
ความทรงจำ...หลวงพระบาง
ความทรงจำครั้งหนึ่งเมื่อคราวได้เดินทางไปเยือนหลวงพระบาง ถึงวันนี้ยังคงฉายชัดอยู่ในใจทุกวัน
โดย...สืบสิน / ภาพ เอคลับ
ความทรงจำครั้งหนึ่งเมื่อคราวได้เดินทางไปเยือนหลวงพระบาง ถึงวันนี้ยังคงฉายชัดอยู่ในใจทุกวันเมื่อคิดถึงความสงบและเรียบง่าย
เมื่อก้าวลงจากรถทัวร์ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย อากาศยามเช้าที่นี่สดชื่นเย็นสบาย พวกเราเลือกที่จะเดินแบกเป้ ทอดน่องชมเมืองเชียงของ เพื่อไปยัง “ท่าเรือบั๊ค” พอถึงท่าเรือแวะตรวจหนังสือเดินทางที่ด่าน แล้วจ่ายเงินค่าเรือ 20 บาท ข้ามฝั่งสู่เมือง “ห้วยทราย” เท่านี้ก็ได้เหยียบประเทศลาวเต็มสองเท้าอย่างไม่ยากเย็น
“ห้วยทราย” เป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศลาว สามารถล่องทวนลำน้ำโขงขึ้นไปได้ถึงประเทศจีน หรือล่องตามลำน้ำลงมาสู่เมืองหลวงพระบางจุดหมายปลายทางที่เราจะไปเยือน
การเดินทางมีให้เลือกทั้ง “เรือเร็ว” ลักษณะคล้ายเรือหางยาว นั่งได้ครั้งละ 810 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงก็ถึงหลวงพระบางแล้ว แต่ต้องใส่ชูชีพและหมวกกันน็อกตลอดเวลาเดินทาง มองดูแล้วไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไหร่กับลำน้ำโขงที่ไหลเชี่ยว ประการสำคัญจะไม่ได้ดูวิวทิวทัศน์อันสวยงามจากข้างทาง พระต้องนั่งคุดคู้เพราะเรือแล่นเร็วชะมัด
งานนี้เราเลยเลือกเรือช้า ลักษณะคล้ายเรือขนส่งสินค้าใช้เวลาเดินทางจากห้วยทราย หลวงพระบาง 2 วัน 1 คืน โดยจอดแวะพักค้างคืนที่เมือง “ปากแบ่ง” ที่สำคัญค่าใช้จ่ายไม่แพงเกินไปน่าจะประมาณสัก 800 บาท ก่อนที่จะเก็บเงินไทยเข้าเป้ แล้วควักเงินสกุล “กีบ” ที่แลกได้มาปึกใหญ่ ยัดใส่กระเป๋าตังค์แทนเงิน “บาท” เพราะเพื่อนผู้เคยเดินทางมาก่อนแนะนำว่า ใช้เงิน “กีบ” จะทำให้จับจ่ายใช้สอยในประเทศลาวได้ราคาถูกกว่าใช้เงิน “บาท” หรือ เงิน “เหรียญ” สหรัฐ
เรือช้าเที่ยวนั้น ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งชาวลาวก็นั่งร่วมเรือมาด้วย เรือช้าแล่นด้วยระดับความเร็วเดียวกันกับชื่อ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตุนแซนด์วิช เบียร์ ขนมขบเคี้ยวต่างๆ และหนังสือเล่มโตเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างพวกเราเลือกข้าวเหนียว เนื้อย่าง เหล้าพื้นเมืองและนิยายไทยเป็นเพื่อนร่วมการเดินทางข้ามวันข้ามคืนบนเรือช้าลำนั้น...ก็ได้อรรถรสไปอีกแบบ
พวกเรามาถึง “หลวงพระบาง” ตอนค่ำของอีกวัน เพราะเรือแล่นช้ากว่าปกติ บางช่วงสองฝั่งเป็นสันทรายที่มีลวดลายสะดุดตา บางช่วงลัดเลาะไปในใจกลางป่าดงดิบผืนใหญ่...
นาทีแรกที่มาถึง “หลวงพระบาง” พวกเราต้องน้ำลายสอกับบรรดาของกินพื้นเมืองที่ตั้งขายเรียงรายอยู่ริมสองข้างทางของ “ตลาดเย็น” ที่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ เมนูอาหารพื้นเมืองที่เป็นไฮไลต์คงหนีไม่พ้น เฝอ ไคแผ่น ปลาแม่น้ำ เนื้อย่าง จากสัตว์ประเภทต่างๆ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย และเนื้อสุนัข ซึ่งเจ้าเนื้อชนิดหลังสุดนี้ ขอบอกว่ากลิ่นหอมเย้ายวนใจมาก
ที่หลวงพระบาง ร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะว่าระดับราคาเขาคำนวณให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พวกเราที่ต้องการท่องเที่ยวแบบราคาประหยัดจึงเลือกที่จะฝากท้องกับร้านอาหารสำหรับคนพื้นเมืองเป็นหลัก ซึ่งหาได้ไม่ยากเย็นนักตาม “ตลาดเช้า” และ “ตลาดเย็น” ที่พักก็มีให้เลือกหลายราคา แต่เราเลือกระดับที่พอรับได้
รุ่งขึ้นอีกวันเราคว้าจักรยานที่เช่ามาปั่นไปชมน้ำตกกวางสีที่อยู่นอกเมือง เผอิญไปช่วงน้ำตกน้อยแต่ธรรมชาติรอบด้านก็ช่วยทำให้เรารื่นรมย์ จากนั้นเราปั่นจักรยานเพื่อนข้างกายเข้ามาในเมืองอีกครั้ง เพื่อไปหาที่สำราญกันต่อ มาเที่ยวหลวงพระบางสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้นวัดวาอารามต่างๆ
ทริปนี้เราสัมผัสกับวัดเชียงทองซึ่งเป็นวัดที่สร้าง
ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2102–2103 สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในบรรดาวัดวาอารามทั้งหมดต้องยกให้วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่สุด และได้รับการมาเยี่ยมเยือนจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาวกันเลยทีเดียว
ทำเลของวัดเชียงทองก็สวยงาม เพราะจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงสวยงามมาก จุดเด่นจะอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งทำหลังไม่ใหญ่โตมากนัก หลังคาพระอุโบสถมีหลังคาแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น กล่าวกันว่านี่คือศิลปะแห่งหลวงพระบาง ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทอง ชาวลาวเรียกว่า ช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อ
ส่วนที่ประดับที่ยอดหน้าบันชาวลาวเรียกว่า โหง่ มีรูปร่างเป็นเศียรนาคและมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ประตูพระอุโบสถแกะสลักสวยงามเช่นเดียวกับหน้าต่างภายในพระอุโบสถมีภาพสวยงามที่ผนัง มีลักษณะลวดลายปิดทองฉลุบนพื้นรักสีดำ ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติ เรื่องพระสุธน–มโนราห์ และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ และยังมีพระประธานที่ชาวลาวเรียกว่า พระองค์หลวงอันงดงาม
ภายในพระอุโบสถเป็นสีทองงดงามอร่ามตาด้านข้างพระองค์หลวงมีพระบางจำลอง และผนังด้านหลังของพระอุโบสถเป็นภาพที่เกิดจากการใช้กระจกสีตัด ติดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่
ใกล้ๆ กันยังมีวิหารน้อย ด้านข้างและด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสองหลังนี้ จุดเด่นของวิหารนี้ คือ ผนังด้านนอกมีการตกแต่งด้วยกระจกสี ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาต่อเป็นรูปต่างๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านบนพื้นสีชมพู
นอกจากนี้ ยังมีโรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันลงมาจนถึงพื้นสามารถถอดออกได้เพื่อให้สามารถเคลื่อนราชรถออกมาได้
นอกจากนี้ เรายังได้ไปเที่ยวหอพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพระราชวังหลวงที่พำนักของเจ้ามหาชีวิต เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2447 ในสมัยพระเจ้าสักกะริน และมาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2452 ในสมัยพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะเป็นหมู่อาคารชั้นเดียว มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และสร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น หลังคามุงกระเบื้อง นับเป็นการผสมผสานความลงตัวของตัวอาคารแบบฝรั่งเศสกับศิลปะแบบล้านช้างในตัวพระราชวังได้อย่างลงตัว
เมื่อผ่านประตูทางเข้าไปแล้ว จุดเด่นที่สุด คือ แถวของต้นตาลขนาดใหญ่ที่ขนาบอยู่ทั้งซ้ายและขวา นำสายตาผู้มาเยือนตรงไปสู่อาคารพระราชวังเดิม ด้านขวามือของประตูทางเข้าหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางคือที่ตั้งของหอพระบาง ส่วนทางซ้ายมือคืออนุสาวรีย์พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ พระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประเทศลาว ประกอบด้วยห้องเด่นๆ อีกหลายห้องล้วนมีความสำคัญกับชาวหลวงพระบางทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ในระยะเวลา 3 วันที่เราได้ใช้ชีวิตแบบสงบเงียบที่หลวงพระบางเรายังได้ไปชมที่วัดใหม่สุวรรณภูมาราม วัดวิชุนราชพระธาตุหมากโม และพระธาตุภูสี ซึ่งเป็นจุดสำคัญของเมืองที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ. 2538
เรายังได้สัมผัสกับวิถีของชาวลาวที่น่าศรัทธา คือ ประเพณีการตักบาตรข้าวเหนียวในยามเช้า ซึ่งได้รับการกล่าวถึงจากหนังสือไกด์บุ๊กท่องเที่ยวมากมาย วัฒนธรรมลาวดั้งเดิมที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง
พวกเราท่องเที่ยวในหลวงพระบางด้วยความเรียบง่าย ได้ลงเล่นน้ำที่แม่น้ำคานอย่างฉ่ำใจ สัมผัสอากาศเย็นสบายบนยอดพระธาตุภูสี และไม่ได้กำหนดจุดหมายว่าจะต้องไปถึงสถานที่ต่างๆ ให้ครบตามจำนวนที่ปรากฏในหนังสือไกด์บุ๊ก การเดินทอดหุ่ยไปเรื่อยๆ ตามตรอก ซอกซอยต่างๆ แวะชิมอาหารพื้นเมืองตามกลิ่นและเสียงเรียกของน้ำย่อยในกระเพาะ เหนื่อยก็พัก ลงเล่นน้ำ เหล่านี้ล้วนสร้างความสุขให้แก่การพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากมายนัก
พวกเรามีเวลาอยู่ใน “หลวงพระบาง” ไม่มากมายนัก เพราะต้องเผื่อเวลาในการเดินทางกลับอีก 2 วัน เนื่องจากพวกเราเลือกเดินทางกลับโดยการโดยสารรถประจำทางเส้นทางหลวงพระบาง–วังเวียง–เวียงจันทน์ ซึ่งราคาค่าโดยสารไม่แพง เหมาะสมกับการเดินทางแบบ “ซำเหมาทัวร์” อย่างพวกเรา
จนแล้วจนรอด เงินในกระเป๋าเพียงสี่พันกว่าบาท ก็เพียงพอในการตะลอนทัวร์ “หลวงพระบาง” ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แม้ว่าจะใช้เวลาไปกับการเดินทางค่อนข้างเยอะ แต่มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว
ถึงวันนี้เสน่ห์แห่งหลวงพระบางยังไม่เคยลืมเลือนไปเลย นั่นอาจเป็นเพราะความเรียบง่าย อาหาร วัฒนธรรม รอยยิ้ม และมิตรภาพที่เรามอบแก่กัน รวมทั้งได้จากคนรอบข้างที่เราสัมผัสจนอิ่มเอม







