
ด้วยแรงแห่งรัก
“ถ้ายังมีความทุกข์ใดเกิดขึ้นในใจอยู่ แสดงว่าเรายังรักไม่มากพอ”
โดย...ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส ผู้เขียนหนังสือนักรบ...สนามชีวิต สนพ.โพสต์บุ๊กส์ ww.warunyar.com
“ถ้ายังมีความทุกข์ใดเกิดขึ้นในใจอยู่ แสดงว่าเรายังรักไม่มากพอ” ครูชีวิตที่รักและเคารพรักของดิฉันสอนไว้เช่นนี้
หากเรามองผู้อื่นด้วยสายตาของเราเองเพียงเปลือกนอกที่เราเห็น รถคันหรูบ้านหลังใหญ่ตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทที่มั่นคงหน้าตาสวยผิวขาวใสหล่อรวยแต่งตัวดีเจอใครก็ยิ้มตลอดเวลา สงบนิ่งเป็นคนดีน่าประทับใจ ฯลฯ มาดแม้นว่าสิ่งภายนอกใดๆ ที่เห็นด้วยตานั้นเราอยากเป็นเช่นเขาไปเสียหมด ทว่าสัจจะหรือความจริงแท้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ และทุกคนที่เราพบเจอในโลกนี้มีด้านอื่นอยู่ในชีวิตเขาด้วยเสมอ ทั้งด้านที่เราเห็นจากภายนอก และด้านที่เราไม่เห็นด้วยตาเนื้อ
ครูบาอาจารย์ผู้รู้สอนดิฉันว่า จงโอบกอดทุกข์และสุขให้เป็นหนึ่งเดียว จงรักผู้อื่นดังที่ผู้อื่นเป็น จงรักและยอมรับตนเองในแบบที่เราเป็น จงจำไว้ว่า “ถ้ายังมีความทุกข์ใดเกิดขึ้นในใจอยู่ แสดงว่าเรายังรักตนเองและผู้อื่นอย่างถูกต้อง ไม่มากพอ”
นับเป็นหนึ่งข้อปฏิบัติที่ครูผู้สอนทั่วโลกสอนไว้ว่า ด้วยแรงแห่งรักเราทุกคนควรมอบความรักความศรัทธา เห็นคุณค่าในตนเองอย่างถูกต้องและแท้จริงให้ได้ก่อน เราถึงจะสามารถมอบความรักใดๆ ให้แก่ผู้อื่นได้อย่างจริงแท้เช่นกัน คือ เราสามารถให้ได้เฉพาะสิ่งที่เรามีเท่านั้น ตัวอย่างหากเรามีเสื้อผ้าชุดที่เพื่อนต้องการยืมใส่ ไปงานแฟนซีและเราก็เต็มใจให้เพื่อนยืมเช่นกัน เพื่อนจึงได้ยืมชุดที่เรามีและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่าเราไม่สามารถให้ยืมชุดที่เพื่อนต้องการหากเราไม่มีเสื้อผ้าชุดนั้นตั้งแต่แรก แม้ตัวเราอยากจะช่วยเพื่อนมากสักเพียงใดก็ตาม
ความเข้าใจและเข้าถึงในเรื่องของพลังแห่งรักที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตตนเองรวมถึงการมอบความรัก และเห็นคุณค่าต่อชีวิตตนเองอย่างแท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่ได้ยินกันเกลื่อนหู แต่เราจะสามารถแผ่ขยายออกไปในวงกว้างเพื่อ ผู้อื่นได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเป็นประเด็นที่ เจ้าของชีวิตเองต้องหมั่นตรวจสอบตั้งสติใส่ใจและทำความเข้าใจเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ตรงอย่างถ่องแท้ เพราะบางทีสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อในบางคนและบางสถานการณ์อาจจะเป็นคนละสิ่งและเป็นคนละอารมณ์เมื่อเราได้พบเจอจนเข้าถึงสถานการณ์นั้นๆ เอง หรือรู้จักตัวตนของคนๆ นั้นอย่างใกล้ชิดที่ปราศจากบทบาทและหน้าที่ใดๆ เคลือบและแฝงอยู่
ในอีกด้านหนึ่งของความเข้าใจในผู้อื่น คือ การเรียนรู้ฝึกฝนที่จะให้ความรักแก่ชีวิตตนเอง อภัยตนเองพร้อมๆ ไปกับความสามารถในการชื่นชมตนเอง จนสามารถเห็นทั้งสองด้านทั้งขั้วบวกและขั้วลบ และยอมรับตนเองได้ หากเรารู้สึกเช่นนี้ได้ว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดในชีวิต เสมือนอยู่คนละด้านของเหรียญเดียวกัน การเข้าใจเช่นนี้เท่ากับเราสามารถเข้าใจชีวิตผู้อื่นโดยไม่ตัดสินอย่างไร้เมตตาและขาดปัญญา เพราะโดยเนื้อแท้ ในด้านลึกเราเองก็หยุดตัดสินตนเองด้วยเช่นกัน เพราะระลึกรู้อย่างเป็นเอกอุว่า ลึกๆ ลงไป ทุกคนที่เราพบเจอทำดีที่สุดเท่าที่เขาและเราเองสามารถที่จะทำได้ในช่วงเวลานั้นๆ
คำสอนของครูบาอาจารย์มานับพันปีกล่าวว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนงดงามและดีเสมอ แม้เป็นเหตุการณ์และเรื่องราวที่น่าเจ็บปวดและไม่ได้ดังใจในบางเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เราเติบโตและรู้จักตนเอง เราควรขอบคุณในเวลาต่อมา สิ่งที่เราควรฝึกฝน คือ การยืดอกรับทั้งสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ ความไม่ได้ดั่งใจ ความผิดหวังและความสุขที่เราพบเจอในทุกด้านด้วยพลังแห่งรักและความเข้าใจอย่างเป็นกลางในสนามชีวิต เฉกเช่นสีขาวก่อนที่จะกลายมาเป็นสีขาวอันแสนบริสุทธิ์แท้ สีขาวนี้เกิดเนื่องมาจากนี้ก็เป็นสีที่เกิดมาจากการผสมของหลากหลายสีก่อนหน้าเช่นกัน
เช่นเดียวกับทุกเรื่องราวในชีวิตคนที่เราเห็นเขาจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จตำแหน่งหน้าที่การงาน ฯลฯ เบื้องหลังภาพ เหล่านั้นอาจจะเป็นมวลรวมของความเพียรพยายามที่ก้าวผ่านความอดทน อดกลั้น กระบวนการ คิดที่ตกผลึกอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์และ การทำความรู้จักตนเองเพื่อรู้จักผู้อื่นอย่าง ถ่องแท้ และความเชี่ยวกรากแห่งประสบการณ์ ที่น่ายกย่องซึ่งก่อให้เกิดความสุขความสำเร็จ ในชีวิตที่เรามองจากภาพภายนอกว่าเป็นความหอมหวาน
แน่นอนที่สุดว่า ไม่มีพรวิเศษอันใดที่ยิ่งใหญ่และเป็นเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จมากไปกว่าการใส่ความรักอย่างถูกต้องลงไปในคุณค่าแห่งชีวิตของตนเอง และใส่ความรักลงไปในทุกสิ่งอย่างก่อนที่จะพูดหรือลงมือทำสิ่งใดก็ตาม
การมองโดยรอบด้านเช่นนี้ ถือว่าเป็นการ เห็นชีวิตโดยรอบด้านด้วยแรงแห่งรัก เพื่อชีวิตที่รื่นรมย์ที่ลิขิตได้มากกว่าอย่างมั่นคงและแท้จริง







