posttoday
แชร์เรื่องเท็จ เจ็บทั้งประเทศ

แชร์เรื่องเท็จ เจ็บทั้งประเทศ

30 มกราคม 2557

โดย...โยโมทาโร่

โดย...โยโมทาโร่

สถานการณ์ ภาวัติอาชีพขับรถรับจ้างวินมอเตอร์ไซค์แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาว่างของภาวัติหลังจากขับรถส่งลูกค้า คือ การโม้เรื่องการเมือง และเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อย

หากว่างกว่านั้นเขาก็จะแชร์ข้อมูลในเฟซบุ๊กที่เขาได้ติดตาม แชร์อย่างเดียวไม่พอ ยังใส่อารมณ์ต่อเนื่องกระพือให้ลุกโหมขึ้นไปอีก กมลลูกค้าประจำที่เป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊กด้วย ก็ลองถามภาวัติดูว่าเขาชอบอ่านหนังสืออะไร เขาตอบว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่อ่านในเฟซบุ๊กแทน สั้นและง่ายได้สาระเหมือนกัน

ความคิดของภาวัติก็คงไม่ต่างจากหลายคนที่ชอบอ่านข่าวในโซเชียลมีเดีย สั้น ง่าย เร็ว กระชับได้ใจความไม่เวิ่นเว้อ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าภาวัติแชร์ข้อมูลผิดอยู่หลายครั้ง ซึ่งกมลรู้ดีว่าเป็นภาพตัดต่อชัดๆ ตัดต่อไม่เท่าไหร่ข้อความกำกับใต้ภาพยิ่งทำให้เรื่องราวผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

กมลพยายามบอกกับภาวัติว่า นี่มันภาพตัดต่อนะอย่าไปเชื่อเพจนี้ มีแต่แต่งเรื่องให้คนเข้าใจผิดทั้งนั้น ซึ่งดูเหมือนว่าภาวัติจะไม่ฟังสักเท่าไหร่ ทั้งที่กมลเองก็เปิดภาพต้นฉบับให้เขาดูแล้ว อาจจะเป็นเรื่องรักษาหน้า หรือเชื่ออย่างฝังใจว่า สิ่งที่เขาแชร์เป็นเรื่องจริง

ทางออก สิ่งที่กมลควรอธิบายให้ภาวัติฟัง คือ เดี๋ยวนี้การใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มเหมือนเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งคนที่เล่นอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีการศึกษาและฐานะปานกลางขึ้นไป การส่งต่อข้อมูลในโลกออนไลน์ในเว็บไซต์คอมมูนิตี้ ที่นิยมในยุคนั้นจึงมีความน่าเชื่อถือพอสมควร แต่ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเด็ก ป.1 ก็เล่นได้ แสดงความเห็นได้ ส่งต่อข้อมูลได้ แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่า ความเห็นที่มีคนเสนอในโซเชียลมีเดีย จะเป็นความเห็นของผู้ใหญ่ผู้ทรงความรู้ หรือเด็ก ป.1 ที่เรียกว่าเกรียนเว็บบอร์ด

อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างในโซเชียลมีเดีย เห็นอะไรที่อยากจะแชร์อดใจไว้ก่อนแล้วค้นหาข้อมูลในกูเกิลว่าจริงหรือไม่ หากชอบติดตามเรื่องการเมืองจริงให้ติดตามความเห็นของทั้งสองฝ่ายพร้อมๆ กัน และใช้วิจารณญาณดูว่า สิ่งไหนจริงหรือไม่จริง

เพราะถ้าภาวัติส่งต่อเรื่องเท็จในโซเชียลมีเดียไป โดยขาดการไตร่ตรอง ผลที่ตามมาจะมีคนหลงเชื่อข้อมูลผิดๆ อีกเป็นจำนวนมาก และนำไปสู่ความแตกแยกทางสังคมในที่สุด ซึ่งเราเชื่อลึกๆ เหลือเกินว่าภาวัติจะมีจิตสำนึกในเรื่องนี้อยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยๆ เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบส่งต่อเรื่องราวที่เขารู้ให้คนอื่นได้รู้ด้วยความหวังดี

Ask the expert

Q: ตอนนี้ในครอบครัวเริ่มไม่พูดกันมากขึ้นเพราะเห็นอีกคนอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้กระทั่งลูกที่พอรู้ความก็มีความเห็นทางการเมืองจากคุณครูที่โรงเรียน ดิฉันควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี

A: พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำว่า ท่ามกลางปมความขัดแย้งของบ้านเมือง ที่ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นอาจมองว่าไม่ดี แต่ที่จริงแล้วเราควรใช้วิกฤตนี้เป็นบทเรียน ให้รู้จักและเข้าใจเรื่องความแตกต่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

ให้เขารู้จักความอดกลั้น อดทนต่อความแตกต่าง ซึ่งต้องอาศัยการเปิดใจให้กว้างและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เราอาจสอนลูกหลานได้ว่า ทุกคนเติบโตมาจากสภาพครอบครัวที่ต่างกัน มีประสบการณ์ในชีวิตที่ต่างกัน ดังนั้น ความคิด ความเชื่อ ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันได้ไม่ใช่เรื่องผิด เพื่อนของเราอาจไม่ต้องคิดเหมือนเราทุกเรื่อง แต่หากเขาเป็นเพื่อนที่ดี เราก็ควรยังคบกันเป็นเพื่อนต่อไปได้ พ่อแม่ควรสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้มีการพูดคุยกันเป็นเรื่องปกติ ขอเน้นว่า “คุย” คือ พูดโต้ตอบ ไม่ใช่พ่อแม่พูดอย่างเดียว จะช่วยทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้

 He Said / She Said

วามพิธีกร

“เห็นผมคุยเก่งเป็นพิธีกรอย่างนี้ แต่จริงแล้วผมกลับชอบผู้หญิงที่เงียบๆ ไม่เพ้อเจ้อเหมือนผม (หัวเราะ) ลึกๆ แล้วชอบผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนครับ”

น้องพนักงานบริษัท

“หนุ่มๆ ในสเปกมีหลายอย่างค่ะ (หัวเราะ) บางครั้งก็ชอบเงียบๆ ขรึมๆ บางครั้งก็ชอบหนุ่มอารมณ์ขัน บางครั้งก็ชอบแบบเป็นผู้ใหญ่ จริงๆ แล้วขอแค่เป็นผู้ชายแท้ๆ ก็พอค่ะ”

Quote

“ฉันคุยกับตัวเองว่า ตัดสินใจที่จะมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถ ซึ่งหนึ่งในกรณีนั้น ก็คือ การออกสื่อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เคียรา ไนท์ลีย์ นักแสดงสาวอังกฤษ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย