
วิถีจิตวิถีธรรมในสติปัฏฐาน...ตามแนวอานาปานสติ (ตอน ๑๖)
แม้อาการที่ยกขึ้นสู่จิต ณ ขณะนี้ เมื่อเรากำหนดรู้ลมเข้าออก และมีอาการยกขึ้นสู่จิต จิตเสวยในอารมณ์นี้ ก็คือ ปีติและสุข มันก็เกิดขึ้นอย่างมีปัจจัยของมัน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
แม้อาการที่ยกขึ้นสู่จิต ณ ขณะนี้ เมื่อเรากำหนดรู้ลมเข้าออก และมีอาการยกขึ้นสู่จิต จิตเสวยในอารมณ์นี้ ก็คือ ปีติและสุข มันก็เกิดขึ้นอย่างมีปัจจัยของมัน เมื่อปัจจัยเกิดขึ้นได้ ปัจจัยนี้สิ้นไป สภาพธรรมนี้ก็ต้องสิ้นไป
การกำหนดรู้สภาพธรรมดังกล่าว ก็ให้รู้ไปตามลำดับ ไม่ใช่อยากรู้แต่ให้รู้ตามสภาพที่เป็นไปตามความจริงที่ปรากฏเป็นอยู่เช่นนั้น เหมือนเรานั่งมองดูสิ่งนี้เดินผ่านไปผ่านมา จะผ่านซ้ายผ่านขวาก็เป็นเรื่องของการเดินทางไปมา แต่เรารู้ว่ามันผ่านซ้ายผ่านขวาเดินไปมา ชายหญิงวัวควายก็รู้เป็นไปตามสภาพอย่างนั้นๆ
อะไรเกิดขึ้น ณ เบื้องหน้านี่แหละ เราก็รู้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างเป็นธรรมดา โดยไม่ต้องไปค้นคว้าว่ามันคืออะไร รู้เท่าไหนก็รู้แค่นั้นจนรู้ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น และเห็นอะไร... เห็นความจริงในความรู้นั้นต่างหาก ความจริงที่เกิดจากความรู้นั้นคืออะไร... คือความเกิดความดับ สิ่งที่เกิดขึ้นตามปัจจัย
เมื่อปัจจัยสิ้นไป สิ่งนี้ก็สิ้นไป อารมณ์ที่ยกขึ้นสู่จิตที่เกิดขึ้นปรุงแต่งจิต เรียกว่า จิตสังขาร และลำดับไปสักพักหนึ่ง เราจะเห็นความจริงว่า...
เมื่อมันเกิด ปัจจัยมันแปรไปเปลี่ยนไปเพราะความประณีตละเอียด มากขึ้น มากขึ้น
... จิตก็จะเปลี่ยนสภาพธรรมไปตามความละเอียดประณีต มากขึ้น มากขึ้น
... อำนาจสติปัญญา ก็จะมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพธรรมเหล่านี้ มันเป็นภาวะธรรมที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน อย่างละเอียดและประณีตมาก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะจิตนั้นมีสภาพธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นสภาพธรรมของการก่อตัวเกิดขึ้นที่จิตเสวย และก็สูญสิ้นไปหรือระงับไป
เมื่อมันเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็แล้วแต่ เราก็รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพธรรมนั้นๆ หน้าที่เราคือ เราเห็นความเกิดความดับ ความเกิดความดับ เพื่อเข้าไปให้ถึงความจริงว่า...
ธรรมทั้งปวงนี้ ไม่เที่ยง...
ธรรมทั้งปวงนี้ ไม่ใช่ตัวตน...
และธรรมทั้งหลายนั้น ไปยึดถือแล้ว เป็นทุกข์
การเข้าเห็นถึงซึ่งความจริงดังกล่าว เรียกว่า เห็นสามัญลักษณะของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถ้ารู้แจ้งจริงตามที่เห็นนี้ จบความไม่รู้ทันที เพราะความรู้จริงในพระพุทธศาสนา คือ การรู้เข้าถึงกฎความจริงในข้อนี้คือ ความเป็นไปตามสามัญลักษณะของธรรมชาติ ที่เรียกว่า พระไตรลักษณะญาณ
แต่การจะรู้ตรงนี้ได้ จิตที่ละเอียดประณีตจากการกำหนดรู้ลงไปที่ลมหายใจคู่หนึ่ง ก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก อันเป็นที่ตั้งของจิตอย่างไม่ทิ้งฐาน เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความประณีต เพิ่มพูนสติและเกิดปัญญาขึ้น... ณ บัดนี้ สติที่ทำให้จิตมีความตั้งมั่น แต่มีความตั้งมั่นที่มีปัญญาประกอบเกิดขึ้น จนสามารถที่จะเห็นแจ้งจริงในความเกิดความดับ จนหยั่งรู้ลงไปเห็นความเกิดขึ้นและดับไป สตินี้กำหนดรู้ แต่ญาณนี้หยั่งรู้ หยั่งรู้จนเกิดองค์ความรู้ขึ้น เป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในจิตดวงนั้น และได้เห็นแจ้งจริง จึงต่อสืบเนื่องว่า... จิตที่มีสภาพแห่งความสงบระงับนี่จะมีลักษณะเป็นอย่างนี้
ดังนั้น ทุกลมหายใจเข้าออก เราก็จะเห็นสภาพจิตที่มันระงับแล้ว จากความเป็นสภาพแห่งความปรุงแต่ง มันก็จะมีความนิ่งสงบลง มันเป็นจิตที่มีสภาพอย่างไร... มันเปลี่ยนแปลงอย่างไร... มันสงบอย่างไร... หลังจากความเปลี่ยนแปลงแล้วมันให้สภาพธรรมอย่างไร... เรารู้ตามสภาพธรรมของจิตนั้นๆ
... จนที่สุดแห่งความประณีต จิตนั้นค่อยๆ ละเอียดลง ละเอียดลง... คลายออกจากสภาพแห่งความปรุงแต่ง คลายออกจากสภาพแห่งความเป็นอกุศลทั้งหลาย จนจิตเป็นจิตที่เป็นกุศลจริงๆ เป็นจิตที่มีสภาพพร้อมที่จะทำปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นได้... ไม่ว่าจิตนั้นจะมีลักษณะอย่างไรเราก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางความที่สงบระงับและประณีต เป็นกุศลจิต เช่น
ถ้าจิตที่เป็นราคะ มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น ไม่มีราคะ
... จิตโทสะ ก็จะระงับความเป็นโทสะ
... จิตโมหะ ก็จะระงับความเป็นโมหะ
... จิตที่มันฟุ้งซ่าน ก็สงบลง
... จิตที่มันหย่อน มันก็จะยิ่งขึ้น
... จิตที่แคบๆ มันก็กว้างขวางขึ้น
... จิตที่มันไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่นขึ้น
... จิตที่มันข้องยึดติด ก็ไม่ข้องยึดติด
มันก็เห็นสภาพจิตที่เป็นฝ่ายของกุศลจิตเกิดขึ้น และมันปรับภูมิของจิตให้มีความพร้อมยิ่งขึ้นได้ เพราะปัญญามันเข้ามาควบคุมในอำนาจการรู้นั้นแล้ว จึงพัฒนาให้จิตนั้นมีความบันเทิงรื่นเริงยินดี โดยการสูดลมหายใจเข้า แล้วปรับจิตอีกครั้งหนึ่ง ตั้งจิตให้มันสงบนิ่งรวมลงไปอย่างมีความรู้ รู้แล้วบันเทิงรื่นเริงยินดีในการทำงานของจิตนั้นทุกลมคู่หายใจเข้าออก มันก็จะปรับสภาพจิตให้มีความพร้อมที่จะรวมตัวตั้งมั่นอย่างมีความรู้เข้าไปในความตั้งมั่นนั้น คือ มันไม่ได้สงบอย่างนิ่ง อย่างไม่รู้ แต่มันรู้ในความสงบนั้นเกิดขึ้น หรือรู้ในความตั้งมั่น







