
จากหนังสือ สู่จิตรกรรมไทย
โดย...นกขุนทอง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
โดย...นกขุนทอง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
เริ่มต้นที่ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” จากปลายปากกาของ “สุรีย์ มีผลกิจ” เกิดการสร้างสรรค์จิตรกรรมไทยร่วมสมัยหลายสิบภาพ จนนำมาสู่นิทรรศการ “แสดงภาพประกอบหนังสือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผลงานของ “อรรถนิติ ลาภากรณ์” ศิลปินที่ใช้เทคนิคการวาดภาพจิตรกรรมไทยด้วยปากกามาร์กเกอร์ (Marker)
อรรถนิติ เล่าถึงที่มาของแรงบันดาลใจในการวาดภาพจิตรกรรมไทยประกอบเรื่องราวในหนังสือว่า เริ่มตั้งแต่เข้าเรียนที่เพาะช่างก็เลือกเรียนจิตรกรรมไทย เพราะคิดว่าจิตรกรรมไทยเป็นงานละเอียด ใช้สมาธิสูง และเป็นงานที่ได้รับใช้พระพุทธศาสนา เพราะงานจิตรกรรมไทยจะปรากฏให้เห็นในวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเรียนจบแล้วก็ตัดสินใจบวชที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี และไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดพระธรรมจักร จ.นครนายก บวชอยู่ 7 พรรษา ระหว่างที่บวชนั้นก็ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาด้วยการช่วยวาดภาพประกอบหนังสือที่ทางวัดทำแจก รวมถึงการช่วยออกแบบปกหนังสือด้วย
“ขณะที่บวชอยู่ผมก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือของป้าสุรีย์ ซึ่งผมประทับใจในวิธีการถ่ายทอดของท่าน จนกระทั่งมีโอกาสได้พบป้าสุรีย์ ผมจึงเข้าไปขอโอกาสในการเขียนภาพประกอบหนังสือให้ท่าน ซึ่งคุณป้าก็เมตตาให้โอกาสนี้แก่ผม สำหรับการเขียนภาพประกอบหนังสือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่มนี้ ผมคิดว่ามันคงเป็นอานิสงส์จากการที่ผมได้บวชเรียนและได้ปฏิบัติธรรม ทำให้ผมรู้สึกมีพลัง มีความเชื่อในสิ่งที่วาด และสามารถเข้าใจงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดออกมาได้ครับ”
นอกจากออกแบบปกหนังสือ ภาพประกอบให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ทั้งมีรายได้ตอบแทนและทำให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมา อรรถนิติ ยังจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก “ความดี ความงาม และความจริง” จ.กระบี่ ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “หิมพานต์ 2555” นิทรรศการ “ต้นธารแห่งความสุข” เป็นอาทิ
“ตอนเริ่มทำงานผมชอบงานจิตรกรรมไทยอยู่แล้ว แต่เมื่อ 8 ปีที่แล้วหลังจากได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ก็เน้นทำงานแนวพุทธศิลป์ เวลาทำงานจะถ่ายทอดภาพที่อยู่ในใจเรา สะเทือนอารมณ์เรา แต่ถ้าทำงานภาพประกอบหนังสือต้องเน้นหา เราอ่านก่อนแล้วจินตนาการตามหนังสือ ใช้เนื้อหาของหนังสือมาเขียนภาพ ต้องให้ภาพตรงกับหนังสือมากที่สุด ขั้นตอนทำงานทุกครั้งจะวาดรูปตอนไหนก็อ่านตอนนั้น ไม่อ่านข้ามไปข้ามมา ให้ตัวเราอินกับเนื้อเรื่องให้มากที่สุด บทหนึ่งต่อภาพก็ใช้เวลา 23 วัน และมีการพูดคุยกับนักเขียนเพื่อที่จะถ่ายทอดออกไปให้สมบูรณ์ที่สุด หรือมีบางภาพเรานึกไม่ออก ก็ต้องไปปรึกษานั่งเขียนว่าภาพนี้มองออกมาเป็นยังไง”
น้อยนักที่จะเห็นงานจิตรกรรมใช้เทคนิคปากกา แต่ อรรถนิติ เลือกใช้นอกเหนือจากความถนัดแล้ว ความแตกต่างยังเป็นสิ่งดึงดูดใจ “ใช้เทคนิคปากกาเป็นหลัก แต่หลังๆ ผมมีใช้สีไม้ร่วมด้วยนิดหน่อย ใช้ในการเขี่ยผิว อย่างรูปผู้หญิง ไม่อย่างนั้นจะดูแข็ง และใช้สีไม้ช่วยเก็บความคมของขอบให้ดูซอฟต์ขึ้น และเลือกใช้สีกระดาษช่วย อย่างตอนพระมหาชนก เรื่องเกิดในทะเล ก็เลือกกระดาษสีน้ำเงิน เรื่องสุวรรณสาม เกิดในป่า ก็เลือกกระดาษสีเขียว ไม่ต้องมารองพื้นสีเหมือนการเขียนสีอะครีลิก รูปทรงค่อยใช้สีอื่น และผมเลือกใช้สีตรงข้าม เช่น กระดาษสีเขียวใช้สีแดง ให้เกิดคอนทรานกัน ซึ่งการใช้สีตรงข้ามจะยากกว่าใช้โทนสีเดียวกัน เราเขียนให้กลมกลืนกันยาก แรกๆ ผมก็ทำออกมาไม่สวย แต่ผมได้ศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ท่านสอนเรื่องการใช้สีตรงข้าม ให้ดึงสีตรงข้ามจากจุดเด่นออกไปแบ็กกราวด์ แล้วดึงสีแบ็กกราวด์กลับเข้ามาหาจุดเด่น ทำให้ภาพดูไปด้วยกันได้ แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งสีใกล้เคียงที่ถนัด ยิ่งตอนนี้ปากกามีถึง 200 สี ทำให้เราสนุกกับการทำงานมากขึ้น”
หลายท่านคิดว่างานปากกาบนกระดาษนั้นไม่มีความคงทน แต่ อรรถนิติ ได้ชี้แจงว่า ในการทำงานของเขาเลือกปากกาและกระดาษคุณภาพ และมีการเคลือบสีอีกทีหนึ่ง ดังนั้นสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 50 ปี โดยไม่โดนแสงแดดจัดและหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสงไฟ กาลเวลาผ่านไปสีอาจจะมีผิดเพี้ยนไปมากก็เพียง 1020%
นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 15 มี.ค. ณ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขาจัตุรัสจามจุรี ชั้น 4 รายได้จากการจำหน่ายภาพมอบให้วัดพระธรรมจักร จ.นครนายก เพื่อสร้างโรงเรียนปฏิบัติธรรม โครงการรากแก้วของแผ่นดิน วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อเป็นค่ารักษาพระภิกษุอาพาธ
แรงบันดาลใจจากหนังสือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ภาพ ‘พระพรหมดาบส’
แรงบันดาลใจจากหนังสือ (หน้า 16) : “...ร่างกายเรานี้หาประโยชน์อะไรมิได้...เป็นที่เกิดของกองทุกข์ มีมิจฉาทิฏฐิเป็นที่อาศัย มีอนุสัยเป็นบ้าน มีสังโยชน์ผูกไว้ใน ๓ ภพ ย่อมมีโทษเป็นอันมาก เราจักให้สรีระของเรากับทั้งชีวิตนี้เป็นทานแก่แม่เสือตัวนี้...”
จินตนาการและความหมายเชิงศิลปะ : กระดาษสีเขียวที่ผู้เขียนเลือกใช้เป็นโครงสีหลักของภาพ เพื่อสื่อถึงธรรมชาติของป่าไม้ สัญลักษณ์รูปหยดน้ำที่ล้อมรอบพระโพธิสัตว์แทนพระปัญญาแห่งพระโพธิญาณและสีฟ้ายังสื่อถึงความเย็นของน้ำที่ใช้ดับความหิวกระหายของแม่เสือ และยังหมายรวมถึงสัญลักษณ์แห่งปัญญาอันเป็นแสงสว่างแห่งความรู้แจ้ง
ภาพ ‘มาณพหนุ่มช่างทอง’
แรงบันดาลใจจากหนังสือ (หน้า 18) : “...ธิดาคิดว่า เหตุไรบิดาเราจึงไม่แสดงกายเราให้ช่างทองเห็น คิดดังนี้แล้วจึงแอบดูช่างทองตามช่องไม้พื้นที่ห่างอยู่ เมื่อได้เห็นรูปโฉมของช่างทองโพธิสัตว์นั้นแล้ว ก็บังเกิดความปฏิพัทธ์ในช่างทองนั้นทันที...”
จินตนาการและความหมายเชิงศิลปะ : สีน้ำตาลอมชมพูและดอกกุหลาบในภาพ ผู้เขียนต้องการสื่อความรักและทำให้นึกถึงคำโบราณว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ตาบอดในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงการมองไม่เห็น แต่หมายถึงจิตที่ถูกโมหะครอบงำจนเห็นโลกทั้งใบเป็นสีชมพูได้ เป็นการเปรียบเทียบทางภาวะทางจิต
ภาพ ‘สุเมธดาบสโพธิสัตว์ได้รับพระพุทธพยากรณ์’
แรงบันดาลใจจากหนังสือ (หน้า 30) : “...พวกเธอจงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปอันหาประมาณมิได้ต่อจากภัททกัปนี้ไป เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก...”
จินตนาการและความหมายเชิงศิลปะ : ในภาพสุเมธดาบสภาพนี้ ผู้เขียนได้เขียนพระทีปังกรพุทธเจ้าย่างพระบาทขวาก่อนตามพระไตรปิฎก ฉะนั้นในภาพจึงเห็นว่าพระพุทธองค์ย่างพระบาทซ้ายไว้ข้างหน้า เพราะได้ย่างพระบาทขวามาก่อนแล้ว ทั้งยังแฝงความเชื่อโบราณของไทยด้วยว่า “ขวาร้ายซ้ายดี” ผู้เขียนต้องการแทรกคติมงคลโบราณไทยไว้ในภาพด้วย







