
เป็นผู้นำคนเก่งและสุดเลิฟของผู้ตามอย่างยั่งยืน (จบ)
สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนคุยถึงเรื่องที่ อลิสัน กรีน ได้รวบรวมศึกษาประสบการณ์ของผู้นำหลากหลายองค์กรที่ประสบความสำเร็จ
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ อีพีเอ
สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนคุยถึงเรื่องที่ อลิสัน กรีน ได้รวบรวมศึกษาประสบการณ์ของผู้นำหลากหลายองค์กรที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับการยอมรับและความเคารพรักจากผู้ตามอย่างยั่งยืนมาสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติ 12 ประการด้วยกัน ผู้เขียนอ่านพบบทความนี้รู้สึกมีสาระน่าสนใจจึงนำมาเล่าฝากท่านผู้อ่านจากทุกวงการไว้เป็นหลักประกอบการพิจารณาตัดสินว่าใครเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร และยังใช้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตัวเพื่อเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในใจของผู้ตามอย่างยั่งยืนอีกด้วย ซึ่งในคราวที่แล้วได้นำเสนอไป 4 ประการ คือ อย่าทำตัวอุบาทว์ กำหนดเป้าหมายหรือความคาดหวังให้ชัดเจน ต้องรักษาคำพูด และให้คำประเมินผลการทำงานแก่ลูกน้องอย่างสม่ำเสมอ
เรามาคุยถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อเป็นผู้นำคนเก่งสุดเลิฟอีก 8 ประการกันต่อเลยนะคะ
ประการที่ 5 ให้คนอื่นประเมินตัวผู้นำและทำให้เขามั่นใจว่าสามารถให้คำประเมินอย่างจริงใจกับคุณโดยไม่ต้องห่วงสวัสดิภาพของเขา (Ask for feedback and make it safe for people to be honest with you) ผู้นำหลายคนที่ผู้เขียนเคยพบมาไม่สนใจขอคำประเมินจากคนรอบข้าง สาเหตุสำคัญคือ มีอัตตาสูง คิดว่าตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่น หรือคิดว่าคนอื่นไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะประเมินตัวเอง และก็มีผู้นำอีกเป็นจำนวนมากที่ปากก็พูดไปอย่างนั้นให้ฟังดูดีว่าชอบฟังคำวิจารณ์ แต่พอได้ฟังคำประเมินแนวลบก็จะผูกใจเจ็บ เก็บความโกรธไปทวงความแค้นในภายหลัง จึงจำเป็นที่ผู้นำพึงสร้างระบบการให้คำประเมินแก่ผู้นำโดยที่คนประเมินไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวได้ก็จะเป็นการดี แล้วคุณจะได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวอย่างมากมาย
ประการที่ 6 มุ่งเน้นผลลัพธ์หรือเป้าหมายของงานเป็นหลัก (Stay focused on results) อย่าสร้างกฎระเบียบ ขั้นตอน หรือนโยบายที่ไม่จำเป็นหรือไม่ใช่สาระที่สำคัญให้มากมายเกินไปจนทำให้ลืมไปว่าจุดมุ่งหมายหลักคืออะไร องค์กรภาครัฐมักมีระเบียบป้องกันโน่นนี่มากมาย พอมีระเบียบมากๆเข้า ระเบียบหรือกฏข้อบังคับนั้นก็มารัดคอตนเองจนกระดุกกระดิกทำอะไรไม่ค่อยได้ ลองทบทวนกฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่แล้วพิจารณาว่าอะไรตัดออกไปได้ ก็ตัดออกไปเสียเพื่อที่ทีมงานจะสามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น สร้างผลงานได้มากขึ้น
ประการที่ 7 รู้วิธีทำงานสำหรับองค์กรที่รับผิดชอบให้สำเร็จ (Know how to get things done in your organizations) ผู้บริหารหลายคนมีความรู้สูง รู้เยอะแยะไปหมด แต่ไม่สามารถนำความรู้ที่มีมาบริหารและนำคนในองค์กรที่ตนรับผิดชอบบังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานจนบรรลุผลสัมฤทธิ์ แบบนี้เรียกว่าทำงานไม่เป็น เพราะแต่ละองค์กรก็จะมีวัฒนธรรมการทำงาน มีระบบงาน และที่สำคัญที่สุดคือมี “คน”ที่ ต่างจิตต่างใจ ผู้นำที่เก่งจะรู้วิธีประยุกต์ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ รู้จักหลักบริหารงาน และรู้หลักจิตวิทยาในการจูงใจคนให้ร่วมมือร่วมใจทำงานให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) พร้อมกันไปเลย
ประการที่ 8 ลดเรื่องละครน้ำเน่าลง (Minimize Drama) ใช่ว่าจะมีแต่สังคมไทยที่มีเรื่องนินทา อิจฉาริษยา ใส่ร้ายป้ายสียกพวกทะเลาะกันแบบในละครน้ำเน่า ฝรั่งก็มี เขาจึงบอกว่าคนที่เป็นผู้นำต้องสร้างระบบงานบริหารให้ดูมันชัดเจนโปร่งใส เรื่องเน่าๆ ดราม่าๆ จะได้ลดลงไป องค์กรที่มืออาชีพทำงานกันไม่ควรดราม่ามากค่ะ ผู้นำคนไหนที่รู้ตัวว่าออกแนวดราม่าก็จงลดบุคลิกภาพด้านนี้ลงให้มากๆ จะได้เพิ่มความสุขุมเยือกเย็นดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
ประการที่ 9 เจาะให้เจอว่าลูกน้องต้องการการสนับสนุนอะไรบ้างที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น (Figure out what people need to do their job better) คอยสอบถามพูดคุยและสังเกตการณ์ทำงานของลูกน้องจะได้ทราบว่าเขาต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนจากผู้นำในด้านอะไรบ้าง เช่น ทรัพยากร แรงงาน เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ หรือต้องการให้ผู้นำลงมาล้วงลูกในบางกรณีที่เขามีบารมีไม่พอที่จะจัดการเรื่องนั้นได้ด้วยตัวเอง
ประการที่ 10 อย่าเลี่ยงหลบเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ (Don’t avoid difficult decisions) ประเด็นนี้แหละเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญมากว่าใครเป็นผู้นำของจริงหรือเสแสร้ง เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบมากใครๆ ก็ตัดสินใจได้ แต่คนที่สามารถตัดสินใจในเรื่องคอขาดบาดตาย เรื่องความอยู่รอดขององค์กรหรือประเทศชาติ เรื่องที่มีผลกระทบกับคนหมู่มากได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ย้ำคำว่า “ทันต่อเหตุการณ์” นะคะ คนๆนั้นสมควรได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถ ผู้นำบางคนลูกน้องรักก็จริงเพราะใจดีมีเมตตา แต่พอถึงเวลาต้องเด็ดขาดก็หลบฉากไม่กล้าตัดสินใจ โยนให้คนอื่นรับถ่านร้อนไปแทน แบบนี้ไม่ใช่ผู้นำ ควรไปเป็นนักแสวงบุญอย่างเดียวอาจจะเหมาะสมกว่า
ประการที่ 11 ปฏิบัติต่อบุคลากรอย่างมีเมตตาอาทร (Treat people with passion) ผู้เขียนเคยแปลคำว่า “Passion” ว่าตรงกับคำว่า “ฉันทะ” ในพุทธศาสนา แต่ในกรณีนี้ อลิสัน หมายความว่า ผู้นำพึงให้เกียรติลูกน้องและคนรอบข้าง พึงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีเมตตา แม้ในวันที่คุณบอกเลิกจ้างเขา ก็ยังต้องปฏิบัติกับพวกเขาอย่างให้เกียรติ รักษาหน้ารักษาศักดิ์ศรีของพวกเขา สิ่งนี้จะบ่งชี้ถึงความเป็นมืออาชีพของผู้นำที่ไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์ชั่ววูบ สามารถรักษาอารมณ์และท่าทีกิริยาให้เหมาะสมได้ในทุกสถานการณ์
ประการที่ 12 ป้อนคำชมให้เป็น (Remember that you can’t give too much positive feedback) ใครๆ ก็ชอบคำชม ถ้าคนชมรู้จักชมอย่างจริงใจและถูกต้องตามกาลเทศะ บางคนสักแต่ว่าปากหวานชมไปเรื่อย แต่คนฟังที่ไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปจะรู้สึกได้ว่าคำชมนั้นคือคำป้อยอที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เขาก็จะรู้สึกว่าคุณไม่มีความจริงใจ ผู้นำที่จริงใจจะมองเห็นความดีหรือข้อดีของคนรอบข้างและสามารถหยิบยกข้อดีนั้นมาสรรเสริญได้ถูกต้องเหมาะสม คนรับคำชมก็จะปลื้มใจไปนาน
12 ประการนี้ ถ้านำแต่ละประเด็นมาวิเคราะห์ผู้นำของไทยเราทีละคนๆ ก็จะเห็นประจักษ์ว่าเพราะเหตุใดผู้นำคนนั้นจึงทั้งเก่งทั้งมีคนรักชื่นชมไม่รู้คลาย ทำไมบางคนจึงมีทั้งคนชังและคนชอบ และชอบเพราะอะไรหรือชังเพราะอะไร และทำไมบางคนจึงไปไม่ได้ไกล ใหญ่อยู่ประเดี๋ยวประด๋าวก็วูบตกขอบไป คำตอบหลายข้อหาเจอได้จาก 12 ประเด็นนี้เองค่ะ







