posttoday
บุคคลเปรียบกับผู้ว่ายน้ำ 7 จำพวก

บุคคลเปรียบกับผู้ว่ายน้ำ 7 จำพวก

01 กันยายน 2556

สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ อาทิตย์ที่ผ่านมานำเรื่องของฝนฟ้าเปรียบเทียบกับบุคคล ด้วยเข้ากับบรรยากาศฤดูฝน ดังนั้นขอนำเรื่องเกี่ยวกับน้ำ

สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ อาทิตย์ที่ผ่านมานำเรื่องของฝนฟ้าเปรียบเทียบกับบุคคล ด้วยเข้ากับบรรยากาศฤดูฝน ดังนั้นขอนำเรื่องเกี่ยวกับน้ำ คือ บุคคลเปรียบเหมือนคนว่ายน้ำประเภทต่างๆ มาคุยกันต่อ คราวนี้เป็นความย่อจากพระไตรปิฎก พระอภิธรรม คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ เรื่อง เปรียบบุคคล 7 จำพวก ดังนี้

1.บุคคล ผู้จมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง เป็นไฉน?

2.บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก เป็นไฉน?

3.บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ เป็นไฉน?

4.บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู เป็นไฉน?

5.บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป เป็นไฉน?

6.บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว เป็นไฉน?

7.บุคคล ผู้โผล่ขึ้น ว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ ยืนอยู่บนบก เป็นไฉน?

ห้วงน้ำนั้นเปรียบเสมือนวัฏฏะนั่นเอง ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ย่อมเหมือนกับผู้ที่พยายามเวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำ จมบ้าง โผล่ขึ้นบ้าง สุดแต่ว่าตนทำดีหรือทำชั่ว ผู้ที่ได้บรรลุมรรคแล้วก็เหมือนเห็นทางที่จะพึงไปให้ถึงฝั่ง ผู้ที่ข้ามพ้นแล้ว ถึงฝั่งโน้น ยืนได้บนบก ก็คือพระอรหันต์นั่นเอง ด้วยท่านจะนิพพานไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำอธิบายในคัมภีร์ดังกล่าวประกอบกับอรรถกถาท่านกล่าวไว้โดยย่อดังนี้

บุคคล ผู้จมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยอกุศลธรรมอันดำโดยส่วนเดียว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้จมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง อรรถกถาท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า บุคคลจมสิ้นวาระหนึ่งด้วยเหตุ คือ นิยตมิจฉาทิฏฐิ (คือ ความเห็นผิดอย่างมั่นคง) แล้วก็จมอยู่อย่างนั้น ได้แก่พวกศาสดาที่เป็นเจ้าลัทธิแห่งความเห็นผิดทั้งหลาย ย่อมตกนรกชั่วกาลนาน ยากที่จะพ้นไปได้

บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) แต่กุศลธรรมของบุคคลนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อมไปถ่ายเดียว เหมือนบุคคลโผล่ขึ้นแล้ว จมลงอีก อรรถกถาได้ยกตัวอย่างคือ พระเทวทัต ซึ่งแม้ทำสมาบัติ 8 และอภิญญา 5 ให้เกิดขึ้นได้แล้ว (คือ ได้ฌานและได้ฤทธิ์) ก็เสื่อมจากคุณวิเศษเหล่านั้น เพราะเกิดความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธเจ้าอีก จึงกระทำโลหิตุปปาทกรรมและสังฆเภทกรรม ครั้งตายลงจึงเกิดในนรก

บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) กุศลธรรมของบุคคลนั้น ไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ เหมือนบุคคลโผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ อรรถกถาอธิบายไว้ว่า เหมือนกับคฤหัสถ์และบรรพชิต คือ คฤหัสถ์บางคน ในเวลาที่ตนไม่เสื่อมจากศรัทธา ก็ให้จัดแจงภัตถวายพระเณร เช่น สลากภัตร หรือผ้าอาบน้ำฝน เป็นต้น แม้บรรพชิต ก็ย่อมเรียนเอาอุทเทส หรือธุดงค์ (คือ เรียนพระธรรมวินัย) ส่วนเมื่อเวลาที่เสื่อมจากศรัทธา คฤหัสถ์ก็ยังคงสักแต่ว่าทำบุญต่อไป ส่วนบรรพชิตเมื่อเสื่อมจากศรัทธา ก็ไม่สามารถกระทำให้ยิ่งไปกว่านั้นได้ คือ ไม่เจริญยิ่งขึ้นในธรรม แม้จะไม่ได้เสื่อมคือเกิดอกุศลแรงกล้าไปทำกรรมชั่วจนจมลงอีกก็ตาม แต่ก็ไม่เจริญขึ้นในกุศลธรรม คือ ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล

บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) บุคคลนั้นเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีอันไม่ตกไปในอบายภูมิเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีความตรัสรู้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะสัญโญชน์ 3 สิ้นไปแล้ว บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู

บุคคล โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) บุคคลนั้นเป็นพระสกทาคามี เพราะสัญโญชน์ 3 สิ้นไปแล้ว เพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบางลง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป

บุคคล ผู้โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) บุคคลนั้นเป็นอุปปาติกะ เพราโอรุมภาคิยสัญโญชน์ 5 สิ้นไปแล้ว จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น เป็นผู้มีอันไม่กลับมาจากเทวโลกนั้นเป็นธรรมดา (เป็นพระอนาคามี) บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้นแล้ว และว่ายข้ามไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว

บุคคล ผู้โผล่ขึ้น ว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ ยืนอยู่บนบก เป็นไฉน?

หมายถึงบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโผล่ขึ้นในกุศลธรรม (ได้แก่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะในกุศล และปัญญา) บุคคลนั้นรู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้วซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้ว สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว (เป็นพระอรหันต์) บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้โผล่ขึ้น และว่ายข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนบนบก

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว