
หลงทางในโตเกียว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อครั้งที่ดูหนังเรื่อง Lost In Translation เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก เพราะไม่ใช่หนังที่ตราตรึงใจ แต่พอจะจดจำอารมณ์ของเรื่องได้ว่าช่างเต็มไปด้วยความเหงาและโดดเดี่ยวจนชวนหดหู่ ทั้งที่อยู่ท่ามกลางแสงสีและความสะดวกครบทุกรูปแบบในมหานครอย่างโตเกียว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตัวเอกของเรื่องมีอุปสรรคด้านการสื่อสารที่ไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นกับใครได้ ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นทั่วไปก็แทบไม่มีใครใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในระดับที่คล่องตัวได้เช่นกัน
จำได้ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้อารมณ์โหยหาอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นถึงกับชะงักไปช่วงหนึ่งทีเดียว
แต่ก็แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะแรงดึงดูดของทีวีแชมป์เปียน ซีรีส์ มังงะ และเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในรูปแบบของซอฟต์ พาวเวอร์ ยังคงทำให้หวนถวิลหาญี่ปุ่นอีกครั้ง
และการไปญี่ปุ่นช่วงสั้นๆ เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้หวนนึกถึงหนังของ โซเฟีย คอปโปลา ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง
วินาทีที่อยู่ใจกลางย่านชินจูกุคนเดียว โดยจำสถานที่นัดหมายได้เพียงเลือนราง ไม่มีแผนที่ในมือ พร้อมเวลานัดกรุ๊ปที่ใกล้งวดเข้ามานั้น อาจทำให้คุณเหงื่อตกในอุณหภูมิ 13 องศาได้ไม่ยากนัก
การถามทางคนท้องถิ่นที่ใช้ได้ผลในทุกประเทศที่ไปมากลายเป็นเรื่องยากทันทีสำหรับที่นี่ เพราะนอกจากจะไม่ใช่ทุกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้แล้ว ยังต้องขอความช่วยเหลือจากฝูงชนที่กำลังเดินกันพลุกพล่านไม่มีใครหยุดในย่านธุรกิจใจกลางเมือง และหลายคนก็ไม่รู้จักสถานที่เป้าหมายที่เราถาม
งานนี้จึงมีการขอความช่วยเหลือไปไม่ต่ำกว่า 5 คนเลยทีเดียว
แต่เมื่อผ่านพ้นจุดวิกฤตที่เวลาบีบรัดช่วงนั้นไปแล้วจะรู้สึกได้ว่า ภาษาไม่ใช่อุปสรรคสำหรับที่นี่หรือที่ไหนๆ หากคุณเปิดใจกว้างและไม่คิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางว่าทุกที่จะต้องเอาใจชาวต่างชาติ
คนญี่ปุ่นแทบทุกคนจะพยายามช่วยคนที่มาถามทางอย่างถึงที่สุด ส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้ก็จะควักสมาร์ทโฟนขึ้นมาเสิร์ชหาให้ตรงนั้น
ส่วนสาวน้อยนักเรียน ม.ปลายสองคนที่ดิฉันลองถามทางเพราะอยากหาเรื่องคุยกับเด็กนักเรียนญี่ปุ่นน่ารักๆ ในเครื่องแบบเหมือนที่เคยอ่านในการ์ตูน ก็ถึงกับไปเดินถามลุงกวาดถนนในละแวกนั้นจนช่วยเราหาที่หมายอันแสนงงในชินจูกุได้ในที่สุด
ที่ประทับใจอีกครั้งก็คือ การพยายามหาทางนั่งรถไฟกลับโรงแรมเองจากย่านอูเอโนะ ที่ต้องอาศัยการถามทางอีกครั้ง เพราะไม่มีภาษาอังกฤษที่สถานี
คู่รักคู่หนึ่งเกือบเดินหนีเมื่อถูกขอความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเดินกลับมาช่วย ระหว่างที่กำลังบอกทางกันอยู่แบบถูๆ ไถๆ ก็มีชาวญี่ปุ่นที่พูดอังกฤษได้เสนอตัวเข้ามาช่วย แถมไม่ได้บอกทางธรรมดา แต่ ริเอโกะซัง ซึ่งเป็นสัตวแพทย์วัย 56 ปี ยังพาไปส่งถึงสถานีที่หมายด้วย
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ ดิฉันว่าเป็นเรื่องยากมากที่เราจะยังพบปัญหาด้านการสื่อสาร (เบื้องต้น) อยู่ ประเด็นสำคัญก็คือ การต้องเปิดใจกว้างและหาทางเอาตัวรอดให้เป็นด้วยการพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด
การใช้ชีวิตในต่างแดนเหมือนในหนัง Lost in Translation อาจเป็นเรื่องยากที่จะเจอเพื่อนที่รู้ใจ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะปรับตัวเพื่อพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุข ทั้งเรื่องการเรียนภาษาท้องถิ่น การเรียนรู้วัฒนธรรม และการเปิดใจกว้างโดยไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ไม่อย่างนั้น การหลงทางอยู่ในวังวนเดิมๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอแม้จะอยู่ในประเทศเดิมๆ ที่พูดภาษาเดียวกันก็ตาม







