
แถง.เมืองไตดำ
รู้จักไตดำในชื่อ “ไทยทรงดำ” ที่เขาย้อยเพชรบุรีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ทำให้รู้จักไตดำที่นครปฐม เลย สุพรรณและอื่นๆ ตามมา
โดย...จำลอง บุญสอง
รู้จักไตดำในชื่อ “ไทยทรงดำ” ที่เขาย้อยเพชรบุรีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ทำให้รู้จักไตดำที่นครปฐม เลย สุพรรณและอื่นๆ ตามมา
ได้มีโอกาสไปเยือน “เมืองแถง” ถิ่นกำเนิด “ไตดำ” เมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พอมาเยือนวันนี้จึงได้พบว่าบ้าน “แถง” ที่เคยเห็นเป็นเรือนไม้ในวันโน้น กลับกลายเป็นอาคารคอนกรีตมากมายในวันนี้ คอนกรีตที่มีสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับบ้าน “ไตลื้อ” เมืองสิบสองปันนาของจีน และก็ไม่เพียงแต่มีตึกเข้ามาแทนที่เท่านั้นแต่ยังมีชนชาติหลักของประเทศเข้ามายึดครองเช่นเดียวกัน
“ไตลื้อ” สิบสองปันนามี “ฮั่น” เข้ามายึดกุมการค้าและที่ดิน “ไตดำ” มี “เวียด” เข้ามายึดกุมการค้าและที่ดิน การยึดพื้นที่ของชนชาติหลักไม่ใช่เพียงแต่ที่เวียดหรือจีน มันมีสภาพเช่นนี้เหมือนๆ กันทุกประเทศในโลกไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมหรือเสรีนิยม ไม่เว้นแม้แต่ “ไทยแลนด์” แดน Land Lord ที่คนรวยในกรุงเทพฯ และที่อื่นๆ ไปยึดครองพื้นที่ของคนในชนบทและชาวเขา ต่างกันที่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่ดินเป็นของรัฐ ประชาธิปไตยที่ดินเป็นของเอกชนได้แต่ยิ่งมากยิ่งเสียภาษีมากโดยรัฐเอาภาษีเหล่านั้นมาสร้างสาธารณูปโภค และ “UPคนจน” ให้มีศักยภาพขึ้น อิ่มท้องขึ้น จนช่องว่างระหว่างความรวยหรือความจนไปมากจนนำมาสู่ “ความขัดแย้ง” แบบเดียวกับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผด็จการระบบรัฐสภาแบบไทยที่นอกจากจะทำให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของคนรวยอย่างยิ่งแล้ว ยังไปสร้างความยากจนอย่างยิ่งให้แก่คนจนและผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อมจนเกิดความขัดแย้งกันในบ้านในเมืองอย่างมากมายในวันนี้อีกด้วย
เมืองแถงเป็นเมืองแห่งชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคนผิวเหลืองที่มีต่อผู้รุกรานฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในดินแดนแถบนี้
การ “จับเป็น” คณะบัญชาการได้ทั้งคณะที่เดียนเบียนฟูในวันโน้นนั่นเองที่ทำให้ฝรั่งเศสผู้ครอบครองมา 400 ปีต้อง ยกธงขาว!
ชัยชนะของคนเวียดผิวเหลืองในครานั้นนั่นแหละที่เป็น “แรงบันดาลใจ” ทำให้เวียดสู้จนเอาชนะ “มหาอำนาจอเมริกา” “ผู้รุกรานผิวขาว” อีกหนึ่งประเทศในเวลาต่อมา
ด้วยการชวนของอีซูซุ เขาพาเราฝ่าฝนจากเชียงของเข้าลาวที่บ่อแก้ว ค้างคืนที่อุดมไชย 1 คืนก่อนบึ่งเข้าสู่เวียดนาม เพื่อไปดูพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และเที่ยวตลาดของเมือง
ผมรีบไปตลาดเช้าก่อนใครเพื่อไปชมวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของชุมชน ตลาดเมืองแถงนอกจากจะมีของป่าเช่นตัวอ่อนของต่อขายแล้ว ยังมีผัก ปลา มีตุ๊กแก มียาดองเหล้าหนอนไม้กวาดแล้ว ยังมี “หมา” ขายอีกด้วย
ที่เมืองแถงหรือเดียนเบียนฟูมี “ของป่า” ขายก็เพราะเมืองนี้ติดชายแดนลาวเวียดนามที่มีป่าขนาดใหญ่มากๆ กั้นอยู่ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเดียนเบียนฟูได้สัตว์ป่าจากพรานชาวบ้านที่เอามาส่งให้นั่นแหละมา “ขาย” ส่วนหมาผมไม่ได้ถามว่าเอามาจากไหน แต่เดาเอาว่าถ้าไม่มาจากลาวก็มาจากไทย
คนที่นั่นการขายหมากินหมาไม่ใช่เรื่อง “ผิดปกติ” เขากินกันด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกับการกินไก่ กินเป็ด กินหมู กินปลา กินกันมาแล้วนับร้อยๆ ปีเช่นเดียวกับชาวเขาในภาคเหนือของเรา เหมือนคนจีน เหมือนคนเกาหลีและอีกหลายๆ ประเทศ
แต่คนเลี้ยงน้องหมาหลายๆ ประเทศที่กินทั้งหมู ไก่ ปลา เห็นเป็นเรื่อง “ป่าเถื่อน”
หมาที่คนเวียดเอาไปกินก็นำไปจากไทยผ่านลาว ที่จับๆ เป็นครั้งเป็นคราวแถวนครพนมและจังหวัดใกล้เคียงถ้าคนอยู่ในพื้นที่ก็ต้องรู้ว่านั่นเป็นเพียงแค่การ “จับโชว์” เหมือนจับบ่อนไฮโล จับซ่อง จับหวยใต้ดิน คือสุ่มจับเพื่อให้รู้ว่าได้จับ จับแล้วก็เอาหมาไปทรมานตายไปในกรงเพราะสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้ว อาหารการกินยังเป็นภาระของคนจับเสียอีก เงินที่ได้รับบริจาคเดี๋ยวเดียวก็หมด!
ผมเอาภาพเขียงหมามาลงพอให้ได้เห็นได้เข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างเพื่อความเข้าใจในความต่างทางวัฒนธรรม ตอนสับหัวหมาผมไม่กล้าเอามาลงให้ดู เพราะกลัวคนไทยบางคนหัวใจวายตาย
ตุ๊กแกเขาก็ขายแต่ไม่ได้ขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนนครพนมบ้านเรา เมืองไทยขายตุ๊กแก ปลิง และไส้เดือนนำเงินเข้าประเทศปีหนึ่งๆ เป็นล้านๆ บาท เวียดนามกับจีนขาดดุลการค้าไทยก็ตรงนี้ด้วยส่วนหนึ่ง!
เขาพาไปดูพิพิธภัณฑ์สงครามที่เวียดนามเอาชนะฝรั่งเศสได้ที่กลางเมือง หลายคนดูแล้วชื่นชอบในความกล้าหาญของชนชาติเวียดนาม หลายๆ คนไทยกลัวเวียดนามจะแซงหน้าเพราะเป็นชนชาติที่ขยันและมีการส่งเสริมการศึกษาดีเยี่ยม ทั้งยังเป็นรัฐที่มีการเมืองนิ่งอีกต่างหาก แต่ผมว่าวิถีแห่งความเป็นสังคมนิยมก็เป็นอุปสรรคอยู่ไม่น้อย
ผมไปดูพิพิธภัณฑ์ที่เวียดนามหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ได้เห็นคนไทยไปชื่นชมการปฏิวัติเวียดนามไปพลาง กลัวว่าเวียดนามไปพลางแบบ “ไร้สาระ”
กลัวประเทศอื่นที่ “UPขึ้น” แต่ไม่แก้ไขการเมืองในประเทศตัวเองที่ทำให้ชาติ “Downลง” มันก็เป็นเรื่องแปลก ไม่รู้หรอกหรือว่านั่นเป็น ปัญหาเราไม่ใช่ปัญหาเขา!
ใครก็ตามที่ไปเยือนเวียดนามต้องเข้าใจก่อนว่าโฮจิมินห์และขบวนการ “เวียดกง” (แปลว่าเอกภาพของชาวเวียด) ต้องการปลดแอกออกจากผู้รุกรานฝรั่งเศสและอเมริกาด้วยแนวทางคอมมิวนิสต์ ในการโค่นจักรวรรดินิยมโฮจิมินห์ใช้ทั้งยุทธศาสตร์การเมืองและยุทธศาสตร์การทหาร ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์การทหารอย่างเดียว เวียดนามก็ป่นไปนานแล้วเพราะอำนาจทางการทหารและเทคโนโลยีสู้อเมริกาไม่ได้ ที่เขาเอาชนะอเมริกาได้ก็เพราะยุทธศาสตร์ทางการเมือง ใช้วิธี “รุกการเมือง” จนอเมริกายอมจำนนนั่นแหละ
ยุทธศาสตร์ทางการเมือง การรุกทางการเมืองคนไทยทั่วไปไม่รู้จัก รู้จักแต่ยุทธศาสตร์ทางการทหารอย่างเดียว ยิ่งกองทัพไทยยิ่งไม่รู้ใหญ่ เพราะถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้ “รบลูกเดียว” กองทัพไทยเคยมียุทธศาสตร์ทางการเมืองก็อีตอนนำนโยบาย 66/23 ไปใช้เท่านั้น แต่พอกองทัพเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ (ประเทศแรกในโลก) ก็ “เลิก”
“เลิก” เพราะผู้ปกครองเผด็จการเห็นแก่ตัว กลัวว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยทำให้พวกเขากดขี่ประชาชนไม่ได้นั่นแหละ!
เมื่อกองทัพไม่รู้จักยุทธศาสตร์ทางการเมือง จึงทำสงครามขาเดียว ขาเดียวจะรบเอาชนะการต่อสู้ของประชาชนในสามจังหวัดใต้ได้ไง แค่สงครามในสามจังหวัดใต้เป็นสงครามชนิดไหนก็ยังไม่รู้เลย ไม่รู้ชนิดของสงครามก็จะไปรู้ได้อย่างไรว่าจะเอายาชนิดไหนไปแก้ไขโรค เจรจาก็แพ้ รบก็แพ้ ผู้นำทัพ ผู้นำการเมืองจึงพาทหารไปตายฟรีโดยแก้ปัญหาไม่ได้!
ผมจะบอกให้ว่าทำไมเวียดนามจึงมีพิพิธภัณฑ์สงครามมากมาย เขาทำอย่างนั้นมีจุดประสงค์ 2 ประการครับ 1.ใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างความภูมิใจร่วมให้คนในชาติ การสร้างความภาคภูมิใจร่วมก็คือการสร้างเอกภาพภายในครับ ใช้สร้างเอกภาพให้แล้วยังไม่พอ ยังใช้ 2. “การรุกทางการเมือง” ต่อศัตรูและคนที่มาดูอีกต่างหาก
คนไทยไปชื่นชมความเก่งกาจของเขาก็ดี ฝรั่งไปดูความเลวร้ายของฝรั่งด้วยกันก็ดี ล้วนตกเป็นเหยื่อการรุกทางการเมืองของเวียดนามโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้นแหละ ยิ่งไปทำรายการทีวีให้ด้วยก็ยิ่งชอบ
ที่บ้านเรานอกจากไม่รู้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองแล้ว ยังไม่มีอะไรทางการเมืองให้น่าภาคภูมิใจด้วย เรื่องที่น่าภาคภูมิใจก็เรื่องเป็นปฐมประเทศที่เอาชนะคอมมิวนิสต์ได้เป็นประเทศแรกในโลก ทำโดมิโน่ให้คอมมิวนิสต์ซ้ายจัดหมดสภาพไปทั้งโลกนั่นแหละที่สามารถเอามาเชิดชูได้แต่คนไทยก็ไม่รู้จัก แค่อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญก็เรียกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เห็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ไม่รู้ว่าที่มาที่ไปอย่างไร รู้แต่เพียงว่าเป็นที่ต่อรถเมล์ เป็นที่ต่อรถตู้ไปตามจังหวัดต่างๆ เท่านั้น หาได้รู้ว่าได้มาเพราะการต่อสู้เพื่อเอาฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศสไม่ เขาพระวิหารเป็นของไทยแท้ๆ ดัน ไปใช้นิติศาสตร์สู้กันจนเสียดินแดน!
อายบรรพบุรุษที่รุกไปถึงเมืองแถง (เดียนเบียนฟู) จัง!
ขอบคุณอีซูซุที่ชวนผมไปอัพเดตสถานการณ์นะครับ!







