
เกษรพลาซ่า ห้างดัง “ตัวประกัน” กลางม็อบ
"ได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เหมือนเราโดนทุบบ้าน แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะการอยู่ท่ามกลางการชุมนุมแบบนั้น ก็เตรียมรับมือตั้งแต่วันแรกๆ อย่างเข้มข้น"
"ได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เหมือนเราโดนทุบบ้าน แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะการอยู่ท่ามกลางการชุมนุมแบบนั้น ก็เตรียมรับมือตั้งแต่วันแรกๆ อย่างเข้มข้น"
โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์
เสียงแตกเพล้ง! ของกระจกบริเวณชั้น 1 หน้าร้านปราดา ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า ดังแหวกอากาศเมื่อค่ำของวันที่ 13 พ.ค. แม้ไม่มีข้าวของสูญหายนอกจากกระจกที่แตก แต่สำหรับนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ตระกูล “ศรีวิกรม์” เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า ก็กระทบกระเทือนทางความรู้สึกอยู่ไม่น้อย
ศูนย์การค้าเกษรฯ เป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้เวทีชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงย่านราชประสงค์มากที่สุด ซึ่งระบบการรักษาความปลอดภัยได้ออกมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตั้งแต่ 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรง กระทั่งเมื่อ 2 วันก่อน ที่เกิดรุกประชิดของเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณรอบนอกราชประสงค์ คงจะสร้างแรงกดดันให้กลุ่มผู้ชุมนุมมากพอสมควร จึงเกิดเหตุทุบกระจกร้านปราด้าสินค้าแบรนด์ดังบริเวณชั้นจี ด้านติดถนนพระรามที่ 1 ใกล้กับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สาเหตุมาจากความเข้าใจผิด คิดว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาลงมาจากชั้นบนของศูนย์การค้าเกษรฯ ทางผู้ชุมนุมจึงต้องการที่จะเข้าไปด้านในศูนย์การค้าเพื่อทำการตรวจค้น แต่เข้าไปไม่ได้เพราะติดแผงกั้น
หลังจากนั้นมีการเจรจาจึงทราบว่า เป็นการเข้าใจผิด จึงไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากไปกว่านั้น รวมทั้งข้าวของก็ไม่เกิดการสูญหายเพราะผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ได้ค้นย้ายสินค้าแบรนด์หรูออกไปนานแล้ว ใครจะมองว่า แค่กระจกแตกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับเจ้าของสถานที่และผู้บริหารระดับสูงของห้าง อย่าง สาธิมา ทานาเบ้ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเมนท์ บอกว่ารู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิด เหมือนกับมีใครมาทุบบ้าน เป็นใครก็ต้องตกใจ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ได้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้น
"ได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เหมือนเราโดนทุบบ้าน แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะการอยู่ท่ามกลางการชุมนุมแบบนั้น ก็เตรียมรับมือตั้งแต่วันแรกๆ อย่างเข้มข้น โดยให้บริษัท ซีเคียวริตี้ โปรเฟสชันนัล ดูแลในเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด มีการสอดส่องตามจุดอับ ในมุมมืดต่างๆ ช่วงกลางคืนทุกๆ 12 ชั่วโมง เก็บถังขยะออกทั้งหมด หากพนักงานจะเข้าอาคารต้องมีการเซ็นชื่อและแลกบัตร เวลากลางคืนใช้สปอตไลต์ส่องตามมุมมืด เพิ่มจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัย และสัปดาห์ที่ผ่านมา เราปิดอาคารแน่นหนาไม่มีการเข้าออกอาคารเลย ดังนั้นจึงเป็นการเข้าใจผิดที่มีคนเห็นแก๊สน้ำตาถูกยิงลงมาจากตึกเกษร ในส่วนผู้เช่าพื้นที่ภายในห้างก็เป็นกังวลค่ะ มีการโทรศัพท์มาสอบถามข้อเท็จจริง เราก็อธิบายไป ผู้เช่าก็เข้าใจดี" สาธิมาเล่า
ศูนย์การค้า “เกษรพลาซ่า” นับเป็นศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ มีแต่สินค้าแบรนด์ดังระดับโลกมาเปิดจำหน่ายที่นี่ ทั้งเคยได้ต้อนับคนดังๆ อย่าง วิคตอเรียและเดวิด แบคแฮม มาแล้ว บนเนื้อเกือบ 2 หมื่น ตร.ม. ภายในอาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วย 100 กว่าร้านค้า ล้วนเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมี่ยมของโลก อาทิ หลุยส์ วิตตอง ปราด้า เอมิลิโอ ปุชชี่ กุชชี่ ดิออร์ แบลลีย์ ฮิวโก้ บอส โลเอเว่ แอเมเนจิลโด เซนญ่า เฟนดิ , ซัลวาทอเร เฟอร์รากาโม , คลาวด์ ไนน์ , คริสเตียน ลูบูแตง รีเพตโต้ , เซอร์จิโอ รอซซี่ , อเล็กซานเดอร์ แวง ,แอคเนอร์ , แมกซ์มาร่า เบอร์แบร์รี่ ฯลฯ แต่เมื่อมีการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ทำให้ศูนย์ฯ ต้องปิดอย่างต่อเนื่อง หากประเมินเป็นตัวเลขที่เสียหายโดยรวมทั้งย่านราชประสงค์ สูญเสียเงินรายได้ไปแล้วกว่า 5,200 ล้านบาท
ทางศูนย์การค้าฯได้เตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้เช่าทั้งหมด 90 ราย ทั้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย นาฬิกา และจิวเวลรี่ สปา ตลอดจนร้านอาหาร โดยได้ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) เข้าร่วมหารือกับรัฐบาลยื่นขอความช่วยเหลือ ทางรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบกับมาตรการต่างๆ ทั้งมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้าง และมาตรการหาช่องทางระบายสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ของกิจการย่อย
ที่สำคัญ ทางศูนย์ฯ ยังได้ปรับกลยุทธ์การขายและการตลาด ให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันออกมาในรูปแบบของ PopUp Retail Store โดยการหาพื้นที่ภายนอกศูนย์ฯที่มีภาพลักษณ์และกลุ่มทาร์เก็ตลูกค้าตรงกับแบรนด์ของผู้เช่า เพื่อช่วยเร่งระบายสินค้า ออกไปโดยเร็วที่สุดเนื่องจากเราไม่สามารถรอจนกว่าการชุมนุมจะสิ้นสุดลงได้
“การชุมนุมครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะยาวนานและยืดเยื้อ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราคิดหากลยุทธ์วิธีการตั้งรับแบบใหม่ๆ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการภายในเกษรได้ แต่ทั้งนี้เรายังคาดหวังว่าการชุมนุมจะเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด และสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอยและใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ”
สาธิมาบอกว่า ตลอดการทำงานด้านการตลาดมานานกว่า 20 ปี ไม่เคยเจอแบบฝึกหัดที่ยากขนาดนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์สำคัญ ซึ่งหากการชุมนุมสิ้นสุดลง ทางศูนย์การค้าฯ คงต้องเร่งทำงานด้านโฆษณา จัดเคมเปญต่างๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง “เราทำแผน 3 เดือน ดึงนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาท่องเที่ยวก่อน และอีก 6 เดือนหวังว่านักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปและอเมริกาจะคืนกลับมาเหมือนเดิม ฝั่งผู้เช่าพื้นที่บนห้างสรรพสินค้าเกษรฯ ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านสปา Than Native ที่เจ้าของคือ ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญออริซ่า บอกว่า ทั้งสปาและร้านจำหน่ายเครื่องสำอางทั้งหมด 7 ร้าน ตั้งอยู่ย่านราชประสงค์ทั้งหมด ตอนนี้ต้องสูญเสียเงินรายได้ไปมากกว่า 2 ล้านบาทต่อเดือน อีกทั้งไม่มีที่ให้ลูกน้องทำงาน ขณะเดียวกันต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน เขาจึงต้องแก้ไขปัญหาด้วยการจัดเทรนนิ่งต่างๆ ทั้งด้านนวดและด้านภาษา
“ตอนนี้ก็ยังมีเงินสดไว้หมุนจ่ายเงินเดือน ถ้าต้องจ่ายค่าเช่าด้วยคงลำบากเหมือนกัน หวังว่าศูนย์ฯคงไม่เก็บค่าเช่าในช่วงปิดไป แต่ก็เห็นใจเขา เราก็เลยไม่อยากเรียกร้อง ผมคาดหวังจากผู้ชุมนุมว่า เราสังคมประชาธิปไตย การที่คนออกมาแสดงความคิดเห็น สามารถทำได้ หากไม่ทำให้สังคมและผู้อื่น สังคมและประเทศชาติเดือดร้อน อยากให้การชุมนุมจบเร็ว ๆ และไม่มีการสูญเสียมากมายนัก”







