posttoday
พ่อแม่ไม่ได้เป็นหนี้เรา

พ่อแม่ไม่ได้เป็นหนี้เรา

19 มีนาคม 2557

สัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวไหนที่เขย่าขวัญชาวไทยและคนเป็นพ่อแม่ได้มากไปกว่า

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวไหนที่เขย่าขวัญชาวไทยและคนเป็นพ่อแม่ได้มากไปกว่า ข่าวลูกชายลงมือฆ่าพ่อแม่และน้องชายของตัวเอง คำถามนี้ คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากคนนอกว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น เพราะแม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อคิดเห็น แต่คนที่รู้ดีที่สุดย่อมเป็นคนลงมือและคนในครอบครัวของเขาเอง

แต่ประเด็นที่น่าสนใจในสายตาหนูดี ก็คือ เรื่องของการให้คำมั่นสัญญาจากพ่อแม่ว่า จะให้รางวัลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็น “รถยนต์ใหม่ 1 คัน”

ของขวัญประเภทนี้พ่อแม่ชอบมอบให้ลูกเป็นรางวัลของการเข้ามหาวิทยาลัยกันอย่างแพร่หลาย คงคล้ายๆ กับการให้จักรยานสักคันสำหรับลูกวัยประถมที่สอบได้เกรดสี่หรือ สอบได้ที่หนึ่ง

ปัญหาของการที่พ่อแม่มอบ “รางวัลพิเศษ” ให้ลูกในแบบนี้ ส่งผลเสียกับสมองของลูกอย่างที่พ่อแม่คาดไปไม่ถึง

บางครั้งเราคิดว่าเรากำลังให้รางวัลและให้สิ่งดีๆ กับลูก แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็คือ เรากำลังทำร้ายลูกแบบไม่รู้ตัว กรณีคล้ายๆ พ่อแม่รังแกฉัน และหลายๆ หนเรากำลังเลี้ยงลูกให้กลับมารังแกเราเอง คล้ายๆ กรณีที่เด็กกระทำปิตุฆาต มาตุฆาตนั่นเอง

มีงานวิจัยที่พบว่า เมื่อเราให้ “รางวัลภายนอก” หรือ Extrinsic Motivation (แปลตรงตัวว่า แรงบันดาลใจจากภายนอก) กับเด็กหรือพนักงานในบริษัทมากเกินไป ผลที่ได้ก็คือ สัมฤทธิผลในการทำงานที่น้อยลงตามเวลาที่ผ่านไป

แปลได้ง่ายๆ ว่า ยิ่งเราให้รางวัลหรือผลตอบแทนภายนอกบ่อยและถี่เกินไป กลับส่งผลเสียในระยะยาว คือ ผลงานที่ได้จะด้อยลงเรื่อยๆ และรางวัลต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อมีการถอนรางวัลออกไปแล้ว เด็กหรือพนักงานจะไม่มีแรง กำลังใจในการทำงานเท่าที่ควร

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คนไม่ค่อยรู้ในวงกว้าง

แต่มันเป็นสัญชาตญาณลึกๆ ของพ่อแม่และครู รวมถึงบอสเก่งๆ บางคน ที่จะสอนให้คนของตัวเองเสพความสุขจากการที่ทำอะไรสำเร็จเป็นหลัก เช่น ทำงานสำเร็จก็มีความสุขและภูมิใจ ณ จุดนั้น หรือสอบได้เกรดสี่ก็ดีใจตรงนั้น โดยไม่ต้องดูว่าสอบได้ก็ต้องมีรางวัลเป็นสิ่งของจากพ่อแม่และครูเสมอ

ทุกการกระทำที่สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องมีรางวัลภายนอกมาตอกย้ำความสำเร็จเสมอไป เพราะความสำเร็จนั้นๆ ก็เป็นรางวัลในตัวของมันเองอยู่แล้ว

มองย้อนกลับไปในวัยเด็กของตัวเอง

คุณแม่ของหนูดีสอนมาแต่เด็กว่า ถ้าสอบได้ที่หนึ่งนั้น การได้ที่หนึ่งก็เป็นรางวัลในตัวของมันเองอยู่แล้ว แม่จะไม่ซื้ออะไรให้เพิ่มเติมนะ หรือถ้าสอบได้เกรด 3.8 หรือ 3.9 หรือ แม้กระทั่ง 4.00 นั่นก็คือรางวัลในตัวเองสุดๆ แล้ว น่าภูมิใจที่สุด ไม่มีการท็อปอัพรางวัลจากพ่อแม่เด็ดขาด

โชคดีที่ถูกปลูกฝังมาแบบนี้ แม้พ่อแม่เพื่อนในยุคนั้นจะมองว่า แม่ของหนูดีขี้เหนียวไปไหมสำหรับลูก ทำไมไม่ให้รางวัลการเป็นเด็กเก่งกันบ้าง แต่แม่จะเลือกไปให้ในกรณีอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอบได้หรือสอบเข้า

หนูดีก็เลยจะติดนิสัยว่า ถ้าทำอะไรแล้วมันได้ผลดีก็จะแฮปปี้มีความสุขกับความสำเร็จตรงนั้น โดยไม่ได้มีประเด็นว่า ต้องไปหาซื้อ “รางวัลของชีวิต” แบบที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า ทำงานเหนื่อยๆ ซื้ออะไรให้รางวัลกับชีวิตตัวเองบ้าง แล้วเราก็จะเห็นสาวๆ พากันซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมแพงๆ มากกว่าเงินเดือนของตัวเอง หรือหนุ่มๆ ก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์บ้าง แกดเจ็ตใหม่ๆ แพงๆ บ้าง เพราะคิดว่าพอเหนื่อยก็ต้องให้รางวัล ในที่สุด เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่มีเงินเก็บกันเสียทีทั้งๆ ที่ได้เงินเดือนมากกว่ารุ่นพ่อแม่มากมาย

ที่สำคัญก็คือ การสอนลูกว่าพ่อแม่มีหน้าที่ให้รางวัลลูก ก็เหมือนกับการสอนว่า พ่อแม่เป็นหนี้ของลูกนั่นเอง มีหน้าที่ต้องให้นั่นให้นี่ ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เมื่อไหร่ ลูกก็มีสิทธิรู้สึกว่า พ่อแม่ผิด พ่อแม่ติดค้างเรา และเราก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะ “ทวงหนี้”

บางครั้งทวงแรงไปเพราะกะความหนักเบาไม่ได้ อาจด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ หรือความยั้งคิดไม่ค่อยเป็นด้วยวัยที่ยังอ่อน ก็ออกมาในรูปทำร้ายพ่อแม่บ้าง และบางครั้งก็รุนแรงไปถึงขั้น “ทวงชีวิต” แบบที่เพิ่งเป็นข่าวช็อกประเทศกันไป

แน่นอนว่า ความรุนแรงที่เด็กแสดงออกมานั้น มีต้นเหตุมาได้จากหลายๆ สิ่ง แต่หนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้นการที่เด็กคิดว่า ตัวเองมีสิทธิได้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่โดยชอบธรรม โดยที่ตนเองอาจไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เกิดมาเป็นลูกบ้านนี้ ก็ต้อง “มีสิทธิ” แล้ว

เด็กอเมริกันจะเป็นกันเยอะค่ะ จะถูกปลูกฝังกันมาเรื่อง “Rights” หรือสิทธิของตนเอง และเด็กจะแข็งกร้าวมากเรื่อง “สิ่งที่เขาพึงมีพึงได้” ซึ่งมองในมุมหนึ่งก็ดีเพราะเด็กจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ แต่มองในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เด็กแข็งกร้าวและดูก้าวร้าว

บางครั้งคนเอเซียอย่างเราอ่านข่าว ลูกชาวอเมริกันฟ้องศาลพ่อแม่ เราก็จะตกอกตกใจ แต่สำหรับเด็กเอเซียแล้ว หากพ่อแม่ทำอะไรที่เราไม่พอใจ เราไม่อาจฟ้องศาลได้ บางครั้ง เด็กเก็บกดมากๆ จึงระเบิดออกมาในรูปแบบที่น่ากลัว น่ากังวล และน่าเป็นห่วง ไม่เพียงกรณีทำร้ายพ่อแม่เท่านั้น แต่รวมไปถึงการที่เด็กทำร้ายตัวเองหรือหนีออกจากบ้านเพราะทนไม่ไหว

การเลี้ยงเด็กในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทั้งคิดรอบด้าน และต้องตามดูอารมณ์และความคิดของเด็กให้ทัน เพราะบางครั้งเด็กที่นิ่งๆ เงียบๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าในหัวใจของเขาสงบและมีความสุขอย่างภาพภายนอกที่เราเห็นเสมอไป

และแจ้งข่าวด่วนค่ะ! สัปดาห์หนังสือปีนี้ หนูดีมีไปแจกลายเซ็น 2 วันที่บูธนายอินทร์ คือ วันที่ 30 มี.ค. 2557 เวลา 16.00-17.00 น. และวันที่ 6 เม.ย. 2557 เวลา 14.00-15.00 น. แล้วพบกันนะคะ

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว