าพูดตามศัพท์ของโลกก็ว่าสิ้นไป แต่ที่จริงยังอยู่เต็มบริบูรณ์ เช่นกับฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร กล่าวมุสา เสพสุรา เหล่านี้ก็มีอยู่ คือ สัตว์ก็ยังมีอยู่เต็มโลก ฆ่า, เราก็ฆ่าได้ แต่เราไม่ฆ่า ทรัพย์ควรจะขโมยได้ก็มีอยู่ถมไป แต่เราไม่ขโมย ความอนาจารก็มีอยู่เต็มโลก แต่เราไม่ทำ พูดเท็จเราก็พูดได้ แต่เราไม่พูด สุราก็มีอยู่เราก็เสพได้ แต่เราไม่เสพ เช่นนี้แหละจึงว่ามีอยู่

ความสิ้นไปแห่งกิเลสนั้น คือ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกิเลส เราไม่ทำจึงสิ้นไปด้วยการไม่ทำ นี่เป็นกิเลสอย่างหยาบ ส่วนกิเลสอย่างกลางนั้น เมื่อเรามีสมาธิ คือ ความตั้งจิตมั่นแล้ว ตัวกามฉันท์ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา เหล่านี้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ กามฉันท์ ก็คือ ตัวราคะ ความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ พยาบาท คือ ตัวโทสะ ความประทุษร้าย วิจิกิจฉา ก็คือ ตัวโมหะความหลง เมื่อสมาธิความตั้งจิตมั่นมีอยู่แล้ว กิเลสเหล่านี้ก็ดับไป ส่วนกิเลสอย่างละเอียดก็คือตัวอุปาทาน ตัวอุปาทานนี้เป็นสัญญาอดีต เมื่อแก่หนักเข้าจึงเป็นตัวอุปธิ แต่เดิมท่านสอนให้รู้อาการ 32 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น แต่ยังไม่พอยังต้องเติม มือ เท้า หัว ขา เข้าอีก ของเหล่านี้มีมาแต่ครั้งปู่ทวดย่าทวดของเรา มีมาก่อนพระพุทธเจ้าของเราเสียอีก เมื่อรู้ดังนี้แล้วท่านก็สอนให้รู้ขันธ์ 5 ธาตุ 6 อายตนะ 6 อีก ส่วนขันธ์ 5 ท่านก็แจกออกไปให้เป็นรูป 1 นาม 4 ส่วนรูปที่เห็นด้วยตาก็เรียกว่า รูป ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่รู้ด้วยใจก็เรียกว่า นาม ส่วนธาตุ 6 ก็แบ่งออกไปเป็นรูป 5 นาม 1 แล้วก็แจกออกไปๆ อีกจนเหลือที่จะพรรณนา ทีนี้ท่านสอนให้รู้อีกว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์หนา เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนหนา

วิชชาจรณสัมปันโน 2

เมื่อรู้ดังนี้ชัดใจ หนักเข้าก็เลยกลายเป็นวิชชาของตน เข้าใจว่าตนดีแล้วมีสติปัญญาดี เลยเอาเป็นตัวเป็นตนเสียทีเดียว เลยลืมครูเดิมไม่รู้ว่าใครเป็นครู เพราะอาการเหล่านี้เป็นสังขตธรรมทั้งสิ้น เป็นสังขารโลก เมื่อท่านสอนให้รู้ว่านี่เป็นรูป นี่เป็นนาม นี่เป็นธาตุขันธ์ อายตนะ เหล่านี้แล้วท่านก็สอนให้อีกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา สรรพธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัว... ก็ไม่ใช่ตัว... เป็นอะไรเล่า เป็นธรรม เป็นธรรมอะไร เป็นธรรมดา ท่านก็สอนอยู่ดังนี้ เมื่อยังยึดถือว่าตัวเป็นขันธ์ ขันธ์เป็นตัว หรือตัวมีในขันธ์ ขันธ์มีอยู่ในตัวเช่นนี้ จึงเป็นสักกาโย ตัวสักกายทิฏฐิ แม้จะร้องบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นพระโสดาแล้ว ละสักกายทิฏฐิแล้ว ถ้ายังยึดถือขันธ์อยู่เช่นนี้ เป็นอันต้องติดอยู่ในสมมติ ถ้าเพิกสมมติเหล่านี้ออกเสียได้เมื่อใดแล้ว รูปก็ไม่มี เวทนาก็ไม่มี สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่มี ธาตุ ขันธ์ อายตนะ ก็ไม่มี เพราะแต่เดิมมันไม่มีอยู่แล้ว เมื่อเราไปหาความใส่เข้ามันจึงต้องมี ในสกลกายนี้ควรเปรียบเหมือนแก้วก้อนหนึ่ง แต่ในก้อนหนึ่งนั้นมีสี 5 อย่าง ดูอย่างหนึ่งเป็นสีเขียว อย่างหนึ่งเป็นสีขาว อย่างหนึ่งเป็นสีดำ อย่างหนึ่งเป็นสีแดง อย่างหนึ่งเป็นสีเหลือง ในแก้วก้อนหนึ่งนั้นมีสี 5 อย่าง ฉันใด ในสกลกายของเราก็มีอาการ 5 อย่าง ฉันนั้น จะว่าเป็นรูปก็เป็นหมดทั้งก้อน หยิบตรงไหนก็เป็นรูปหมดทั้งสิ้น จะว่าเป็นเวทนาก็เป็นหมดทั้งก้อน คือ มีสุขมีทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หมดทั้งก้อน จะว่าเป็นสัญญาก็เป็นหมดทั้งก้อนนี้ ล้วนแต่ความจำได้ทั้งสิ้น จะว่าเป็นสังขารก็เป็นหมดทั้งก้อนนี้ หยิบเข้าตรงไหนก็ล้วนแต่ปรุงแต่งไปหมดจะว่าเป็นวิญญาณก็เป็นหมดทั้งก้อนนี้ จะดูตรงไหนก็รู้หมดทุกแห่ง เมื่อเอารูปไปใส่เข้าก็เรียกว่ารูป แต่เขาก็ไม่ได้รับว่าข้าพเจ้าเป็นรูป ไปหาความใส่เขาต่างหาก เมื่อเอานามไปใส่เข้าเขาก็ไม่ได้รับว่าข้าพเจ้าเป็นนาม ทีนี้เอาหูตาจมูกไปใส่เข้าอีก เขาก็ไม่ได้รับ แต่มันคนเดียวช่วยกันหาความใส่หนักๆ เข้า มันทนอยู่ไม่ได้ก็ต้องรับเอาอย่างนั้นเอง

แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้รับ เมื่อเอาไปใส่เขาแล้วก็เกณฑ์ให้เขารับเช่นนี้แล้วก็หลงเอาเป็นจริงเป็นจัง เปรียบเสมือนซุงต้นเดียว เมื่อช่วยกันฉุดมากๆ คน แล้วจะอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องตามเขาไปเท่านั้น คำที่ว่าไม่มีนี้ ก็เพราะเพิกสมมติออกเสียได้ แต่เมื่อเพิกออกได้แล้วก็ยังคงต้องใช้อยู่ตามเดิม เช่น นาม รูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ ก็ต้องใช้อยู่ตามเดิม แต่ที่ใช้นั้นรู้ว่าเป็น นามบัญญัติ รูปบัญญัติ ธาตุบัญญัติ ขันธบัญญัติ อายตนบัญญัติ ดังนี้จึงเป็นอัตตัญญู รู้ตนได้ว่าตนเป็นธรรม เมื่อรู้ว่าตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตนแล้ว ต้องตรวจให้รู้อีกชั้น 1 ว่าตนอยู่ในธรรมชั้นไหน ชั้นกุสลา ธัมมา หรืออกุสลา ธัมมา หรืออัพยากตา ธัมมา ถ้าอยู่ในชั้นกุสลา ธัมมา ก็ต้องรู้ว่าอยู่ในธรรมประเภทใด

เมื่อตนบริบูรณ์ด้วยศีลก็เป็นศีลธรรม เมื่อตนบริบูรณ์ด้วยสมาธิ ก็เป็นสมาธิธรรม เมื่อตนบริบูรณ์ด้วยปัญญา ก็เป็นปัญญาธรรม ถ้าบริบูรณ์อยู่ด้วยศีลธรรมก็เป็นกายวิเวก ถ้าบริบูรณ์อยู่ด้วยสมาธิธรรมก็เป็นจิตวิเวก ถ้าบริบูรณ์อยู่ด้วยปัญญาธรรมก็เป็นอุปธิวิเวก เมื่อบริบูรณ์อยู่ด้วยปัญญาธรรมแล้วจึงเพิกนามและรูปออกเสียได้แล้ว อุปธิจึงจะวิเวก เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้แล้ว อุปธิซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดจึงดับไป ส่วนวาสนานั้นละไม่ขาด เช่น อาการกิริยาที่เคยเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น การที่จะขาดก็ขาดจากกิเลสเท่านั้น ส่วนวาสนานั้นถึงแม้กิเลสจะสิ้นไปเพียงใดก็ยังคงอยู่ตามเดิม ได้อธิบายในอาสวักขยวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงนี้ ให้พุทธบริษัทพึงรู้และเข้าใจไว้เสียก่อน ถึงแม้จะยังทำไม่ได้ เมื่อรู้ไว้แล้วจะได้ทำตามได้ ถ้าไม่รู้แล้วก็จะทำอย่างไรถูก เพราะเหตุนี้จึงควรมนสิการตรวจตรองและประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะมีแต่ความวุฒิเจริญงอกงามในสาสนธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยนัยดังวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก