
ไอธรรมนำไอที (3)
ไม่มีความรู้ แต่ชอบแสดงความเห็น...
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ไม่มีความรู้ แต่ชอบแสดงความเห็น...
อาตมภาพเองเป็นพระก็ยังถูกแหวกจีวรอยู่เสมอ เร็วๆ นี้มีสื่อมวลชนท่านหนึ่งโทรศัพท์มาถาม
“พระอาจารย์ครับ นี่เขาวิจารณ์พระอาจารย์ยกใหญ่เลยนะ”
“เรื่องอะไรลูก”
“ก็เขาวิจารณ์พระอาจารย์เป็นพระ แต่ไปไหว้โยม”
“มันยังไงลูก ส่งรูปมาให้ดูสิ”
ปรากฏว่าเป็นรูปของลูกศิษย์คนหนึ่ง ซื้อหนังสือแล้วก็ถวายอาตมภาพ อาตมภาพอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาตมารับแล้ว อาตมาก็ให้พรเขา ก็ยืนประนมมือให้พรอย่างนี้ ก็พระให้พรโยม ก็ประนมมือใช่มั้ย แล้วก็มีคนถ่ายรูป เอาไปลงในเฟซบุ๊ก แล้วก็เขียนว่า “ท่าน ว. ทั้งๆ ที่เป็นพระแต่ก็ไหว้โยม”
อาตมาไม่รู้ว่าจะให้สัมภาษณ์ว่ายังไง ก็เลยบอกว่า “คุณโยม ใครเป็นคนโพสต์รูปนี้เป็นคนแรก ช่วยไปซื้อกึ๋นไก่ให้เขากินหน่อย จะได้มีกึ๋น หรือไม่งั้นกลางคืนนะ ช่วยเขาออกไปเดินกลางสนามกลางแจ้ง แล้วชวนเขามองบนฟ้า”
“มองทำไมครับพระอาจารย์”
“ชวนเขามองดาวทุกคืน ตาจะได้มีแวว”
เอาแววดาวมาแปะที่แววตา ตาจะได้มีแวว อันนี้พูดขำๆ นะ ไม่ได้พูดด้วยความโกรธ พูดขำๆ ว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ แต่พอเราไม่มีความรู้ ตัวเองไม่มีความรู้ในสิ่งที่กำลังแสดงความเห็น ก็ชักชวนคนอื่นซึ่งไม่รู้เหมือนกัน ไปด่าอีกคนหนึ่ง ด่าไปด่ามา ด่ามาด่าไป
ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญเขามาชี้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เป็นความผิดพลาดอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมดาของพระ เมื่อให้พรโยมก็ต้องพนมมือเป็นธรรมเนียมพระ
ตัวเองกระโดดลงทะเลแล้ว ขาสั้นยังไม่ถึงพื้นทะเล ไม่โทษว่าขาตัวเองสั้น แต่ไปโทษว่าทะเลมันลึก คนอย่างนี้ก็มีในโลกนะ คือไม่มีความรู้ แต่ชอบแสดงความเห็นและความเห็นของตัวเองนั้นเอง บางครั้งตั้งใจว่าจะแสดงความเห็นเพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นผู้รู้ แต่เพราะตัวเองไม่มีความรู้จริง ยิ่งแสดงความเห็นยิ่งประจานว่าตัวเองไม่รู้อะไร
กลายเป็นการประจานตัวเองในโลกอินเทอร์เน็ต ในโลกของสื่อออนไลน์ สื่อสังคมไป
นี่แหละคนไทยสมัยนี้ ถ้าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่มีวิจารณญาณ วิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความรู้ โดยขาดความรับผิดชอบ คนเหล่านี้เหมือนกับคนมือบอนที่ชอบเขียนอะไรเลอะเทอะในผนังห้องน้ำ เพียงแต่เป็นผนังห้องน้ำแปรสภาพเท่านั้นเอง คือไม่ได้อยู่ในห้องน้ำ แต่มาอยู่ในโลกออนไลน์แทน
ก็อยากจะฝากพวกเราไว้นะ ทุกๆ ครั้งที่จะบริโภคสื่อ บริโภคข่าวสาร บริโภคข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ คิดให้ดีๆ ใช้วิจารณญาณให้เยอะๆ ถือหลักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรียกกันว่า “กาลามสูตร”
กาลามสูตร...
กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชนชาวกาลามะ สาระสำคัญคือ พระองค์บอกว่า อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่ได้พิสูจน์ จนกระทั่งรู้ทั่วถึงข้อเท็จจริง
ประเด็นก็คือ ถ้าเราจะบริโภคข่าวสารข้อมูลนั้น จงวางท่าทีอย่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์นั้น ท่านไม่เชื่ออะไรง่ายๆ กว่าจะสรุปการค้นพบแต่ละเรื่องนั้น วิจัยแล้ววิจัยอีก ทดลองแล้วทดลองอีก นับร้อยนับพันนับหมื่นครั้ง จึงสรุปออกมาเป็นทฤษฎีหรือองค์ความรู้
เราต้องสวมวิญญาณนักวิทยาศาสตร์อย่างนั้น ใครส่งข่าวอะไรมาให้ ใครส่งข้อมูลอะไรมาให้ ใครส่งภาพอะไรมาให้ ถ้าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ ลุกขึ้นมาหาความรู้ก่อน พอมีความรู้เต็มที่ถึงที่สุด ค่อยให้ความเห็น หรือมิฉะนั้นลุกขึ้นมาวิจัยก่อนทำการวิจารณ์
ฝึกอุปนิสัยของความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ในขณะที่บริโภคข่าวสารข้อมูลอยู่เสมอ ถ้าใครทำได้ ใครทำเป็น ต่อให้เป็นขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสาร ก็พลิกให้เป็นอาหารของปัญญาได้ แต่ถ้าบริโภคข้อมูลข่าวสารไม่เป็นนะ ต่อให้เป็นข้อเท็จจริง ก็พลิกให้เป็นขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารไป
ฟังให้ดีนะ ถ้ามีปัญญา สามารถพลิกขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารให้เป็นอาหารของปัญญาได้ แต่ถ้าปราศจากปัญญา ต่อให้เป็นข้อเท็จจริงก็พลิกให้เป็นขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสาร แทนที่จะได้ประโยชน์ก็กลับได้สิ่งที่ไร้ประโยชน์
ฉะนั้น เราทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใด ให้ทำตัวเป็นผู้สันทัดกรณี อย่าทำตัวเป็นผู้ที่มีแต่ความอยากรู้อยากเห็น พลอยทำตัวเป็นนักผสมโรง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งตามนิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้คือ อย่าทำตัวเป็นนักแหวกพุงมหาชน







