
ณิชยา พหูสูตร หญิงเก่งปี 2000
หญิงสาวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งรูป ทรัพย์ ปัญญา ตระกูล การงานและจิตใจ ใช่จะหาพบได้ง่ายๆ
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
หญิงสาวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งรูป ทรัพย์ ปัญญา ตระกูล การงานและจิตใจ ใช่จะหาพบได้ง่ายๆ แต่ต้องบอกว่า แนน-ณิชยา พหูสูตร ทายาทคนสวยของซินเท็ค คือหญิงที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ทว่ารูปสมบัติ ทรัพย์ ตระกูลนั้น คงไม่ต้องบรรยายเพราะเห็นกันอยู่ แต่ปัญญา ความรู้ การงาน ทัศนคติ และจิตใจของเธอ ไม่พูดถึงคงไม่ได้แน่
ในชีวิตของแนนต้องพกพาความกดดันในจิตใจที่คนอื่นที่ใกล้ชิดหรือแม้แต่พ่อแม่ของเธอเองก็ไม่เคยล่วงรู้ เมื่อมีคนมาพูดกับเธอในสมัยที่ยังเด็กว่า “โตขึ้นจะเก่งเหมือนคุณแม่ไหมเนี่ย”
“มีคนมาพูดกับแนนนะว่าโตขึ้นหนูจะเก่งเหมือนแม่ไหม พอได้ยินอย่างนี้ แนนอึ้งนะ คือแม่ของแนนเป็นคนที่เก่งมาก ไม่งั้นคนอื่นคงไม่พูดถึงท่านแบบนี้ ท่านทำงานเก่งจริง ขยันเป็นที่หนึ่ง บริหารคนก็สุดยอด รักลูกน้อง แล้วลูกน้องก็รักท่านมาก ตอนนั้นก็รู้สึกกดดันเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำเต็มที่และให้ดีที่สุด”
เธอยอมรับว่าคำพูดนี้ได้สร้างความกดดันต่อตนเอง แม้ในความรู้สึกจะหวั่นบ้าง เธอก็ไม่ได้สูญเสียความมั่นใจ กลับใช้ความกดดันนั้นเป็นพลังในการพัฒนาและพิสูจน์ตนเองในเวลาต่อมาด้วยการเรียนและการทำงานด้วยผลเป็นที่ประจักษ์
“แนนไปเรียนต่างประเทศทั้งปริญญาตรีและโท โดยตรีเรียนเศรษฐศาสตร์ ที่ควีนแมรี คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ส่วนโทเรียนสาขาการบริหารความเสี่ยงการดำเนินงานและกฎระเบียบ”
เธอบอกว่าหลังเรียนจบกลับมาทำงานเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ แผนกวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ ควบคู่กับการทำธุรกิจเล็กๆ อันเกิดจากไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่ไม่เกี่ยวกับครอบครัว ด้วยการเปิดร้านกาแฟของตัวเองที่สนามบินดอนเมืองในชื่อร้าน Tate Cafe
“ในช่วงปี 2549 แนนกับเพื่อนเห็นว่าสนามบินดอนเมืองยังไม่มีร้านกาแฟรสชาติดีๆ เหมือนสนามบินหลายแห่งในต่างประเทศที่เคยสัมผัสเปิดให้บริการ จึงเปิดร้านกาแฟเล็กๆ พื้นที่แค่ 6-10 ตร.ม. แต่ใช้เมล็ดกาแฟระดับพรีเมียม ภายใต้ชื่อ Tate Cafe แม้จะเปิดให้บริการไม่ถึงปี แต่ก็สามารถคืนทุนและทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น”
ถือเป็นความสำเร็จก้าวเล็กๆ ในการทำธุรกิจเล็กๆ ของเธอที่เดินไปพร้อมกับการทำงานประจำอย่างมั่นคง และนี่ก็เป็นบทพิสูจน์ความสามารถและแนวคิดของเธอในการทำงานและการทำธุรกิจของคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ
และเมื่อสนามบินดอนเมืองปิดให้บริการแล้วหันไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เธอก็ไม่ได้เลิกธุรกิจเล็กๆ นี้ แต่ได้ย้าย Tate Cafe ไปเปิดที่ชั้น 3 สนามบินสุวรรณภูมิ โดยหุ้นกับเพื่อน 7 คน โดยขายอาหารและเบเกอรีด้วย และที่นี่ได้ท้าทายความสามารถของเธออย่างยิ่งเพราะเป็นที่รู้กันว่า การเปิดร้านอาหารนั้นมีรายละเอียดเยอะแยะ และไหนจะพนักงานให้ต้องทำใจ
“ตรงนี้แนนทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทำบัญชี การตลาด รับพนักงาน ตั้งราคา สูตรอาหาร สอนพนักงาน แนะนำเทคนิคการขาย ช่วงแรกๆ เปิดร้านมีปัญหาธรรมดา เช่น พอสิ้นเดือนพนักงานรับเงินเดือนแรก คนหายไปเกือบ 70% ก็คิดนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็มีสติ คิดหาทางออก ที่สุดก็ให้หุ้นส่วนทั้ง 7 มาช่วยกัน ใครถนัดด้านไหนก็ไปทำอันนั้น ส่วนสูตรอาหารไม่มีปัญหาเพราะแนนคิดเองอยู่แล้ว และไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ระบบร้านเราก็วางเอง เบสิกทุกอย่างที่เปิดร้านขึ้นมาเราคิดเองหมด วันแรกไปช่วยกันทั้ง 7 คน ทางพนักงานที่ไม่มาก็คิดว่าทางเราจะโทรไปตาม แต่แนนไม่โทร ปรากฏว่าวันต่อไปกลับมาสองคน สามคน แล้วเราก็หาคนเพิ่มไปด้วย ตอนนั้นพนักงานไม่เยอะประมาณ 6 คน แต่ทุกวันนี้เรามีพนักงานกว่า 60 คน”
ไม่แน่ว่าใครที่เจอสถานการณ์บีบรัดนี้อาจท้อแท้และตัดสินใจเลิกในที่สุด แต่สำหรับแนนแม้เธอจะยอมรับว่าท้อแท้เสียขวัญบ้าง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ต่อปัญหา เพราะเธอคิดว่าทุกอย่างมีทางออกเสมอ และทางออกก็ไม่เคยตีบตันหากเธอยังมีสติตั้งมั่น
“การมีปัญหาเกิดขึ้นหากมองในเชิงบวกก็เป็นประโยชน์ที่จะได้หาทางแก้ อย่างกรณีที่พนักงานรับเงินเดือนแล้วก็หายไปไม่มาทำงานแนนก็ใช้วิธีแบ่งจ่ายเงินเดือน สิ้นเดือนครึ่งหนึ่ง แล้วอีก 10 วันต่อมาจ่ายอีกครึ่ง ก็แก้ปัญหาได้ และจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก ตอนนี้เป็นเรื่องของโอเปอเรชันมากกว่า เช่น ต้องส่งรายงานให้คิงเพาเวอร์ทุกวัน เทรนพนักงาน และอื่นๆ อีกเยอะ จนบางครั้งก็รูสึกท้อ แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ยอมแพ้ แต่ก็มีคนถามว่า ถ้าหมดสัญญาจะต่อไปไหม ลูกน้องยังพูดเลยว่าคุณแนนมีธุรกิจครอบครัวทำไมต้องมาเหนื่อย แนนว่าแนนทำร้านเพราะใจรักมาแต่แรกและมองเห็นโอกาส แล้วแนนสร้างพนักงานจาก 6 คน เป็น 60 คน ถ้าจะเลิก บางคนต้องเลี้ยงพ่อแม่ บางคนอยู่กับแนนมาตั้งแต่เปิดร้าน ก็เห็นใจเขา ซึ่งแนนว่าชีวิตเราบางครั้งก็ต้องคิดเพื่อคนอื่น”
เห็นหรือยังว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทุกวันนี้ธุรกิจของเธอไปได้สวยงาม และที่สำคัญจากความสามารถและประสบการณ์จากการทำร้านอาหารของตัวเองได้ก่อเกิดร้านอาหารของครอบครัวชื่อ “เลิฟ อีท บิสโทร” (Love Eat Bistro) ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงแรม VIC 3 Bangkok ที่พหลโยธิน ซอย 3
“ร้านนี้แนนออกแบบเองทั้งหมด อาหารสูตรรสชาติเดียวกันกับครัวของบ้านแนน เมนูอาหารทั้งไทยเทศ ก็เป็นสูตรของครอบครัวที่มีผู้การันตีความอร่อยมาแล้ว แม้แต่หัวหน้าพ่อครัวแนนยังส่งไปเทรนกับคุณย่ามาแล้ว ส่วนการตกแต่งร้านได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ไปเห็นแล้วถ่ายรูป เป็นการผสมผสานในสไตล์ที่เรียกว่า French Contemporary รวมทั้งของตกแต่งร้านก็เป็นของสะสมส่วนตัวเช่นกัน”
บอกแล้วว่าเธอเพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวข้างต้นในแบบฉบับผู้หญิงยุค 2000 คือ สวย เก่ง และจิตใจงาม
การศึกษา
ปริญญาโทสาขาการบริหารความเสี่ยงการดำเนินงานและกฎระเบียบ มหาวิทยาลัยลอนดอน
ปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 2 ควีนแมรี คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน
การทำงาน
ปัจจุบันเจ้าของและผู้บริหารร้านอาหาร เลิฟ อีท บิสโทร (Love Eat Bistro) และเจ้าของโรงแรม VIC 3 Bangkok Hotel
ปี 2553-2554 คณะกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย
ปี 2551-ปัจจุบัน กรรมการบริษัท เอ็น แอนด์ เจ แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ เจ้าของและผู้บริหาร S59 Executive Service Apartment ซอยสุขุมวิท 59
ปี 2551-ปัจจุบัน ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท จีบี เนเชอรัล บีท (ไทยแลนด์) ผู้ผลิตและจำหน่ายไอศกรีม
พรีเมียมแบรนด์ บี เนเชอรัล 3 สาขา (สยามพารากอน เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า)
ปี 2549-ปัจจุบัน ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการร้านอาหาร Tate Cafe ชั้น 3 สนามบินสุวรรณภูมิ
ปี 2546-ปัจจุบัน หุ้นส่วนบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น
งานอดิเรก : ทำอาหาร ครีเอตเมนูใหม่ๆ
ความชอบพิเศษ : ท่องเที่ยว หาแรงบันดาลใจ เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึ้น อ่านหนังสือ
ความภูมิใจ : ทำธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ ของตัวเองไม่เกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งย้อนไปเมื่อ 78 ปี ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ทั้งที่ตอนนั้นยังเด็กๆ อยากให้พ่อแม่ภูมิใจว่าเราหาเงินได้เอง
การผ่อนคลาย : วาดรูป ออกกำลังกาย ถ้าเครียดนานๆ จะหาช่วงเวลาเหมาะๆ สวดมนต์ นั่งสมาธิ
ของสะสมที่ชอบ : ของโบราณและแสตมป์ ทุกครั้งที่เอาออกมาดูจะรู้สึกดี







