
ปั้นดินสู่ดาว
หลังจากที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการพลิกชนะมือ 1 ของโลก ลี เสี่ยวเล่ย จนผงาดคว้าแชมป์โลก
โดย...ทีมข่าวกีฬา
หลังจากที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการพลิกชนะมือ 1 ของโลก ลี เสี่ยวเล่ย จนผงาดคว้าแชมป์โลกแบดมินตันที่เมืองกว่างโจว ณ แดนมังกร ไปเมื่อเดือนก่อนนั้น ทำให้กระแสกีฬาในเมืองไทยฟีเวอร์หนัก
ช่วงที่สาวน้อยซูเปอร์เมย์เดินสายรับเงินรางวัล เชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนคงแอบฝันให้ลูกหลานเป็นนักกีฬาอาชีพบ้าง เพียงแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
Weekly ฉบับนี้จึงอาสาแนะแนว โดยมีทั้งประสบการณ์น่ารู้จากกูรูตัวจริง รวมถึงช่องทางที่น่ารู้สำหรับน้องๆ ที่สนใจเดินตามรอยไอดอลรุ่นพี่
พ่อแม่ดัน...จนได้ดี
ความสำเร็จของคนเราไม่ใช่เพียงแค่มีพรสวรรค์และพรแสวง แต่ยังต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วยด้วย ไม่ใช่แค่พลิกฝ่ามือแล้วสามารถบันดาลทุกอย่างได้ดังใจฝัน เช่นเดียวกับสองพี่น้อง “โมเม” โมรียาเอรียา จุฑานุกาล ที่กว่าจะขึ้นมาเป็นนักกอล์ฟระดับแถวหน้าของเมืองไทย และกำลังก้าวขึ้นไปเขย่าวงการสวิงโลกอยู่ในขณะนี้ ก็ใช้เวลาบ่มเพาะความสามารถและเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่พอสมควร แม้จะค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน แต่ก็ยังอยู่ระหว่างรอให้ฝีมือสุกงอมเต็มที่
โชคดีที่ทั้ง “โมเม” วัย 19 และ 18 ปี มี คุณพ่อสมบูรณ์ และ คุณแม่นฤมล เป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เริ่มเล่นกอล์ฟตั้งแต่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว หรือจะเรียกว่าแกมบังคับก็คงไม่ผิดเพี้ยน เพราะการที่จะให้เด็กในวัย 6-7 ขวบ หันมาสนใจตีกอล์ฟ แทนที่จะเล่นซนตามประสาเด็ก ดูทีวี ดูการ์ตูน หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์เหมือนเด็กคนอื่นๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่
กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่เพียงพ่อแม่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดด้วยความอดทน แต่ต้องทนอดด้วย เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ากีฬากอล์ฟนั้น กว่าจะหัดให้เป็นจนเล่นได้ดีก็ใช้เวลาและเงินทุนไม่น้อยทีเดียว แล้วยิ่งวางเป้าเทิร์นโปรไปเล่นเป็นอาชีพด้วยแล้ว ยิ่งต้องขยันหมั่นเพียรในการฝึกซ้อมแบบสาหัสสากรรจ์กว่าหลายเท่า เพราะมันคือการเล่นเพื่อเลี้ยงปากท้องตัวเอง
เดิมทีนั้นคุณพ่อสมบูรณ์เริ่มเล่นกอล์ฟตั้งแต่สมัยที่ลูกทั้งสองยังเล็กๆ แล้วด้วยความชื่นชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้ จึงจริงจังถึงขั้นเดินทางไปเรียนทำไม้กอล์ฟที่ต่างประเทศเพื่อกลับมาเปิดโปรช็อปในเมืองไทย และแล้วก็ได้เปิดร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟที่สนามไดรฟ์แห่งหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ โมรียาเอรียา ได้รู้จักกับกีฬากอล์ฟและสัมผัสกับไม้กอล์ฟ ลูกกอล์ฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ
ด้วยความเป็นเด็ก สองศรีพี่น้องก็จับไม้หวดกันสนุกสนานไปเรื่อย เดี๋ยวคนโน้นสอนที คนนี้สอนที ซึ่งตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่าจะกลายมาเป็นโปรโมโปรเม ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามองเป็นแน่ แต่พอผ่านไปได้ประมาณสัก 1 ปี คุณพ่อเริ่มสังเกตเห็นแววของลูกทั้งสองของตัวเอง จึงเริ่มส่งเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟเยาวชนรายการต่างๆ
ในที่สุดจุดหักเหที่ทำให้ “ครอบครัวจุฑานุกาล” ต้องจริงจังกับลูกในเรื่องกีฬากอล์ฟก็มาถึง เมื่อ “น้องเม” เอรียา ที่อยู่ในวัย 9 ขวบ เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปผงาดคว้ารองแชมป์ “จูเนียร์ เวิลด์” ที่สหรัฐกลับมา
และที่สำคัญเพื่อเป็นทุนให้ลูกสำหรับเดินทางไปแข่งขันในที่ต่างๆ คุณพ่อก็ต้องตัดสินใจขายร้านโปรช็อปที่ทำอยู่ ซึ่งก็ยอมรับว่าลำบากน่าดูในช่วงนั้น
“ก่อนนี้ โมเม เป็นนักกอล์ฟสังกัดสมาคมกอล์ฟสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ทำให้ไม่มีสิทธิหาสปอนเซอร์หรือรับเงินสนับสนุนเอง โดยทางสมาคมฯ จะเป็นผู้คอยดูแลให้ แต่ผมบอกได้เลยว่าโอกาสจะก้าวไปสู่จุดที่ตั้งใจไว้คงยากมาก จึงตัดสินใจถอยออกมาและขอดูแลลูกเองดีกว่า” คุณพ่อสมบูรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังเสริมอีกว่า โชคดีที่ตอนนี้ได้มาอยู่ในสังกัดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เอสซีจี (SCG) ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมมากในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะมีการใช้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และจิตวิทยา เข้ามาช่วยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งยังมีโปรชั้นนำของเมืองไทยหลายคนมาช่วยฝึกปรือให้อีกด้วย จนทำให้ตอนนี้ เอรียา อยู่อันดับ 23 โลก (เคยติดท็อป 15 โลก แต่ต้องพัก 4 เดือน หลังเข้ารับการผ่าตัดไหล่ที่เจ็บระหว่างซ้อมเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา) ส่วน โมรียา รั้งมือ 101 โลก
สมัยที่พ่อแม่ดูแลลูกกันเองนั้น “โมเม มีกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมตลอด (ยกเว้นช่วงลงแข่ง) โดยตื่นนอน 7 โมงเช้า ไปวิ่งจ๊อกกิ้งก่อนไปเรียน เลิกเรียนก็ไปรับลูกที่โรงเรียน แล้วไปซ้อมกอล์ฟจนถึง 5 โมงเย็น ก่อนจะไปว่ายน้ำช่วง 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม โดยให้กินข้าวและพักผ่อนในรถระหว่างเดินทาง ซึ่งก่อนเข้านอนก็ได้ดูทีวีนิดหน่อย แต่ต้องเล่นเวตและซิตอัพไปด้วย
สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนลูกอยู่เสมอคือ การเป็นนักกีฬาอาชีพที่ดีต้องมีวินัย มิฉะนั้นจะไม่สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้
ณ ตอนนี้ ถือว่า พ่อสมบูรณ์แม่นฤมล ลงทุนกับลูกไม่สูญเปล่า แถมน่าจะเกินจุดคุ้มทุนไปเยอะแล้วด้วย เพราะหลังจาก พี่โมน้องเม เทิร์นโปร และผ่านควอลิฟายมาเป็นอันดับ 1 ของ “แอลพีจีเอ ทัวร์” และ “เลดีส์ ยูโรเปียน ทัวร์” ตามลำดับ เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็สามารถทำเงินรวมกันเฉียด 20 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ทั้งที่เพิ่งเดินสายสวิงอาชีพปีแรกเท่านั้นเอง
บ้านทองหยอด...โมเดลความหวัง
มีคำกล่าวว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกจะเป็นได้”
ฉันใดก็ฉันนั้น ความพร้อมของแต่ละครอบครัวก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย
จะด้วยข้อจำกัดเรื่องการเงิน เวลา ประสบการณ์ หรือความถนัดก็ตาม ทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถผลักดันลูกๆ ด้วยกำลังของตัวเองได้ เหมือนกับครอบครัว “จุฑานุกาล” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะขาดโอกาส เพราะยังมีธุรกิจกีฬาของภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบชมรม โครงการ หรือแม้แต่โรงเรียน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ไปถึงฝันได้เช่นกัน
“น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ แชมป์โลกแบดมินตันอายุน้อยที่สุด คือตัวอย่างชั้นดีของครอบครัวที่ไม่พร้อม แต่ก็มีวันนี้ได้จากการสนับสนุนของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด โรงเรียนที่พร้อมจะปั้นดินให้เป็นดาว
ขอเพียงให้มุ่งมั่นและตั้งใจจริง!
จากจุดเริ่มต้นเพียงต้องการให้ลูกๆ และเพื่อนมีสังกัดในการลงแข่งขันแบดมินตันเมื่อ 22 ปีก่อน จนกลายมาเป็นโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดเมื่อปี 2546 ด้วยระบบการฝึกซ้อมเหมือนกับมหาอำนาจกีฬาลูกขนไก่อย่างจีน มีเป้าหมายชัดเจน คือ ต้องการสร้างและพัฒนานักกีฬาไปสู่ระดับโลก
“ตอนนั้นด้วยจำนวนนักกีฬาที่มากขึ้น บวกกับเมืองไทยยังไม่มีโรงเรียนสอนกีฬาเฉพาะด้านเหมือนในต่างประเทศ อย่าง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และจีน จะมีโรงเรียนแบบนี้โดยเฉพาะ เราอยากเอาจริงเอาจัง จึงคิดว่าน่าจะทำโรงเรียนสอนกีฬาโดยเฉพาะ” กมลา ทองกร ผู้ก่อตั้งโรงเรียน กล่าว
เพราะฉะนั้น ที่นี่จึงมีครบวงจร ทั้งสนามมาตรฐาน ห้องฟิตเนสที่ดูแลควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่พักสำหรับนักกีฬาอยู่ประจำ เครื่องอำนวยความสะดวก และการดูแลรับส่งนักกีฬาไปโรงเรียน ยังขาดก็แต่เพียงนักโภชนาการที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการให้เข้ามาดูแลโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองอาจจะต้องควักกระเป๋าลงทุนค่าเรียนก่อนในช่วงที่ยังไม่มีผลงาน ซึ่ง กมลา หรือที่ทุกคนเรียกว่า “แม่ปุก” ยืนยันว่า ถูกเมื่อเทียบกับบุคลากรและความพร้อมของโรงเรียน หลังจากนั้นหากพัฒนาขึ้นมามีผลงานก็อาจจะได้รับทุนหรือเข้าไปเป็นนักกีฬาในโครงการ ซึ่งทางโรงเรียนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เหมือนกับ น้องเมย์
“เด็กในโครงการ คือ นักกีฬาที่สามารถซ้อมได้เต็มเวลา มีระเบียบตามโปรแกรมของโรงเรียน มีผลงาน ทำได้กึ่งอาชีพ เราจะจัดให้หมด ทั้งกินอยู่ ฝึกซ้อม ส่งแข่ง หรือการเรียน ทุกอย่างฟรีหมด”
โปรแกรมที่ว่าคือการฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องตื่นมาฝึกซ้อมในช่วงเช้าตั้งแต่ 05.300-7.00 น. ก่อนไปโรงเรียน และกลับมาฝึกซ้อมในรอบเย็นหลังเลิกเรียน เวลา 15.00-17.00 น. โดยมีรถตู้ของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดบริการรับส่งเอง และซ้อมอีกครั้งเวลา 19.00-21.00 น. แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอม จะซ้อมวันละ 7 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำทุกวัน ไม่มีวันหยุด ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่จีนใช้ผลิตยอดนักตบลูกขนไก่ระดับโลกออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดูแลของโค้ชมืออาชีพ ที่นำโดย “โค้ชเป้” ภัททพล เงินศรีสุข และ 2 โค้ชจีน คือ เซี่ย ฉื่อ หัว โค้ชคนแรกของ น้องเมย์ และ หยิว ยิง กัง
ตอนนี้โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดมีนักเรียนอยู่ประมาณ 300 กว่าคน อายุตั้งแต่ 4-18 ปี มีทั้งไปกลับและอยู่ประจำ โดยแบ่งเป็นนักกีฬาแข่งขัน 100 กว่าคน และส่งแข่งต่างประเทศ 10-20 คน ซึ่งนอกเหนือจาก รัชนก แล้ว ก็ยังมียอดนักแบดที่เป็นผลผลิตจากที่นี่อีกหลายคน อาทิ สุดเขต ประภากมล ทรงพล อนุกฤตยาวรรณ พิสิษฐ์ พูดฉลาด และภัททพล เงินศรีสุข โค้ชคนปัจจุบันของแชมป์โลกชาวไทย
ล่าสุดชื่อเสียงของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดไม่ได้โด่งดังภายในประเทศ แต่ยังไปไกลถึงต่างประเทศจนได้รับความสนใจจากต่างชาติเช่นกัน
นอกจากนี้ แม่ปุก ยังมีข่าวดีสำหรับเด็กด้อยโอกาสในต่างจังหวัด โดยมีแผนคัดเด็กอายุ 5-6 ขวบ ที่ยังเล่นไม่เป็น แต่มีศักยภาพ ซึ่งอาจจะดูจากทักษะด้านต่างๆ เช่น ทดสอบวิ่ง ตอบคำถาม และไหวพริบความว่องไว เพื่อเข้าร่วมโครงการปั้น น้องเมย์ 2, 3, 4 และ 5 สำหรับการวางรากฐานให้ถูกต้อง ภายใต้นโยบาย “ทุกอย่างฟรีหมด”
“ว่างจากคิวงานของ น้องเมย์ จะเริ่มคุยกับสปอนเซอร์ว่าจะเริ่มได้เมื่อไหร่ เป็นแผนระยะยาวที่คิดไว้ทั่วประเทศ แต่อาจจะเลือกไปโรงเรียนที่ห่างไกลและด้อยโอกาส ปีแรกอาจจะเริ่มด้วยภาคอีสาน 8 คน แบ่งเป็นหญิง 4 ชาย 4 ส่วนปีต่อๆ ไป ก็อาจจะวนไปภาคอื่นๆ” แม่ปุก กล่าว
นอกจากโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดแล้ว ก็ยังมีโครงการอะคาเดมีของสิงห์ ที่พร้อมจะสนับสนุนเยาวชนในกีฬาต่างๆ อาทิ กอล์ฟ เทนนิส หรือแบดมินตัน ด้วยการดึงนักกีฬาที่ผลงานเข้าตามาอยู่ในความดูแลและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งต่างประเทศ







