
คิดแบบคนยิว
ห้าวันที่ผ่านมา หนูดีมีเพื่อนรักที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีชาวอิสราเอลมาเยี่ยม เพื่อวางแผนหลักสูตรดนตรีและคณิตศาสตร์ร่วมกัน
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ห้าวันที่ผ่านมา หนูดีมีเพื่อนรักที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีชาวอิสราเอลมาเยี่ยม เพื่อวางแผนหลักสูตรดนตรีและคณิตศาสตร์ร่วมกัน ปกติแล้วเวลาที่เพื่อนคนนี้มาเยี่ยมเพื่อทำงานที่เมืองไทย จะเป็นเวลาแห่งความสุขของหนูดีเสมอ เพราะหนูดีชอบฟังความคิดของคนยิวที่มีแนวคิดไม่เหมือนชาติใดๆ ในโลก
เธอเป็นเพื่อนที่อายุมากกว่าหนูดีหลายสิบปี มีลูกชายลูกสาวรวมกัน 3 คน ล้วนแล้วแต่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ลูกชายหญิงจบปริญญาโทและเริ่มทำงานไปแล้ว 2 คน ส่วนคนเล็กเป็นหญิงกำลังเข้าเรียนปริญญาตรีด้านวิศวะไฟฟ้าในระดับปีที่ 1 ในวัย 21 ปี เด็กอิสราเอลส่วนใหญ่แล้วจะเข้าเรียนปี 1 ในวัยที่เด็กไทยจบปริญญาตรีพอดี เพราะชีวิตของพวกเขาโดนกฎหมายบังคับว่า เมื่อจบมัธยมต้องเข้าเกณฑ์ทหารทันที 2 ปี ไม่ว่าหญิงหรือชาย
หนูดีถามว่า ทำไมลูกสาวคนเล็กเลือกเรียนวิศวะไฟฟ้าทั้งๆ ที่เป็นเด็กเรียนเก่งมากๆ ทำไมไม่เลือกเรียนหมอ เธอเลยอธิบายว่า ในประเทศอิสราเอลนั้น หมอเป็นอาชีพที่ได้เงินเดือนน้อยเลยไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ด้วยว่าประเทศเขาอัตคัตทรัพยากรไปเสียทุกด้าน เด็กรุ่นใหม่จึงชอบที่จะทำงานที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น อุปกรณ์แบบใหม่ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ หรือ อาวุธแบบใหม่ๆ ดังนั้น อาชีพที่ทำเงินสูงที่สุดและเป็นที่นิยมเข้าเรียนสำหรับเด็กรุ่นนี้คือวิศวะไฟฟ้า หากลูกสาวของเขาจบออกมา อัตราเงินเดือนที่เริ่มต้นจะอยู่ประมาณเดือนละ 3 แสนบาท ส่วนเงินเดือนของแพทย์จะอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสามของวิศวกรไฟฟ้า
ด้วยความที่ประเทศของเพื่อนอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่พวกเขาจะไม่ไว้ใจใครเลย นี่เป็นวิธีคิดหลักๆ เพราะการไว้ใจอาจไม่ได้ทำให้พวกเขาแค่เสียใจ แต่อาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้ทีเดียว ซึ่งเมื่อเด็กวัยรุ่นจบเวลาของการเกณฑ์ทหารแล้วกลับเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย การสอนเรื่องการพึ่งตัวเองเป็นหลักโดยไม่ไว้ใจคนก็ยังไม่หมดไป เธอเล่าถึงมหาวิทยาลัยที่ลูกสาวเรียนอยู่ว่า เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอิสราเอลในสาขาวิศวะไฟฟ้า การเรียนยากมากและมีการสอบยากๆ สม่ำเสมอในหนึ่งเทอม เด็กต้องอ่านหนังสือเยอะ ทำแบบฝึกหัดเยอะ และพลาดไม่ได้ เพราะถ้าคะแนนตกมีสิทธิโดนรีไทร์ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งอาจารย์ให้แบบฝึกหัดพร้อมทั้งโจทย์ตัวอย่างและเฉลยคำตอบในตัวอย่างมาให้เสร็จสรรพ ให้นักเรียนท่องไว้เตรียมสอบ
พอถึงเวลาทำสอบ นักเรียนก็พบว่า มีโจทย์อยู่ข้อหนึ่งที่เหมือนกับในแบบฝึกหัดเฉลยที่ครูให้มาเปี๊ยบ ซึ่งเด็กทุกคนก็เขียนวิธีทำคำตอบเหมือนที่ครูทำเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าเมื่อคะแนนสอบออกมา ข้อนี้เด็กตอบผิดกันทุกคน ก็เลยเกิดการถกเถียงกันระหว่างครูและเด็กว่า ผิดได้อย่างไร ก็ก๊อบปี้ของครูมาเปี๊ยบ ผลก็คือ ครูยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ก็เฉลยมันผิดไง ฉันตั้งใจเฉลยไว้ผิด เพื่อจะดูว่าพวกเธอท่องจำมาแบบไร้สมองหรือเปล่า เพราะถ้าแค่เธอลองแก้โจทย์นี้ด้วยตัวเอง เธอก็จะรู้ทันทีว่า คำตอบที่ฉันให้ไว้มันผิด อย่าโทษครู แต่ให้โทษตัวเองที่โง่เอง และนี่คือบทเรียนว่า อย่าไว้ใจใครอีกเลยแม้แต่อาจารย์ของตัวเอง”
ฟังแล้วหนูดีคิดว่า ครูไทยที่ว่าโหดแล้ว มาเจอแบบนี้ต้องบอกว่ากระดูกคนละเบอร์เลย ก็เลยถามเพื่อนว่า แล้วลูกสาวของเธอว่าอย่างไร โกรธครูไหม เพื่อนบอกว่า ไม่นะ เด็กๆ รับได้ แต่หลังจากนั้นนะ ลูกสาวของฉันแก้โจทย์ทุกโจทย์ด้วยตัวเองหมดเลยล่ะ
ชีวิตของคนอิสราเอลนั้น แม้การทำงานจะสนุก ได้เงินดี มีโอกาสได้เดินทางไปประเทศต่างๆ รอบโลก แต่เมื่ออยู่ในบ้านของตัวเองนั้น พวกเขาต้องทำตัวให้ชินกับภาวะสงครามเสมอ เพื่อนคนนี้เพิ่งสร้างห้องหลบภัยที่สวนหลังบ้านของตัวเอง ที่มีแท่งซีเมนต์ 16 ตันเป็นหลังคาและมีหน้าต่างเป็นโลหะเพื่อกันอาวุธเคมี เธอบอกว่า อย่าถามเชียวนะว่ากี่สิบล้าน แต่เธอจำเป็นต้องสร้างเพราะชีวิตทุกคนในครอบครัวแพงกว่าเงินก้อนนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนบินมาไทย มีเสียงหวอว่ามีการทิ้งระเบิด เธอกำลังนั่งทำงานอยู่ก็ต้องวิ่งเข้าห้องหลบภัย ซึ่งห้องนี้คนทั้งครอบครัวสามารถหลบอย่างปลอดภัยจากทุกระเบิดเป็นเวลาหลายวัน หนูดีถามว่า เครียดไหม เธอบอกว่า ทำไงได้ ชินซะแล้ว แต่ก็เซ็งนิดๆ
ครั้งนี้เราคุยกันถึงปัญหาเด็กวัยรุ่นในไทยไม่ยอมเรียนหนังสือ ไปเป็นเด็กแว้นบ้าง เป็นสาวสก๊อยบ้าง เธอเล่าถึงวิธีจัดการปัญหากับลูกไว้อย่างน่าสนใจ
ลูกชายคนโตของเธอที่ในปัจจุบันทำงานตำแหน่งใหญ่โตนั้น ในอดีตตอนมัธยม 4 เคยเดินมาขอเธอว่า จะไม่เรียนหนังสือได้ไหม ไม่ชอบเรียนล่ะ เธอบอกว่า ได้เลย แม่ให้เกียรติลูก แต่ถ้าอย่างนั้นแม่จะเลิกให้เงินนะ ลูกต้องทำงานหาเงินเอง แต่เธอไม่แสดงออกถึงอาการโกรธใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อคุยกับลูกชายจบ เธอโทรหาสามีซึ่งเป็นซีอีโอของบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ว่า ให้สามีหางานที่ต่ำ ยาก และเหนื่อย สกปรกที่สุดให้ลูกชายไปทำในวันพรุ่งนี้ เมื่อสามีบอกว่าสงสารลูก เธอก็บอกเลยว่า ถ้าหางานไม่ได้คืนนี้ไม่ต้องกลับบ้าน
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลูกชายหยุดไปโรงเรียนและไปทำงานในอู่ซ่อมรถกลางเมืองที่ร้อน เหนอะหนะและมือต้องเปื้อนน้ำมันเครื่องตลอดทั้งวัน หนึ่งเดือนผ่านไป ลูกชายเดินมาบอกว่า อยากกลับไปเรียนหนังสือแล้ว เธอก็ไม่ว่าอะไร ไม่ดุด้วยซ้ำ จัดแจงส่งกลับเข้าเรียนเหมือนเดิม ปัจจุบันลูกชายคนนี้เรียนจบปริญญาโทวิศวะไฟฟ้าด้วยคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของรุ่น แต่งงานแล้วและมีงานทำที่ดี
เธอบอกว่า คนเป็นพ่อแม่ของเด็กวัยรุ่นจะอ่อนแอไม่ได้ เกิดปัญหาให้จัดการขั้นเด็ดขาดทันที เพราะเด็กจะใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของพ่อแม่ ที่สำคัญลูกของเธอไม่ใช่เด็กโง่ แต่เป็นเด็กฉลาดที่สปอยล์ ดังนั้น ให้เจอของจริงจะได้เข็ด และผลก็ออกมาดีเหมือนที่เธอคาดไว้
การคิดแบบคนยิวนี่ไม่เหมือนใครในโลก คิดแบบเฉียบขาด ชัดเจน ฟังแล้วตื่นตาทุกครั้งที่คุยกับเธอ







