
ธิติพัฒน์ มีชูบท เทคโนโลยีไม่สำคัญเท่าตัวเรา
สิ่งหนึ่งที่ผมได้และคิดว่าสำคัญกว่าการใช้เทคโนโลยี ก็คือการปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้เหมาะสมกับการทำงาน
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
“สิ่งหนึ่งที่ผมได้และคิดว่าสำคัญกว่าการใช้เทคโนโลยี ก็คือการปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้เหมาะสมกับการทำงาน ให้มากกว่าปรับอุปกรณ์ทำงานให้เข้ากับตัวเราเพราะไม่มีทางที่เทคโนโลยีจะช่วยเราได้ทั้งหมด” ธิติพัฒน์ มีชูบท กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ออฟพิมุส บอกถึงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้เทคโนโลยีที่มีส่วนทำให้แบรนด์บานาน่าโจเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเป็นขนมที่ดีที่สุดจากเมืองไทยในตลาดโลก
เพียงไม่กี่ปีที่ธิติพัฒน์กลับจากอเมริกาหลังเข้าทำงานที่สถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุผลสำคัญคืออยากกลับมาดูแลพ่อกับแม่ ทำงานที่บริษัทการเงิน หรือไม่ก็เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองที่เมืองไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า จากนั้นเขาเข้าทำงานที่สถาบันการเงินด้านวิเคราะห์ ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการตั้งธุรกิจ และในที่ทำงานนี้เองทำให้เขาได้รู้จักกับ วชิรวิชญ์ ศิริโชควณิชย์ ที่มีความฝันเดียวกัน ก็คือสร้างแบรนด์สินค้าไทยของตัวเองขึ้นมาเพื่อแข่งในตลาดโลก
“ตอนแรกเรามองว่าบ้านเรามีอะไรที่สามารถทำแล้วแข่งกับตลาดในโลกได้ ก็มองมาที่ไอทีเหมือนกัน แต่ดูแล้วคนไทยเราเก่งแต่ไม่ถึงขั้นนั้น เลยพิจารณาต่อว่าบ้านเรามีทรัพยากรอะไรบ้างที่เราสามารถแข่งในระดับโลกได้ ก็มาเจอว่าเรามีทรัพยากรด้านอาหารเยอะมาก เรามีขนมอีกหลายอย่างที่ยังไม่เปิดตัวในตลาดโลกให้คนได้รู้จัก กล้วยฉาบก็เป็นหนึ่งในนั้น และเรามองว่าเราแข่งในตลาดขนมได้แน่นอนเลย เริ่มจากค้นหาสูตรการทำกล้วยทอด และเริ่มงานวิจัยความต้องการของลูกค้าในการทำขนมร่วมกับวชิรวิชญ์ ซึ่งเราคิดว่าเป็นไปได้มาก
ตอนแรกเราไม่ได้คิดจะขายในเมืองไทย เราเลยทำแบรนด์ที่ดูแล้วเป็นอินเตอร์ตั้งแต่สูตรแพ็เกจจิ้งและสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ได้ตลาดที่ฮ่องกงและมีอีกหลายประเทศที่ให้ความสนใจอยากนำเข้าขนมจากเราไปจำนวนมาก ซึ่งเราก็ไม่อยากจะกระโดดไปถึงจุดนั้น เราอยากจะค่อยเติบโตและพัฒนาไปเรื่อยๆ มากกว่าที่จะกระโดดไปเป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออกรายใหญ่ในเวลาที่สั้นเกินไปเพราะมีความเสี่ยงสูง” ผู้บริหารหนุ่มเล่าถึงธุรกิจของเขาที่ต้องการก้าวไปอย่างมั่นคงมากกว่ากระโดดเข้าใส่อย่างขาดการพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
ธิติพัฒน์โชคดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เขาได้เรียนรู้และก้าวทันความคิดของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ในทุกเช้า นอกจากอ่านข่าวผ่านเว็บไซต์แล้วเขาจะเปิดแอพพลิเคชั่นที่มีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่คิดว่าเราต้องรู้ เพราะสมัยนี้เราต้องติดตามข่าวสารธุรกิจและสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ส่วนตัวก็คิดว่าเป็นคนที่ทันเทคโนโลยีอยู่แล้ว
แต่วันหนึ่งนั่งฟังวัยรุ่นข้างๆ พูดว่าให้ใส่แฮชแท็กเข้าไปด้วย ผมก็งงว่าแฮชแท็กคืออะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเครื่องมือช่วยเสริมระบบการค้นหาข้อมูลให้คนรู้จักมากขึ้น ก็แสดงว่าเราช้าไปแล้วและกำลังพลาดเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเรา เพราะทุกคนเป็นลูกค้าของเราหมด
ดังนั้น การที่เราได้ฟังมากๆ อ่านมากๆ จะทำให้เราได้เข้าถึงความคิดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งผมจะเปิดฟังทุกเช้าระหว่างเดินทางมาทำงาน ที่เราต้องฟังเสียงลูกค้าก็เพราะเราไม่อยากเติบโตไปโดยที่ไม่รู้ว่าเขาชอบเราที่ตรงไหน และเขาอยากให้เราพัฒนาตรงจุดไหน
“จากการที่ผมฟังมากๆ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าการใช้เทคโนโลยี ก็คือการปรับเปลี่ยนตัวเราเอง แต่ก่อนผมจะเป็นคนที่เข้างานช้าแล้วเลิกงานดึกถึงเที่ยงคืนผมก็อยู่คิดงานทำงานได้ แต่พอดูระบบการทำงานของทั้งบริษัทแล้วมันไม่ใช่ ผมเลยปรับเวลาใหม่ให้เข้าเช้ากว่าคนอื่นๆ และกลับคนสุดท้าย แต่ไม่ถึงกับเที่ยงคืน ที่เราต้องไปเช้ากว่าคนอื่นก็เพื่อเราจะได้มีเวลาใช้ความคิด วางแผนงานหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเราไปสายเราก็จะมีเรื่องรอให้เราแก้ให้เราตัดสินใจทันทีโดยไม่ได้มีเวลาคิด ซึ่งการใช้เวลาคิดก็ต้องมีช่วงที่เป็นส่วนตัวให้ได้คิดบ้าง เป็นช่วงเวลาที่ผมจะเปิดโลกออนไลน์เพื่ออ่านความเห็นของลูกค้า และนำมาคิดวิเคราะห์พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น”
ดังนั้น อุปกรณ์ไอทีของธิติพัฒน์จึงไม่ได้มีอะไรมาก แค่บีบีเพียงเครื่องเดียวก็สามารถทำเงินได้เป็นสิบๆ ล้านได้ เพียงเพราะรู้จักใช้และปรับตัวเองให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มยังบอกอีกว่าเขาชอบคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงการทำให้บริษัทประสบความสำเร็จว่า เราต้องรักในสิ่งที่เราทำและเราต้องให้พนักงานเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังทำ เพื่อให้บริษัทได้มีเป้าหมายในสิ่งเดียวกัน ต้องมีความฉลาดในการทำงาน และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดมากกว่า 2 ข้อแรกก็คือความซื่อสัตย์ที่ขาดไปไม่ได้เลย







