กว่าจะเป็นดาว
เดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว สำหรับรายการ “เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว”
โดย...นกขุนทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
เดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว สำหรับรายการ “เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว” จัดให้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ส่งดาวประดับในวงการบันเทิงมาแล้วทุกปี ทว่าจำนวนมากน้อยแตกต่างกันไปตามความต้องการของตลาด และหน้าตาความสามารถของดาวดวงนั้น แม้จะเคยมีปล่อยออกมามากหน่อย แต่กาลเวลาก็คัดดาวที่เปล่งแสงสว่างจ้าที่สุดไว้ ส่วนดาวดวงไหนริบหรี่หมดแสงก็ร่วงหล่นลงไปก่อนเพื่อน
ด้วยเป็นเวทีที่มีงานในวงการบันเทิงรองรับจากต้นสังกัด “เอ็กแซ็กท์” ไม่ว่าจะงานร้องเพลงงานแสดง ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงอยู่ในสภาวะแชมป์ว่างงาน และแค่ติด 1 ใน 8 หากหน่วยก้านเข้าตาก็กลายมาเป็นดาวเด่นได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เหล่าบรรดาวัยรุ่นเมืองไทยทุกภาคจึงหลั่งไหลมาสมัครกันตั้งแต่เช้ามืดนับหมื่นคน
แต่สุดท้ายจะมีเพียง 8 คนเท่านั้น ที่จะได้แสดงความสามารถออกอากาศให้ผู้ชมได้เลือกโหวตตามใจที่รัก เดอะสตาร์ปีที่ผ่านๆ มามีทั้งดังเป็นพลุแตก และเรื่อยๆ มาเรียงๆ เป็นกระแสบางครั้งคราว มาถึงปีนี้ต้องบอกว่าคุณภาพในการร้องเพลงของ 8 คนสุดท้ายนั้นไม่ได้ขี้เหร่ เป็นจุดด่างดำให้ยกมาเป็นข้อติเตียนกันสักเท่าใด ดังนั้น องค์ประกอบอื่นๆ รูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัยท่าทาง และปมหลังของผู้เข้าแข่งขัน สตอรีของใครจะเข้าตาโดนใจเรียกคะแนนจากผู้ชมได้
เต้-ธีระ จรรยาศิริกุล
หนุ่มเมืองน่าน อายุ 23 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน
เต้เดินทางมาหาความฝันพร้อมด้วยความกดดันจากแรงเสียดทานที่ว่า “จะทำได้เหรอ” “มันยากนะ” “คนเยอะนะ” น้อยคนนักที่จะเชื่อมั่นในศักยภาพที่เขามี ทว่าลมปากคนไม่สามารถฉุดความตั้งใจของเขาได้ นอกจากนั้น เต้ยังมีเป้าหมายต้องการอนาคตใหม่ เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว นี่คือเรื่องราวของเขา...
“เริ่มต้นอยากทำตามความฝันของตัวเอง อยากทำให้ทุกคนรู้ว่าเราทำได้ วันนี้ผมได้ตอบคำถามทุกคนที่เคยดูถูกแล้วว่า เราทำได้นะ อีกอย่างผมอยากช่วยครอบครัวด้วย การเข้ามาตรงนี้เป็นโอกาสให้เราได้ทำงานอื่นๆ ในอนาคตผมอยากทำงานในวงการบันเทิงต่อไป ทำอะไรก็ได้ผมอยากมีเงินไปช่วยเหลือครอบครัว ผมคิดว่าเตรียมตัวมามากพอสมควรสำหรับการอยู่ในวงการนี้ ทั้งเรื่องฝึกฝนความสามารถ การปรับปรุงเรื่องนิสัยให้เข้ากับทุกคนได้ เอาใจตัวเองให้น้อยลงที่สุด การวางตัว ซึ่งพี่ๆ ทีมงานคอยสอนอยู่เสมอครับ”
ตั้ม-สุธน บู่สามสาย
ว่าที่คุณพ่อ วัย 24 ปี จากกรุงเทพฯ จบการศึกษาจาก คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ด้วยรูปร่างหน้าตาบวกกับเสียงร้องเสริมเสน่ห์ของตั้มให้โดดเด่น เรียกกระแสนิยมได้นำเพื่อนๆ แต่ในวันเปิดตัวตั้มก็หักอกสาวๆ เก้งกวางทั้งหลาย ด้วยการประกาศว่า มีแฟนแล้วและกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ 2 เดือน
แน่นอนว่าการมีแฟนหรือไม่มี มีผลต่อคะแนนโหวต คิดดูสิขนาดเป็นดาวดังอยู่ในวงการมาตั้งนานพอประกาศตัวว่ามีแฟน จะแต่งงานคะแนนนิยมก็ร่วง นับประสาอะไรกับเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่เต็มตัว แม้จะเข้าใจในตรรกะนี้ แต่ตั้มก็ยืดอกแมนๆ ยอมรับ
“ผมคิดว่าตอนนี้ผมอายุ 24 ปี เป็นช่วงเวลาที่ผมพร้อมที่สุดที่จะมาประกวด ลงตัวที่สุดทั้งเรื่องของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความสามารถ และที่ผมประกาศว่าผมมีแฟนแล้วกำลังจะมีลูกผมคิดว่ามีผลกระทบบ้าง แต่คงไม่มาก เพราะผมคิดว่าทุกคนจะเข้าใจและใจกว้างยอมรับ เพราะการที่เราเป็นสามีภรรยากันทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหมด”
กั้ง-วรกร ศิริสรณ์
อดีตศิลปินวง XIS อายุ 19 ปี จากกรุงเทพฯ กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะอักษรศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับการประกวด แทนที่จะเลือกต่อสัญญากับต้นสังกัดเดิม หรือย้ายค่าย หรือเดินเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยงานแสดง
“ที่เลือกมาเวทีนี้ เพราะเป็นอีกหนึ่งความฝัน ผมดูเดอะสตาร์ 3 ชอบพี่บี้มาก อยากมาประกวดเวทีนี้ เมื่อมีโอกาสจึงมา ผมมาเหมือนทุกคนเลยครับ การที่ผมเคยเป็นศิลปินมาก่อนไม่ได้ทำให้ผมเหนือกว่าเพื่อนๆ ผมแค่อาจจะรู้มุมกล้องในการถ่ายทำเอ็มวีเท่านั้น รู้จังหวะการทำงาน แต่ในเรื่องของศักยภาพทุกคนมีดีหมด แต่ผมคิดว่าจุดเด่นของผมคือการเต้น ผมชอบเต้นป๊อปปิ้ง มีการกระตุกแขน เวฟแบบฮิปฮอป เต้นฟุตเวิร์กก็ชอบ ดังนั้น แนวเพลงที่ผมถนัดก็คือเพลงเร็ว แต่ยังต้องพัฒนา ครูแหม่มก็มีแนะนำให้หาช่องเสียงที่เหมาะกับเพลง เพราะการร้องไปด้วยเต้นไปด้วยจะเหนื่อยมาก จะคุมเสียงร้องไม่ได้ แต่ถ้าเราหาช่องเสียงเจอจะช่วยให้เราร้องเพลงง่ายขึ้น ไม่เหนื่อยเกินไปเวลาร้อง ซึ่งตอนนี้ผมก็หาจุดที่ร้องสบายได้แล้ว และผมมีวิธีตอนฝึกก็คือ ร้องไปด้วยวิ่งไปด้วย ร้องพร้อมกระโดด”
อาเมน-โสตถิพันธุ์ คำลือชา
ทายาทนักดนตรี หลานตาของ “นพ โสตถิพันธุ์” (ศิลปินอาวุโส มีผลงานการบรรเลงดนตรีและการประพันธ์เพลงเป็นที่ยอมรับระดับสากล) อายุ 21 ปี จากกรุงเทพฯ กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ที่บ้านเป็นนักดนตรีหมด แต่ท่านไม่เคยบอกให้ผมต้องเล่นดนตรีเป็น ต้องเรียนทางด้านนี้ ทุกอย่างผมเลือกเองหมด ผมเล่นเปียโน กีตาร์ ไวโอลิน เบส กลอง ร้องเพลงนี้เป็นจุดดำของผมเลย ผมเคยขึ้นร้องเพลงที่โรงเรียนคุณครูทุบโต๊ะสั่งให้หยุดร้อง เป็นประสบการณ์หน้าแตกกลางเวที ผมไม่จับไมค์อีกนานเลยครับ พอร้องอีกครั้งมีฟีดแบ็กกลับมาว่าร้องดี ความมั่นใจของผมก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง จนหันมาเอาดีด้านการร้อง เข้าเรียนเอกวอยซ์ คลาสสิก หลายคนก็ถามทำไมไม่เอาดีทางด้านไวโอลินเหมือนคุณตา แต่ผมว่าทุกทางมีทางของตัวเองและผมก็หาเจอแล้ว อยู่ที่บ้านผมก็ช่วยสอนเปียโนเบื้องต้น สอนร้องเพลงบ้าง อาชีพอื่นผมไม่รู้ต้องเป็นกันยังไง เพราะตลอดชีวิตผมมีแต่ดนตรี ผมชอบเองโดยไม่มีใครบังคับ”
ซีดี-กันต์ธีร์ ปิติธัญ
หนุ่มหน้าใสวัย 17 ปี จาก จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เอกดุริยางค์ สายวอยซ์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) เคยเป็นศิลปินฝึกหัด จี จูเนียร์ ที่แกรมมี่ และเป็นแดนเซอร์ของดีแดนซ์ ทรู๊ป เรียกว่าเป็นคนไม่ใกล้ไม่ไกล
ซีดีเคยมาประกวดเดอะสตาร์แล้ว ครั้งแรกปี 6 มาต่อแถวรอตั้งนาน สรุปอายุไม่ถึง ครั้งที่สองปี 8 ตกรอบแรก “หลังจากนั้นผมกลับไปเรียนเพิ่มทุกอย่าง ร้อง เต้น แอ็กติ้ง ทำให้เราได้ดีที่สุด พยายามมาตลอด อยากเป็นเดอะสตาร์มาก ผมดูเดอะสตาร์มาตั้งแต่ปี 2 เป็นความฝันแรกๆ ของผมเลยอยากเป็นนักร้องจากเวทีนี้ ตอนนี้มีโอกาสแล้ว ทุกครั้งที่ผมขึ้นเวทีผมจะทำเต็มที่ ดึงศักยภาพเอาออกมาให้หมด จริงๆ ที่ผมติดมา ผมไม่ใช่คนเต้นเก่งที่สุด หรือร้องเพลงเก่งที่สุด แต่ผมคิดว่า ผมทำทั้งสองอย่างให้ดีที่สุด”
นัท-ณัฐวดี ดอกกะฐิน
สาวตาคมจาก จ.นครศรีธรรมราช อายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายศิลป์ฝรั่งเศส โรงเรียนสตรีภูเก็ต เคยผ่านการประกวดเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่น 1 มาแล้ว (อยู่ทีมโค้ชก้อง) เธอไม่หยุดตามหาฝัน แม้จะต้องเดินทางไกลก็ไม่หวั่น
“ตั้งแต่จำความได้หนูอยากเป็นนักร้อง ที่ผ่านมาหาประสบการณ์ พัฒนาตัวเองมาตลอด หาโอกาสให้ตัวเอง เวลาที่ผิดหวังหนูจะกลับบ้านมานั่งสมาธิและสวดมนต์ บอกตัวเองไว้เสมอว่า อย่ายอมแพ้ ถ้าเรายอมแพ้จะไม่ได้ตามที่เราฝัน แต่ถ้าหนูไม่ได้เป็นนักร้องจริงๆ ก็อยากเป็นครูสอนร้องเพลง หนูตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนเอกวอยซ์แจ๊ซ เพราะศึกษามาพอสมควร ฝึกร้องแนวนี้มาประมาณ 2 ปี ที่ชอบเพราะเราสามารถด้นสดได้ เหมือนการสแครตช์ เราคิดนอกกรอบได้ เราสามารถอิมโพรไวส์ยังไงก็ได้ แต่หนูร้องได้หลายแนวอาร์แอนด์บีก็ง่าย บลูแจ๊ซ ป๊อป ทางถนัดหน่อย ลูกทุ่งนี้อยู่ในสายเลือดเลย เป็นแนวเพลงแรกที่ร้อง”
บิว-ชนัญญา แสนเดช
สาวร่างเล็ก วัย 16 ปี จากกรุงเทพฯ กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ เธอเพิ่งมาประกวดครั้งแรกแล้วก็สามารถมาติด 1 ใน 8 ได้
“เป็นความโชคดีของหนูมาก แต่หนูคิดว่าถ้าไม่ติดก็คงมาอีกสักปี เหมือนที่หลายๆ คนมาซ้ำ เพราะรายการเดอะสตาร์เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนที่มีความชื่นชอบฝันอยากเป็นนักร้อง แต่ก่อนมาอยากให้มีการเตรียมตัว อย่างหนูมีไปเรียนร้องเพลง ทำตัวให้พร้อมที่สุด ถ้าหนูได้เป็นเดอะสตาร์จะทำตัวให้ดี เป็นธรรมชาติที่สุด เพราะในวงการมีคนหลากหลายแต่ละคนมารูปแบบก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น คนที่จะอยู่ได้ต้องมีความเป็นตัวของตัวเองไม่ไปเลียนแบบใคร”
มุก-ณัฐณิชา ชมดี
สาวน้อยในวัย 16 ปี จากกรุงเทพฯ กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนกการเรียนศิลป์ภาษาจีน โรงเรียนหอวัง เธอเคยเป็นแชมป์ “แอลจี เอนเตอร์เทนเนอร์ ล้านฝันสนั่นโลก” และมีโอกาสได้ไปเรียนรู้พัฒนาความเป็นศิลปินมืออาชีพที่ “เจวายพี เอนเตอร์เทนเมนต์” ประเทศเกาหลี อยู่ 2 เดือน เมื่อปี 2552 และไอ้ออกซิงเกิล “Bet U Never” ประสบการณ์จากวันนั้นเธอได้นำมาต่อยอดเพื่อที่จะไปเป็นแชมป์อีกเวที
“นอกจากได้เจอชีวิตที่แปลกใหม่ ได้เรียนภาษาเกาหลีแล้ว ได้เรียนร้องแร็พด้วย ซึ่งไม่เคยร้องมาก่อน ไม่ถนัดด้วย แต่ถ้ามีโอกาสหนูอยากโชว์ร้องแร็พบนเวทีเดอะสตาร์ ที่นั่นสอนเทคนิคการร้องเพลงให้เป็นตัวเอง ร้องให้เสียงออกมาเหมือนเสียงพูด แต่เมื่อก่อนหนูชอบทำเสียงใหญ่ๆ เพราะรู้สึกว่าเสียงตัวเองหน่อมแน้ม พอมาประกวดเดอะสตาร์ก็ใช้เสียงที่ผสมกันครึ่งๆ ดีไซน์เสียงเองมันลงตัวที่สุดกับแนวเพลงที่เราถนัด คือ ฮิปฮอปอาร์แอนด์บี”
ค่ำคืนนี้ (8 มี.ค.) ทั้ง 8 คนจะได้แสดงความสามารถ และในค่ำคืนพรุ่งนี้ (9 มี.ค.) จะมี 1 คนแรกที่ต้องจากเวทีนี้ไป และในทุกๆ อาทิตย์จะมี 1 คนที่จากไป จนเหลือ 1 คนสุดท้าย ในวันที่ 27 เม.ย. ที่จะกลายเป็นแชมป์เดอะสตาร์ คนที่ 10


