posttoday
การรู้แจ้งในความโง่ ธัมมะที่ควรศึกษา!! (ตอน ๔)

การรู้แจ้งในความโง่ ธัมมะที่ควรศึกษา!! (ตอน ๔)

23 กันยายน 2556

ล่วงถึงปัจจุบัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของเรานั้น ทรงอยู่ในฐานะแห่งสมเด็จพระสังฆราชมาเป็นเวลาถึง ๒๔ ปี

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ล่วงถึงปัจจุบัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของเรานั้น ทรงอยู่ในฐานะแห่งสมเด็จพระสังฆราชมาเป็นเวลาถึง ๒๔ ปี การที่ทรงมีพระชันษาครบ ๑๐๐ ปี ในกาลดังกล่าวนี้ จึงถือว่าเป็นวาระสำคัญของชาวพุทธเรา หรือพุทธศาสนาในประเทศไทย ด้วยพระประมุขแห่งสงฆ์ได้มีอายุครบหนึ่งศตวรรษ อันเป็นครั้งแรกที่ปรากฏบนแผ่นดินสยาม (ประเทศไทย) แห่งนี้ นับสืบเนื่องพุทธศาสนาเถรวาทมามากกว่า ๗๐๐ ปี

ในกาลบัดนี้ อาตมาจึงมีความปีติยินดีเนื่องในวโรกาสดังกล่าว จึงขอเชิญชวนคณะสงฆ์ตลอดจนศรัทธาสาธุชนทั้งหลายที่บูชาธรรมด้วยศรัทธาปสาทะในองค์คุณพระศรีรัตนตรัย ได้พร้อมเพรียงกันในการปฏิบัติบูชา โดยการน้อมนำพระสัทธรรมที่อาตมาจะยกขึ้นแสดงลงสู่จิต พิจารณาโดยแยบคายด้วยจิตที่ตั้งมั่นดีแล้ว เพื่อเป็นประโยชน์แห่งความรู้ความเข้าใจให้เกิดปัญญา เพื่อการประพฤติปฏิบัติพัฒนาจิตให้สูงยิ่งขึ้นด้วยอำนาจแห่งธรรม เพื่อการเข้าถึงอำนาจธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งท่านทั้งหลาย เพื่อน้อมถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชฯ จะได้ทรงมีพระชันษายิ่งยืนนาน เป็นประมุขในศาสนจักรแห่งประเทศไทยสืบต่อไป

บัดนี้ จึงจะยกธรรมในโสฬสปัญหา อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนที่มีคุณค่ามากในพระพุทธศาสนา ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชฯ เคยทรงประทานเทศนาไว้ เมื่อยังทรงมีพระสุขภาพแข็งแรง อาตมาจึงเห็นควรว่า บทธรรมในโสฬสปัญหาดังกล่าวซึ่งมีคุณค่ายิ่งในพระศาสนา เหมาะควรต่อการอัญเชิญมาบูชาในวโรกาสสำคัญดังกล่าวนี้ เพื่อประกอบการปฏิบัติเจริญภาวนาตามแนวสติปัฏฐานสืบต่อไปตามเวลาอันควร จึงขอยกเรื่องดังกล่าวมาเทศนา ณ บัดนี้ ตามความควรแก่เวลา...

บัดนี้จะกล่าวเล่าเรื่องถึงความเป็นมาของโสฬสปัญหาก่อน เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวในเบื้องต้นตามความย่อโดยสรุปดังนี้...

...สืบเนื่องมาจากเรื่องราวของพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า พาวรี ซึ่งเคยเป็นข้าราชบริพารในสำนักแห่งพระเจ้าปเสนทิแห่งแคว้นโกศล/ชมพูทวีป ซึ่งต่อมาได้ปรารถนาถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล จึงได้ลาราชการงานเมืองออกจากข้าราชสำนักพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้มุ่งหน้าเดินทางสู่ทักขิณาปถชนบท โดยได้มาพำนักอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี

สำหรับแม่น้ำโคธาวารี สืบเนื่องถึงปัจจุบันนี้ยังมีปรากฏอยู่ในแผนที่ของสาธารณรัฐอินเดีย ในรัฐมหาราษฎร์ หรือแคว้นอัสสกะในอดีต ชนแดนกับแคว้นมุฬกะ ปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่รัฐมหาราษฎร์/อินเดีย ซึ่งยังมีชื่อแม่น้ำสายนี้อยู่ เรียกว่า แม่น้ำโคธาวารี เหมือนดังเดิม ในพรรษา ๒๕๕๖ นี้ ที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย/ลำพูน ได้มีชาวพุทธในอินเดียจากรัฐมหาราษฎร์ เดินทางมาบรรพชาอุปสมบท เป็นพระภิกษุ อยู่จำพรรษาเพื่อศึกษาปฏิบัติตามแนวพุทธเถรวาท สายอรัญญวาสี (พระป่า) โดยบางรูปมีพื้นเพภูมิลำเนามาจากลุ่มน้ำดังกล่าว ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงแม่น้ำโคธาวารีแห่งนี้ พระสงฆ์อินเดียท่านจะรู้จัก หรือบางรูปเคยได้ยินชื่อ ดังนั้น เพื่อให้เป็นอนุสติแก่พระสงฆ์อินเดียที่ได้มาประพฤติธรรมอยู่ที่นี่ การนำเรื่องดังกล่าวมาแสดงจึงเป็นเรื่องสมควรยิ่ง เพราะพระธรรมเรื่องโสฬสปัญหานี้เกี่ยวข้องกับแผ่นดินในชมพูทวีป (อินเดีย) โดยตรง โดยเฉพาะแม่น้ำโคธาวารี ซึ่งมีที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐมหาราษฎร์/อินเดีย ปัจจุบัน...

จากเรื่องราวที่ปรากฏใน “โสฬสปัญหา” ได้กล่าวถึงพราหมณ์พาวรีออกบวช ถือเพศบรรพชิตเป็นโยคีฤษีตามประเพณีนิยมของชาวชมพูทวีปในยุคนั้น เพื่อบำเพ็ญตบะบารมี ซึ่งสมัยนั้นพระพุทธศาสนายังไม่ปรากฏ โดยได้ยังชีพตามเพศบรรพชิตด้วยการแสวงหาเสบียงผลไม้เลี้ยงชีพ ดุจโยคีฤษีทั้งหลาย เพื่อมุ่งปฏิบัติประพฤติธรรมตามความเชื่อของชาวชมพูทวีปในการบำเพ็ญตบะบารมี อาศัยอยู่แถบริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ใกล้พรมแดนแห่งแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ (ที่อาตมาได้กล่าวยืนยันว่า ปัจจุบันคือ พื้นที่รัฐมหาราษฎร์ในประเทศอินเดีย)

ชาวบ้านที่อาศัยพราหมณ์พาวรีนั้นเป็นผู้ไพบูลย์ หมายความว่า พราหมณ์พาวรีไปปฏิบัติธรรม ถือประพฤติเป็นนักบวชอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารีนั้น พราหมณ์พาวรีเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์คือ เป็นที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการท่องบทมนต์ต่างๆ และมีความเข้าใจในบทมนต์ตามวิถีของพราหมณ์ จึงเป็นที่พึ่งของชาวบ้านชาวเมืองที่นับถือในยุคนั้นตามหลักเทวนิยมในศาสนาพราหมณ์ พราหมณ์พาวรีจึงบูชามหายัญด้วยส่วยอันเกิดแต่กสิกรรมเป็นต้นในหมู่บ้านนั้นๆ อันเป็นไปตามกิจวัตรปกติในแต่ละวัน ครั้นบูชามหายัญแล้วก็กลับเข้าสู่อาศรม เป็นปกติวิสัยของพราหมณ์ที่ถือประพฤติปฏิบัติอยู่ริมฝั่งน้ำโคธาวารีดังกล่าว

...สืบต่อมาในวันหนึ่ง พราหมณ์พาวรีได้กลับสู่อาศรมหลังจากประพฤติกิจดังที่เคย ในวันนั้นได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นแขกมิได้รับเชิญ เดินเท้าเสียดสีกัน ฟันเขรอะ ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี ได้เข้ามาหาพราหมณ์พาวรีให้สะดุ้ง

พราหมณ์พาวรีได้เห็นพราหมณ์ดังกล่าวแล้ว จึงได้เชื้อเชิญด้วยอาสนะที่เหมาะควร อันเป็นธรรมเนียมของการต้อนรับนักบวชด้วยกัน แต่ในเรื่องดังกล่าวนี้ พราหมณ์พาวรีได้เห็นแล้วสะดุ้ง เพราะเข้าใจว่าพราหมณ์ที่มาเยือนผู้นั้นคงบำเพ็ญตบะเข้าขั้นอุกฤษฏ์ ด้วยเห็นสภาพภายนอกที่แม้ศีรษะยังเกลือกกลั้วด้วยผงฝุ่น ฟันเขรอะ เดินเท้ามาเสียดสี โดยพราหมณ์ผู้มาเยือนได้แจ้งเจตนาที่มาพบพราหมณ์พาวรี เพื่อหวังมาขอทรัพย์ ๕๐๐ จากพราหมณ์พาวรี ก็ไม่ได้แจกแจงว่าเป็นทรัพย์อะไรทั้ง ๕๐๐ นั้น ซึ่งพราหมณ์พาวรียังไม่ได้ให้ตามที่ขอ แต่ได้เชื้อเชิญให้นั่ง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามธรรมเนียมนักบวชด้วยกัน เมื่อคุ้นเคยตามสมควรแล้วจึงได้กล่าวบอกพราหมณ์ผู้ที่มาเยือนนั้นว่า “วัตถุอันใดของเรานั้น เราสละทิ้งเสียหมดสิ้นแล้ว ท่านจงเชื่อเราเถิด ทรัพย์ ๕๐๐ เหล่านั้น เราไม่มีหรอก”

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก