
นศ.กลุ่ม ‘กล้า กราวด์’ กล้าแสดงจุดยืนบนผืนดิน
สิ่งใดก็ตามที่คุณทำอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำคัญมากคือคุณได้ลงมือทำ” คำกล่าวของ มหาตมะ คานธี ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนชาวอินเดีย
โดย...วันวิสาข์ นาสิงห์
“สิ่งใดก็ตามที่คุณทำอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำคัญมากคือคุณได้ลงมือทำ” คำกล่าวของ มหาตมะ คานธี ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่เคยกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว ยังคงใช้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม
ปัจจุบัน ภาพนักศึกษาผู้อุทิศตัวเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปคลุกคลีเคียงข้างประชาชนมีให้เห็นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยุค 14 ตุลาฯ ซึ่งการทำเพื่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพราะต้องอาศัยความเสียสละหลายๆ ด้าน บางครั้งอาจทำให้ตัวเองได้รับอันตราย ทำให้หลายคนคิดหนัก ไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่นสักที ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนจะไม่มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือแต่อย่างใด หากแต่ว่าผู้ที่ออกมาลุยนับว่าต้องอาศัยความกล้าที่น่ายกย่อง
เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังการมีส่วนขับเคลื่อนสังคมของนักศึกษาก็ลดน้อยถอยลงพร้อมๆ กับความเจริญทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม จากยุคดอกไม้เพื่อมวลชนเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generation ME
ทว่าในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังคมเห็นการปรากฏกายของนักศึกษาในหลายครั้ง เช่น การลุกฮือออกมาแสดงพลังคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ของนักศึกษาและสถาบันการศึกษาหลายแห่งเป็นวงกว้าง
ก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มนักศึกษา “ดาวดิน” จากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่คุกเข่าขอร้องตำรวจ ขอเข้าไปวัดโพนทอง ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ซึ่งเป็นสถานที่จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นและกำหนดขอบเขตแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพื่อประกอบการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่กล้าออกมายืนแถวหน้าประกาศจุดยืนชัดเจน สู้เพื่อผืนป่าและชุมชน อยู่เคียงข้างพร้อมกับเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนและเข้าร่วมกับชาวบ้านเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปยังศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อไปร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดการน้ำที่ทางรัฐบาลเป็นผู้จัด ซึ่งทำให้ผู้คนสนใจพวกเขาได้ไม่น้อย
พวกเขาเรียกกลุ่มของตัวเองว่า “กล้า กราวด์” (Gla Ground) ซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษากลุ่มเล็กๆ จากเครือข่ายนักศึกษาใน จ.เชียงใหม่ โดยหลักๆ จะเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมีเพื่อนจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในจังหวัดภาคเหนือ ทั้งหมดมารวมตัวโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะประเด็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อม
สำหรับชื่อกลุ่มนั้น มาจากการรวมกันของคำว่า “กล้า” หมายถึง ความกล้าหาญชาญชัย ความกล้าแสดงออก และ “กราวด์” หมายถึง คนบนดินธรรมดาที่เรียกร้องสิทธิให้คนบนดินและธรรมชาติ
พวกเขาพูดคุยเรื่องปัญหาเหล่านี้กันมานาน แต่จำนวนคนยังมีน้อย ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้สะดวกนัก จนมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากขึ้น จึงก่อตั้งเป็นกลุ่มกล้า กราวด์ หลังจากนั้นราว 1 อาทิตย์ต่อมา ก็มีกิจกรรมคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม โดยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยหากจะทำการสร้างบนพื้นที่แห่งนั้นและพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับชาวปกากะญอ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบหนักอย่างแน่นอนจากการสร้างเขื่อน รวมทั้งได้จัดกิจกรรมเสวนา “ค่าคนค่าเขื่อน” เพื่อเปิดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชาวบ้าน อ.แม่แจ่ม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันตีความว่าเราให้ “ค่าคน” หรือ “ค่าเขื่อน” มากกว่ากัน ถัดมาคือการร่วมแสดงความเห็นในการประชาพิจารณ์โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง
