
เอาชนะความกลัวในใจเรา...
เคยสังเกตมั้ยครับว่า “ทำไมบางครั้งเราถึงไม่สามารถเริ่มต้นทำในสิ่งที่เราควรจะทำได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถ้าทำแล้วจะเกิดสิ่งดีๆ กับเรา
โดย...คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เคยสังเกตมั้ยครับว่า “ทำไมบางครั้งเราถึงไม่สามารถเริ่มต้นทำในสิ่งที่เราควรจะทำได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถ้าทำแล้วจะเกิดสิ่งดีๆ กับเรา” ผมคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของคน 2 คนในตัวเราครับ คนหนึ่งในตัวเราต้องการสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น (ขอให้ชื่อว่า “คุณตุ้ย”) ในขณะที่อีกคนกำลังสู้เพื่อรักษาสภาพเดิมๆ เอาไว้ (ซึ่งผมขอให้ชื่อสมมติว่า “คุณติ๋ม” นะครับ*)
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการลดความอ้วน ผมคิดว่าคนอ้วนส่วนมากรู้ครับว่าความอ้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดี และรู้ว่าการลดน้ำหนักนั้นมีประโยชน์กับชีวิตเขายังไงบ้าง รวมทั้งยังรู้อีกด้วยว่า จะต้องทำยังไงบ้างถึงจะลดน้ำหนักได้ !! ... ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การลดความอ้วนก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ยากน่ะสิ ?? แต่ในความเป็นจริงความยากในการลดน้ำหนักคือการเอาชนะใจของเราเอง ซึ่งเกิดจากการต่อสู้ของคุณตุ้ยกับคุณติ๋มนี่ล่ะครับ !!
ลองจินตนาการถึงบทสนทนาต่อไปนี้ เมื่อคนคนหนึ่งที่ต้องการลดความอ้วนกำลังเดินผ่านร้านขนมเค้กแสนอร่อย โดยมีคุณตุ้ยกับคุณติ๋มเป็น 2 ตัวละครเอก คุณติ๋มจะเป็นคนแรกที่เปิดบทเลย “แหม รสชาติเค้กช็อกโกแลตก้อนนี้ มันคงนุ่ม เข้มข้น หวานมันดีชะมัดเลย เอาสักชิ้นดีมั้ยเนี่ย”
“อย่าไปสนใจนะ มันจะทำให้เราอ้วน ทำใจให้เข้มแข็งไว้แล้วเดินผ่านไป” คุณตุ้ยไหวตัวทัน กลัวว่าเราจะเสียทีให้คุณติ๋มแทรกขึ้นมาทันทีแต่คุณติ๋มมีหรือจะยอมแพ้ “เราทำงานหนักมาเยอะแล้ว เครียดก็เครียด ควรจะให้รางวัลกับตัวเองสักชิ้นนึงสิ สักชิ้นนึงคงไม่เป็นไรน่า”
“แต่ถ้าเรากินเค้กไปชิ้นนึงนี่ เกินโควตาที่จะกินอาหารได้ทั้งวันเลยนะ” คุณตุ้ยเถียงโดยใช้เหตุใช้ผล
“ฮึ ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่แบบโดนขีดเส้น ไม่สามารถใช้ชีวิตและมีความสุขในแบบที่เราต้องการได้ก็อย่ามีชีวิตอยู่จะดีกว่า”...ภาพที่เราจะเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนจะจบซีนนี้ คือ ชายหนุ่มร่างท้วมคนนั้นนั่งกินขนมเค้กชิ้นนั้นอย่างแสนอร่อย แต่ก็มานั่งบ่นในตอนท้ายหลังกินเค้กจนหมดไปแล้วว่า “เฮ้อ ไม่น่าแพ้ใจตัวเองเลย เป็นอย่างนี้ทุกที”
ผมเชื่อว่าในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราอยากจะทำ หรืออยากจะเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างของเรา และพอเราจะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นเราก็จะเห็นคุณตุ้ยกับคุณติ๋มออกมาเถียงกันอยู่ตลอด ก่อนอื่นผมอยากจะบอกว่าคุณติ๋มไม่ใช่คนเลวนะครับ !! ที่แกออกมาน่ะแกมีแต่ความหวังดีให้กับเราทั้งนั้น คุณติ๋มมีเหตุผลที่ต้องการจะให้เราอยู่ในโซนที่ช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย โดยจะพยายามอ้างเหตุและผลต่างๆ เพื่อให้เราใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่เรียกว่า Comfort Zone นั่นเอง เมื่อเราอยู่ในกรอบนี้เราจะมีความรู้สึกลึกๆ ที่คุ้นเคย อุ่นใจ และปลอดภัย คุณติ๋มจะคอยบอกเราลึกๆ ว่า “ฉันไม่รู้ล่ะว่าข้างนอกมันจะดีกว่าในนี้หรือเปล่า ฉันรู้แต่ว่าเสี่ยง เพราะฉันไม่รู้ว่าข้างนอกนั้นมันเป็นยังไงบ้าง แต่ฉันคุ้นเคยกับ Comfort Zone นี้มาตลอดชีวิต ฉันขอชัวร์ๆ ดีกว่า”
การเปลี่ยนแปลงในตัวเราจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเอาชนะความกลัวในใจของเราให้ได้ ความกลัวว่าเรากำลังจะไปเจอกับสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย และไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง ว่าง่ายๆ ก็คือเอาชนะเสียงในหัวของเราที่มาจากคุณติ๋มนี่ล่ะครับ !! ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึกนะครับ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าเรากำลังดำเนินชีวิตตามเสียงคุณติ๋ม ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้หยุดคิดและถามตัวเองว่า “เรากำลังกลัวอะไร” ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องมีคือการมีสติ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตะหงิดตะหงิดในใจ นั่นแปลว่า คุณตุ้ยกับคุณติ๋มเริ่มเถียงกันแล้วครับ เมื่อเกิดภาวะนั้นขึ้น ขอให้เราหยุด หายใจลึกๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง แล้วถามตัวเองว่า “นี่เรากำลังกลัวอะไร”
จากนั้นให้ลองใช้เทคนิคง่ายๆ ตัวนึงที่จะช่วยให้เราคุยกับคุณติ๋มได้รู้เรื่องมากขึ้น นั่นก็คือ ให้ลองถามคุณติ๋มว่า ถ้าเราลองทำสิ่งใหม่ๆ นี้ดูแล้วมันไม่สำเร็จ ผลเสียที่ตามมาคืออะไร เราจะถึงตายมั้ย เราจะเสียเงินมั้ย เสียเยอะมั้ย เราจะเสียชื่อเสียงขนาดไหน หรืออย่างมากเราก็แค่เสียหน้า จากนั้นเอามาเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้จากการก้าวออกจาก Comfort Zone ของเรา แล้วจึงค่อยตัดสินใจ บางทีเราจะพบว่าไอ้ที่เรากลัวเนี่ย มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นมาเอง
เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพ ผมขอเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังสักเรื่องหนึ่งครับ เมื่อปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปเรียนหนังสือเป็นเวลา 2 อาทิตย์ที่ออสเตรเลีย ในวันแรกของการเรียนก็จะเป็นช่วงลงทะเบียนในตอนเช้า พอผมไปถึงห้องเรียนก็รู้สึกตื่นเต้นมากเลย เพราะเห็นแต่ฝรั่งหัวทองประมาณ 50 คนจับกลุ่มคุยกันเต็มไปหมดเลย กลุ่มเล็กบ้าง กลุ่มใหญ่บ้าง ผมยืนเอ๋อๆ อยู่สักพักนึง แล้วเสียงคุณติ๋มก็ดังขึ้นมาในหัวทันที
“นพ คุณไปหาที่นั่งรอเงียบๆ ข้างนอกก่อนเถอะ อยู่ตรงนี้มันวังเวงยังไงชอบกล ไม่รู้จักใครเลย แล้วก็มีแต่ฝรั่งทั้งนั้นเลยนะ” คุณติ๋มแกหวังดีครับ แกอยากพาผมให้หลุดจากอาการเอ๋อๆ และตื่นเต้นกังวลใจของผม “แต่ผมว่าคุณควรจะไปหาเพื่อนใหม่ๆ ดีกว่านะ อยู่คนเดียวอย่างนี้เรียนอีกตั้งหลายวันไม่สนุกแน่” เสียงคุณตุ้ยแย้งขึ้นมาด้วยเหตุผลที่เหมาะสมทุกประการ
“ก็ได้...ว่าแต่ว่ามีคนหัวดำอยู่ตรงไหนบ้างรึเปล่าน้อ ... อุ้ย ไม่มีหัวดำเลยนี่ ถ้าดุ่มๆ ไปคุยกับฝรั่งเดี๋ยวเขาต้องว่าเราเป็นตัวประหลาดแหงๆ เลย” คุณติ๋มเริ่มโวยวายเสียงดัง เพราะต้องการปกป้องตัวเราอย่างเต็มที่ คุณตุ้ยรู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ท่าทางจะแพ้ เลยเริ่มถามคุณติ๋มว่า “ถ้าเข้าไปคุยกับเพื่อนใหม่แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง”
“ก็ได้เพื่อนใหม่น่ะสิ และยังช่วยให้เรียนหนังสือได้สนุกขึ้น” คุณติ๋มตอบ
“แล้วถ้าเข้าไปแล้วฝรั่งเขาไม่ค่อยตอบสนองเราล่ะ ผลเสียมันมีอะไรบ้าง” คุณตุ้ยถามต่อ
“เราก็คงรู้สึกเสียหน้าน่ะสิ” คุณติ๋มตอบสั้นๆ
“แค่นั้นใช่มั้ย เราไม่ได้เสียเงิน เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือเสียโอกาสอะไรไป แต่แค่เสียหน้าใช่มั้ย ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมเราต้องกลัวมากด้วยล่ะ ถ้าเราเข้าไปแล้วฝรั่งเขา Say Yes ตอบรับเรา ประโยชน์ที่เราได้รับมันมีมากมายมหาศาล แต่ถ้าเขา Say No อย่างมากเราก็รู้ว่ากลุ่มนี้ไม่เหมาะกับเรา เราก็แค่ไปหากลุ่มอื่นต่อ เราไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร มันต้องมีสักกลุ่มที่เขาจะ Say Yes กับเราจนได้สิ ใช่มั้ย” คุณตุ้ยเริ่มเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย รวมทั้งชี้ให้คุณติ๋มเห็นถึง Worstcase scenario
นี่คือเสียงที่วิ่งไปมาในหัวของผมในช่วงลงทะเบียนของเช้าวันแรกของการเรียนครับ สุดท้ายแล้ว คุณตุ้ยและคุณติ๋มในหัวของผมเข้าใจกันได้และพร้อมสนับสนุนให้ผมก้าวเดินออกจาก Comfort Zone เพื่อเข้าไปแนะนำตัวกับฝรั่งกลุ่มแรกที่ขวางหน้าอยู่ ผลที่ออกมา ก็คือ กลุ่มแรกก็ Say Yes เลย ... ไม่มีใครเขาปฏิเสธเราหรอกครับ ถ้าใจเราพร้อมที่จะเปิดรับเขา มีแต่คุณติ๋มของเรานี่ล่ะครับที่จะปฏิเสธตัวเราเอง มีคำฝรั่งคำหนึ่งที่คิดว่าเหมาะกับเหตุการณ์นี้มากๆ คือ “Feel the fear and do it anyway” มีสติรู้ให้ได้ว่าเรากำลังกลัวอะไรอยู่ จากนั้นประเมินผลดีผลเสีย ถ้าเป็นความกลัวที่ไร้สาระ ก็จงลุย ลงมือทำซะเลย !!
ขอให้ทุกคนสนุกกับการก้าวออกจาก Comfort Zone กันนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด







