
"มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์"บนเส้นทางคนทำงาน
การออกกำลังกายสำคัญครับ ไม่ว่าจะวัยไหน คนที่ออกกำลังกายยังไงๆ ปัญหาเรื่องความเจ็บ ปวดเมื่อย น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายอยู่แล้ว
การออกกำลังกายสำคัญครับ ไม่ว่าจะวัยไหน คนที่ออกกำลังกายยังไงๆ ปัญหาเรื่องความเจ็บ ปวดเมื่อย น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายอยู่แล้ว
โดย...รัฐพร คำหอม
เพราะอยากให้คนไทยมีทางเลือกในการรักษาความเจ็บป่วย โดยที่ยังไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด ศาสตร์ในเรื่อง ไคโรแพรคติก การจัดกระดูกให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง จึงเป็นสิ่งที่ ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ หรือ หมอรุจน์ กรรมการผู้จัดการ ไคโรเมด สหคลินิก ให้ความสนใจและตัดสินใจศึกษาในด้านนี้อย่างจริงๆ จังๆ
เมื่อจบกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เขาตัดสินใจเริ่มต้นกับคลินิกขนาดกะทัดรัด จนวันนี้มาเป็น ไคโรเมด ศูนย์แห่งการรักษาอาการผิดปกติด้านโครงสร้างของร่างกาย ระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายกลับมามีประสิทธิภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหตุที่เขาสนใจเป็นแพทย์ผู้รักษาทางด้านนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของความรู้ที่คนไทยยังมีความรู้ไม่ทั่วถึง ซึ่งปัญหาโรคภัยความเจ็บปวดของคนไทยกว่า 90% เป็นปัญหาความเจ็บปวดจากโครงสร้างของร่างกายเกือบทั้งนั้น และแน่นอนว่าการรักษาก็มีหลายรูปแบบ ด้วยวิวัฒนาการที่ล้ำสมัย เครื่องมือรักษาทางการแพทย์ แต่ไคโรแพรคติกที่เป็นศาสตร์ที่คนเรารู้จักมาเป็น 100 กว่าปี ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง
“สิ่งที่ทำให้คนเราเกิดความปวดเมื่อย จนลุกลามไปเป็นความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา จริงๆ เกิดจากการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ของคนเราทุกวันนี้ที่เป็นอันตราย การมีชีวิตที่เร็วเกิน เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกที่มากมาย ชีวิตคนทำงานที่วันๆ อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ การที่เราขาดความสนใจกับร่างกาย แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมีการใช้ร่างกายอย่างหนัก และแบบผิดๆ ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม และที่สำคัญทำให้โครงสร้างหลักคือกระดูกสันหลังบิดเบี้ยวไป พฤติกรรมการเดิน นอน นั่ง มันเกี่ยวข้องกันไปหมด ที่ทำให้เราเกิดความเจ็บปวดรุนแรง ซึ่งก็ต้องมาให้คำแนะนำ และจัดร่างกายเสียใหม่ให้ใกล้เคียงกับที่เป็นมาแต่เดิม นี่คือคร่าวๆ ในแนวทางการรักษา”
การรักษาของไคโรเมดที่นำศาสตร์หลายๆ ด้านมาผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกายภาพบำบัด เวชศาสตร์การกีฬา จึงมีจำนวนผู้รักษาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังไคโรเมด สหคลินิก เปิดขึ้นมาเต็มรูปแบบได้ปีกว่าๆ ทำให้แต่ละวันของหมอรุจน์ คือ การทำงาน งาน และก็งาน จึงไม่แปลกใจที่เมื่อเขาเอ่ยปากว่ายังโสด กับวัยสามสิบปลายๆ
“ผมยังรู้สึกสบายดี และโอเคกับชีวิต ที่ให้ไปกับงาน การทำงาน 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ อยากให้คนไทยมีความรู้ในเรื่องไคโรแพรคติกกันมากๆ ว่างๆ ผมก็เขียนบทความในการดูแลการใช้ร่างกายให้ถูกต้อง การลุก นั่ง ยืน ยกของ การใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร สังคมบ้านเรามีเด็กอ้วนมากขึ้น ถึงจะน่ารักแต่ไม่ใช่สิ่งดีกับสังคม ผมยังมองไปถึงอนาคต เป็นแผนงานของผมเลยที่อยากให้มีสถาบันการเรียนการสอนโดยตรงในเรื่องนี้”
ที่หมอรุจน์ย้ำคือเรื่องการออกกำลังกาย เราเห็นหมอรุจน์ทำงานมากขนาดนี้ เลยเอ่ยปากถามออกไปว่า แล้วได้ออกกำลังกายอย่างไรบ้าง หมอรุจน์ บอกว่า “น้อยลง” เรายังไม่ทันแซวต่อ หมอรุจน์ต่อทันทีว่า เมื่อก่อนออกกำลังกาย 4-5 วันต่อสัปดาห์ แต่ปัจจุบันลงมาเหลือ 2-3 วันต่อสัปดาห์ แค่นี้ก็เรียกเสียงอุทานจากเราได้แล้ว ก็แหม...ตามประสาคนแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลยเนื่องจากการงานตามสไตล์คนเมือง เมื่อได้ยินคำว่าน้อยของหมอรุจน์ว่าตั้ง 2-3 วันต่อสัปดาห์ หมอรุจน์เลยฝากให้มองเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องของเวลาไม่มี เพียงแต่คนเราส่วนใหญ่ในวัยทำงานไม่ยอมจัดสรรให้มีเวลาเองต่อการออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่ทุกคนทำได้
“การออกกำลังกายสำคัญครับ ไม่ว่าจะวัยไหน คนที่ออกกำลังกายยังไงๆ ปัญหาเรื่องความเจ็บ ปวดเมื่อย น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายอยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ความเจ็บปวด การเสื่อมสมรรถภาพของร่างกายก็จะไม่เป็นสิ่งที่มารบกวนชีวิต”
ในบทบาทที่เขาเลือกเองในการเป็นหมอที่มาเป็นทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วย แม้จะเหนื่อยบ้างในแต่ละวัน แต่ไม่เคยท้อ รอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าอยู่เสมอ กับแนวทางการทำงานที่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ความล้มเหลวหากเกิดขึ้นเขาไม่ล้มเลิก แต่ถามตัวเองว่า เต็มที่กับมันหรือยัง เห็นเขาอยู่กับงานอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจเรื่องการบ้านการเมือง หากลองเปิดบทสนทนาเขาก็มีความคิดเฉียบขาดเช่นกัน เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นาน และเขาได้ฝากทิ้งท้ายอย่างน่าฟัง
“คนเราต้องมีทั้งให้และรับ เราควรต้องรักตัวเองให้น้อยลงหน่อย แต่ให้ความรักกับประเทศ ทำอะไรเพื่อประเทศกันให้มาก เราก็จะก้าวถึงประชาธิปไตยกันได้ไม่ยากเลย”