เก้า (น.ส.ธรรมนิจ ศุภกิจเจริญ) เบญ (น.ส.เบญจพรรณ มะโนหาญ) กัน (น.ส.สุกัญญา อุ่นใจ) และ ปู (น.ส.ทัศนีย์ ปัญญาคำ) คือผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มกล้า กราวด์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า เริ่มจากการพบปะพูดคุยกันหลายครั้ง แต่ละคนล้วนมีสิ่งที่เชื่อมถึงกัน นั่นคือ ความต้องการแสดงออกถึงจุดยืนของตัวเอง ที่อยากจะก้าวออกมาเผชิญหน้าความจริงและการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
“เก้า” เป็นประธานชมรมอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์ หรืออาสาฯ กลาง มช. ส่วน “ปู” และ “เบญ” เป็นเพื่อนที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน ทั้งสองเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา นอกจากนี้ยังเคยไปเป็นนักศึกษาฝึกงานที่สถานีวิจัยพันธุ์สัตว์ป่าเขานางรำ ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ทำให้ปูและเบญค่อนข้างจะผูกพันกับป่า โดยเฉพาะป่าแม่วงก์ที่พวกเธอได้เห็นการทำงานอย่างใกล้ชิดของพี่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานหนัก ลงพื้นที่แม่วงก์และสัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทำให้พวกเธอตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เอาไว้
ทั้งสามรู้จักกันจากการที่เก้าได้เจอปูและเบญในฐานะสมาชิกชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะห้องชมรมอยู่ใกล้กัน เดินสวนกันประจำบนอาคารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีโอกาสได้พบปะไปออกค่ายด้วยกันและได้พูดคุยกันบ้าง
ขณะที่ “กัน” ไม่รู้จักทั้งสามคน ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมชมรมกลาง แต่เธอสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว พอได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเดินรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ เธอก็เกิดความสนใจอยากศึกษาหาข้อมูล และพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เธอต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน
แต่ที่เธอแปลกใจที่สุดก็คือ ทำไมนักศึกษาโดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เธอเรียนอยู่ จึงไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เธอจึงทำการตั้งเพจที่ชื่อว่า “ชาว มช. ร่วมคัดค้านเขื่อนแม่วงก์” ขึ้นมา แล้วพยายามอธิบายให้กับเพื่อนๆ ได้เห็นถึงความสำคัญของการคัดค้าน เธอลงทุนด้วยเงินของตัวเองติดป้ายตามคณะต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นได้รู้จักเพจมากขึ้น หากว่าจำนวนยอดที่กดไลค์มีเพียงหลักร้อย แต่เธอก็เชื่อว่าคนที่กดไลค์เพราะต้องการมีส่วนร่วมจริงๆ และแน่นอน เพจแห่งนี้นี่แหละที่ทำให้เธอได้รู้จักกับเก้า ปู และเบญ
แม้ว่าทุกคนจะมีอุดมการณ์เปี่ยมล้น แต่การรวมตัวให้เกิดพลังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาผ่านการล้มลุกคลุกคลานมานักต่อนัก เรื่องที่เพียงแค่คุยกันในกลุ่มเล็กๆ ได้กลับกลายเป็นรูปร่างขึ้นมา เบญ บอกว่า ราวกับฝันเป็นจริง เพราะเธอได้ทำในสิ่งที่อยากทำเสียที นั่นคือการออกมาแสดงจุดยืนและได้ช่วยเหลือชาวบ้านด้วย เนื่องจากหลายปีก่อนเธอเคยให้คำมั่นที่สวยหรูไว้กับชาวบ้านแก่งเสือเต้น แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่มีกำลังมากพอที่ช่วยเหลือพวกเขา สิ่งเหล่านั้นยังคงสร้างความเสียใจให้เธอเสมอมา ในวันนี้เธอมีโอกาสแล้ว ก็อยากจะทำให้เต็มที่ที่สุด
จุดเริ่มต้นของสมาชิกกลุ่มคือ ความสนใจผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป กระทั่งมีรุ่นพี่ที่เป็นนักวิชาการเล่าให้ฟังถึงปัญหาใกล้ตัวอย่างการสร้างเขื่อนที่ อ.แม่แจ่ม ซึ่งก็เป็นปัญหาหนักเช่นกัน เพราะชาวบ้านไม่ต้องการการสร้างเขื่อน มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะไม่มีทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน รวมถึงผืนป่าที่พวกเขาช่วยกันดูแลมาตลอดหลายร้อยปี
ทั้งนี้ สมาชิกแรกเริ่มที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเพียง 8 คน แต่ก็ไม่ย่อท้อ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ซึ่งทำให้พวกเขาตกใจมาก เพราะชาวปกากะญอโดยธรรมชาติแล้วใจดี มีน้ำใจ แต่พวกเขากลับแสดงท่าทีหวาดระแวงว่าจะเข้าไปสร้างเขื่อนหรือไม่ ชาวบ้านมีการรับมือด้วยวิธีของตัวเองด้วยการติดป้ายทุกบ้านว่าไม่ต้องการเขื่อน แสดงพลังชัดเจนจนนักศึกษากลุ่มนี้รู้สึกว่า ถ้าไม่อยู่เคียงข้างชาวบ้านก็คงจะไม่ได้เสียแล้ว เพราะจากภาพที่เห็นชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ และพร้อมที่จะสู้ยิบตาเพื่อผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยและผืนป่า
ปัจจุบัน กลุ่มกล้า กราวด์ มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 30 คน และยังมีคนที่สนใจอีกหลายร้อย โดยสามารถติดตามข่าวสารของพวกเขาได้จากเพจ “Gla Ground”
สิ่งที่กลุ่มกล้า กราวด์ ย้ำก็คือ การศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนไปพร้อมกับการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจริงๆ ศึกษาผลกระทบให้ครบถ้วน ไม่เชื่อข้อมูลที่มีเพียงคำพูด แต่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ภาพที่คนข้างนอกมองไปยังพวกเขา อาจจะมองว่าพวกเขามีความกล้าหาญ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาก็ต้องต่อสู้หลายอย่าง มีหลายเรื่องที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนจนกระทั่งได้พบเจอกับตัวเอง ไม่ว่าจะการเดินขบวนที่ต้องเตรียมวิธีการรัดกุมเพื่อความปลอดภัยของทุกคนขณะเดิน หรือภาวะกดดันจากฝ่ายตรงข้ามซึ่งปูพูดอย่างติดตลกว่า “เพราะเราไม่คิดอะไรเลย เราไม่คิดว่าเราจะต้องเจออะไรที่กดดันมากขนาดนี้ เราแค่คิดว่าเราจะทำ แค่นั้นเอง” นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ เธอบอกอีกด้วยว่า “ถ้าคิดมากกว่านี้ ก็อาจจะไม่ได้ลงมือทำก็ได้ เพราะกังวลมากเกินไปจนอาจจะไม่อยากทำแล้วก็ได้”
ระหว่างการทำงาน สิ่งที่ได้นอกเหนือจากความอิ่มใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว พวกเขายังได้รับมิตรภาพดีๆ อีกด้วยจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็เข้ากันได้ดีเพราะมีหลายสิ่งคล้ายกันที่เชื่อมโยงให้พวกเขาได้สนิทกันเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยต่อเติมพลังให้พวกเขาอยากจะสู้ต่อไปเรื่อยๆ
ในอนาคต พวกเขาวางแผนจะขยับไปศึกษาข้อมูลผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่ขาน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนเช่นเดียวกันกับที่ อ.แม่แจ่ม โดยที่ยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่จะวิเคราะห์กันด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยของคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ แต่ทุกชีวิตก็ล้วนมีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้น ทั้งป่าทั้งคนที่อยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน
กลุ่มกล้า กราวด์ อาจเป็นภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าในการแสดงจุดยืนอย่างมีเหตุผล ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้ หลายคนก็คงอยากจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองหรือผดุงความยุติธรรมไม่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อยากให้มองถึงประโยชน์ส่วนรวมให้มาก ทำราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับยุคที่ข่าวสารรวดเร็ว การกลั่นกรองข้อมูลก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย สิ่งที่พวกเขาทำหวังแต่เพียงจะช่วยสะกิดสังคมเบาๆ ให้สนใจปัญหาใกล้ตัวบ้างไม่มากก็น้อย
การที่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เริ่มได้ง่ายๆ จากเรื่องใกล้ตัวเสียก่อน แม้จะเล็กน้อย แต่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะ“สิ่งใดก็ตามที่คุณทำอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำคัญมากคือ คุณได้ลงมือทำ”มหาตมะ คานธี น่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จากการลงมือทำ







