posttoday
การรู้แจ้งในความโง่ ธัมมะที่ควรศึกษา!! (ตอน ๑๒)

การรู้แจ้งในความโง่ ธัมมะที่ควรศึกษา!! (ตอน ๑๒)

03 ตุลาคม 2556

ลำดับนั้น อชิตมานพมีความโสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ลำดับนั้น อชิตมานพมีความโสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง เหมือนที่พระสงฆ์ลดไหล่เข้ากราบพระพุทธรูปหรือทำวัตร ต้องลดไหล่ลงข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทยุคลด้วยเศียรเกล้า กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีผู้เจริญ มีจิตเบิกบาน ดีใจ พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย ขอไหว้พระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้า”

นี่เป็นการแสดงความนอบน้อมถวายนมัสการ ด้วยความเคารพเลื่อมในอันไม่มีประมาณของอชิตมานพ ด้วยพระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาตามที่ได้ถามในเบื้องต้น

สืบต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบตามการถวายความเคารพของอชิตะว่า “ดูก่อนมานพ พราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด แม้ถึงท่านก็จงเป็นผู้มีความสุขเถิด จงเป็นอยู่สิ้นกาลนานเทอญ ก็ท่านทั้งหลายมีโอกาสอันเราได้กระทำแล้ว ปรารถนาในใจเพื่อจะถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง ก็จงถามความสงสัยทุกๆ อย่างของพราหมณ์พาวรี หรือของท่านทั้งปวงเถิด”

อชิตมานพมีโอกาสอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำแล้ว จึงนั่งลงประนมอัญชลี ทูลถามคำถามปัญหา ณ พระที่นั่ง โดยคำถามของอชิตมานพในปัญหาที่หนึ่ง ซึ่งอาตมาจะยกมากล่าวแสดงในกาลครั้งนี้เพียงปัญหาเดียว เพื่อความเหมาะควรแก่เวลา จากคำถามที่อชิตมานพได้กราบทูลปุจฉาว่า

“โลก คือ หมู่สัตว์ อันอะไรปิดบังไว้ จึงหลงในที่มืด เพราะอะไรเป็นเหตุ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาว่า...

“โลกคือหมู่สัตว์อันอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งเบียดบังไว้แล้ว จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด เพราะความอยากมีประการต่างๆ และความประมาทเลินเล่อ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ เรากล่าวว่า ความอยากเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกให้ติดอยู่ และกล่าวว่าทุกข์เป็นภัยใหญ่หลวงของสัตว์โลกนั้น”

อชิตะได้ทูลถามต่อว่า

“อะไรเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยากอันเป็นดุจกระแสน้ำหลั่งไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ความอยากนั้น จะละได้เพราะธรรมอะไร”

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า

“เรากล่าวว่า สติเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยากนั้น และความอยากนั้นจะละได้เพราะปัญญา”

อชิตะ ได้ทูลถามต่อว่า

“ปัญญา สติ กับนามรูปนั้น จะดับไป ณ ที่ไหน ข้าพระพุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

“เราจะแก้ปัญหาที่ท่านถามถึงที่ดับนามรูปสิ้นเชิง ไม่มีเหลือแก่ท่าน เพราะวิญญาณดับไปก่อน นามรูปจึงดับไป ณ ที่นั้นเอง”

อชิตะทูลถามต่อว่า

“ชนผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว และชนผู้ยังต้องศึกษาอยู่ สองพวกนี้มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถามถึงความประพฤติของชนสองพวกนั้น พระองค์ทรงมีปัญญาแก่กล้า ขอทรงตรัสแก่ข้าพเจ้าเถิด

ทรงตรัสตอบว่า

“ภิกษุผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว และชนผู้นั้นยังเป็นผู้ศึกษาอยู่ ต้องเป็นคนไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ”

นั่นคือคำถามในโสฬสปัญหา เป็นปัญหาที่ ๑ ที่ถามโดยอชิตมานพ ที่ยกขึ้นกล่าว ณ ที่นี้เพียงปัญหาเดียว จริงๆ แล้วเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแทงตลอดจบสิ้น ให้จิตของผู้ฟังนั้นเข้าถึงธรรมอันสูงสุด ถึงซึ่งความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะได้แสดงถึงเรื่องของสติ คือ เครื่องห้าม เครื่องกันความอยาก มีสติกำหนดรู้ และดับ ละ ความอยากทั้งปวงด้วยปัญญา ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนาของเรา ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้เห็นความจริงแท้แห่งความเกิดความดับของนาม รูป ด้วยสติปัญญา เมื่อมีสติปัญญารู้เท่าทัน ละ วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เมื่อนามรูปดับ ทุกข์ก็ดับ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก