posttoday
ที่สุดแห่งความสุข เราไม่มีเรา

ที่สุดแห่งความสุข เราไม่มีเรา

10 ธันวาคม 2556

ความเข้าใจในเชิงสัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจในระดับเหตุผล ที่อ่านอยู่นี้เป็นความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น ฉะนั้นการสลายอัตตาที่แท้จริง

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

เข้าใจถ่องแท้ ต้องลงมือปฏิบัติ

ความเข้าใจในเชิงสัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจในระดับเหตุผล ที่อ่านอยู่นี้เป็นความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น ฉะนั้นการสลายอัตตาที่แท้จริง จะต้องเกิดจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน เวลาที่เรานั่งวิปัสสนา อยากจะให้ลองนั่งนานขึ้นกว่านี้อีก ถ้ามันปวดขึ้นมา อย่าเพิ่งเปลี่ยนอิริยาบถ นั่งไปก่อนให้มันปวดถึงที่สุดไปก่อนแล้วก็ดูเฉยๆ ดูความปวดเฉยๆ เดี๋ยวมันจะหายไปเอง ทำไมมันหายไป เพราะมันเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตน มันก็แค่เกิดมา ตั้งอยู่แล้วดับไป มันก็เป็นแค่นั้น

ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้จากการปฏิบัติโดยตรง วันหนึ่งอัตตาเราจะน้อยลงๆ ตอนนี้วิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ กำลังรับรองทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา เขากำลังค้นพบอนุภาคฮิกส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่เซิร์นเพิ่งแถลงข่าวออกไปว่าค้นพบอนุภาคนี้ และเจ้าอนุภาคนี้เองมารองรับในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าสรรพสิ่งเป็นเพียงความว่าง

เห็นไหม ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญ ก็สามารถอธิบายสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากขึ้น แต่เราท่านทั้งหลายไม่ต้องรอโครงการวิทยาศาสตร์จากยุโรปหรือเซิร์นมารับรองหรอก เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้แล้ว เพียงแค่เราเข้าใจขันธ์ 5 ว่าเป็นเพียงก้อนแห่งความว่าง ความยึดมั่นถือมั่นของเราจะลดลง ตัวเราจากที่เกิดเหตุอะไรขึ้น เราจะเอาอัตตาไปกระทบตลอดก็จะลดลง ถ้ากระทบอยู่ก็กระทบเบาๆ ถ้ารู้อยู่ก็ปรุงแต่งน้อยลง ถ้าเป็นทุกข์อยู่ก็ทุกข์น้อยลง ถ้าเผชิญอยู่แต่จะปวดน้อยลง มันจะเบาลงๆ และในที่สุดสิ่งที่จะมารับกระทบแทบไม่เหลือหรือหายไปเลย ซึ่งถ้าหายไปเลยก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง

ฉะนั้นความเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้เราหายจากโรค อยากเห็นตนเป็นคนสำคัญ เราจะกลายเป็นคนธรรมดาๆ แต่มีความสุขที่ไม่ธรรมดา นี่แหละคือสาระสำคัญของการเข้าใจเรื่องอัตตาให้เป็นอนัตตา

สองจิตที่ควรพิจารณา

ในบรรดาขันธ์ 5 มันจะมีตัวปั่นและตัวป่วน ตัวการใหญ่ของสังขารคือสิ่งที่เรียกกันว่า จิต และจิตหรือเจตนานี้ ครอบงำชีวิตเราทั้งชีวิต

จิตในพุทธศาสนาก็เหมือนปรัชญาตะวันตก มีสองจิต จิตตามปกติคือวิถีจิต หรือที่เราเรียกว่า จิตสำนึกนั่นเอง กับอีกจิตหนึ่งที่เราเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในนั้น ก็คือจิตใต้สำนึก ภาษาพระเรียกว่า ภวังคจิต การเข้าสังคมได้อย่างไม่ประดักประเดิด อันนี้คือการทำงานของจิตสำนึกหรือวิถีจิต เป็นจิตที่รู้อะไรควรไม่ควร

อีกจิตหนึ่งเป็นจิตที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่าง มหายานเรียกว่า อารยวิญญาณ เป็นคลังแห่งความรู้ คลังแห่งประสบการณ์ และคลังแห่งกิเลส ตัวนี้เองที่เป็นปัญหา มันจะมีหลายสิ่งหลายอย่าง หลากหลายประสบการณ์ซึ่งในยามปกติเราไม่แสดงออก เช่น เราอยากด่าคน แต่เราเก็บไว้ เราไม่ด่า เราเกลียดคนนี้ แต่เราเก็บไว้ไม่แสดงออก จริงๆ เราเกลียดเขามาก เขาเดินมาสิบเมตร เรากระซิบเพื่อนแกดูสิมาอีกแล้ว นั่นแหละตัวปัญหา แต่พอมาห้าเมตร โอโหมาได้ยังไง คิดถึงมากเลยนะ จิตใต้สำนึกกับจิตสำนึกแสดงออกไม่เหมือนกัน

ถ้าจะเปรียบให้เห็นง่ายๆ จิตสำนึกคือห้องรับแขก เป็นห้องที่สวย เวลาแขกไปใครมาอยากเชิญเข้าห้องรับแขก เป็นห้องที่เราคิดว่าสวยที่สุด เราพร้อมจะต้อนรับใครต่อใครก็ได้ นี่คือจิตสำนึก เป็นจิตปกติ

ส่วนอะไรต่างๆ ที่เราซ่อนเอาไว้ในจิตใต้สำนึก อาตมาขอเปรียบว่าเป็นห้องโกดังหรือห้องเก็บของ ปกติห้องเก็บของจะรกมาก ห้องเก็บของนั่นแหละเป็นห้องที่เก็บทั้งกิเลสและคุณธรรม เราเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในนั้น รู้ไหม ทำไมเราต้องมาฝึกเจริญสติ เพราะเราต้องการชำระห้องเก็บของ ห้องเก็บของจะส่งกิเลสชนิดต่างๆ ขึ้นมาเสมอเวลาที่เราขาดสติ

เช่น เวลาเห็นคนอื่นได้ดี จิตใต้สำนึก หรือห้องเก็บของจะส่งริษยาขึ้นมา หรือตอนเป็นเด็กเราไปโรงเรียนถูกเพื่อนรุมซ้อม อัดเข้ามุมนอนแอบอยู่ครึ่งวันในมุมห้องนั้น จากนั้นมาเรากลายเป็นผู้ใหญ่ ผ่านมายี่สิบปีเราก็ยังเป็นโรคกลัวความมืด เจอสิ่งที่เป็นความรุนแรงและเลือกไม่ได้ แต่ในยามปกติเราก็ใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าเจอมุมมืดๆ เรารับไม่ได้

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง