เป็นผู้ใหญ่มันยาก (?!!) คิมรันโด
เป็นวัยรุ่นว่ายากแล้ว แต่เป็นผู้ใหญ่ยากยิ่งกว่า
โดย...โจ เกียรติอาจิณ/ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
เป็นวัยรุ่นว่ายากแล้ว แต่เป็นผู้ใหญ่ยากยิ่งกว่า
เราไม่ได้บอกเอง ทว่าเป็น “คิมรันโด” นักเขียนเกาหลีใต้ที่บอกไว้ในหนังสือเล่มหนา “พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่” (แปลโดย อมรรัตน์ ทิราพงษ์/สำนักพิมพ์สปริงบุ๊คส์)
คิมรันโด บินมาพักร้อนแบบส่วนตั๊วส่วนตัวที่เมืองไทยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไหนๆ ก็มาถึงเมืองไทยทั้งที เขาจึงให้หนึ่งวันพิเศษกับสื่อไทย เพื่อเปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงงานเขียนล่าสุด
ณ ห้องรับรอง โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เราเจอกับ คิมรันโด ในลุคที่แลดูหนุ่มกว่าวัย 50 ยิ้มน้อยๆ ของเขาทำให้วงสนทนาดูผ่อนคลาย หน้าตาครุ่นคิดตลอดเวลาแสดงถึงบุคลิกเด่นของนักเขียนแดนกิมจิผู้นี้
ไม่ใช่ครั้งแรกของ คิมรันโด ที่มาเยือนเมืองไทย ปีที่แล้วเขาก็เคยหอบตัวหนังสือยอดขายถล่มทลาย “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” มาเปิดตัวที่เมืองไทย แถมยังได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม นั่นทำให้เขาค่อนข้างจะคุ้นกับเมืองไทยและคนไทยอยู่ไม่น้อย
แต่การมาเมืองไทยครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นเอกซ์คลูซีฟมากกว่า เสียดายแทนก็แต่แฟนๆ ที่ไม่มีโอกาสกระทบไหล่และขอลายเซ็นจาก คิมรันโด
สำหรับ “พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่” เป็นงานเขียนที่เชื่อมต่อจาก “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” โดยเน้นไปที่ชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยและกำลังจะก้าวสู่ตลาดแรงงานอันเต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งตัวผู้เขียนย้ำหนักหนาว่าการเตรียมพร้อมนั้นสำคัญ
“เล่มนี้จะเชื่อมกันนิดหน่อยกับเล่มแรก ถ้าเป็นเด็กก็จะเรียนจบและพร้อมจะไปสมัครงาน เนื้อหาก็เลยคาบเกี่ยวระหว่างเด็กที่เพิ่งเรียนจบกับคนที่กำลังจะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งผมก็ได้แบ่งเป็น 4 ตอน ตอนแรกพูดถึงชีวิตของตัวเอง ชะตาเป็นของเรา เราจึงควรรักษาและดูแลชะตาชีวิตให้ดีๆ ตอนที่ 2 ว่าด้วยการก้าวออกไปสู่โลกการทำงาน ความลำบากและการปรับตัว ตอนที่ 3 คือการเตรียมพร้อมสร้างชีวิตและสร้างครอบครัว ส่วนตอนจบจะรวมไว้ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่คนทำงานเจอมา ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในที่ทำงาน”
รูปแบบการนำเสนอ คิมรันโด ยังคงเขียนเสมือนเล่าเรื่อง คล้ายเขากำลังนั่งเล่าที่ข้างๆ หู แบบที่พี่เล่าให้น้องๆ ฟัง โดยหยิบจับและยกเอาประสบการณ์ตรงมาถ่ายทอดด้วยภาษาที่ง่าย ทั้งการอ่านและการตีความ แถมมีกรณีศึกษาให้ได้เรียนรู้จากตัวละครที่โผล่เข้ามา
ขณะเดียวกัน คิมรันโด ก็พยายามจะยกคำคมของคนดังหลากวงการแทรกเป็นระยะ ในทีท่าที่ออกไปทางเตือนสติมากกว่าพร่ำสอน อ่านแล้วชวนขบคิดและนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้
“บางส่วนเป็นประสบการณ์ตรงที่ผมเจอมาครับ ผมอยากแบ่งปันให้ผู้อ่านได้อ่านและเรียนรู้กัน อีกส่วนก็เป็นสิ่งที่เอามาจากหนังสือที่ผมอ่านและประทับใจ ซึ่งผมมองว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน พอเอามารวมกันหลายๆ เรื่อง หลายๆ คน ผมก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้ามันรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้อ่าน
เล่มแรกผมค่อนข้างจะเขียนแบบสบายๆ เพราะผมเขียนลงบล็อกก่อน ไม่คิดว่าจะได้รวมเล่ม แต่พอได้รวมเล่มและได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด ก็ตกใจครับ มาถึงเล่มนี้ ผมก็เจอกับความกดดันเล็กน้อยครับ (หัวเราะ) เจอกับความลำบากในเรื่องการเขียน ว่าจะเขียนยังไงให้มันน่าอ่าน เพราะผมไม่อยากให้มันเป็นหนังสือแนวฮาวทู แต่ผมอยากให้มันเป็นหนังสือที่เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพตัวผู้อ่านว่าจะต้องทำยังไง ถ้ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันหนักหน่วงนั้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับที่ผมพยายามจะบอก ผมอยากให้ผู้อ่านอ่านแล้วนำสิ่งที่อยู่ในหนังสือหรือสิ่งที่ผมบอกไปประยุกต์ใช้กับตัวเองด้วยวิถีทางตัวเองมากกว่าครับ”
จำเป็นแค่ไหนที่วัยรุ่นจะต้องเตรียมตัวสู่วัยทำงาน คำถามนี้เป็นเหมือนคีย์ของหนังสือ คิมรันโด บอก จำเป็น แต่อาจไม่ต้องที่สุดก็ได้ เพราะส่วนตัวเขาอยากให้การเตรียมตัวนั้นเป็นไปตามสเตปชีวิต ค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ และมั่นคง
“ผมว่าการเตรียมตัวที่เพอร์เฟกต์ที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักหรอก แต่การเตรียมตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามสภาพสังคม ตามความเปลี่ยนแปลง อย่างนั้นน่าจะดีกว่าครับ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ วัยรุ่นก็ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นวัยรุ่นให้ได้ดี พอเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ การเรียนรู้ก็จะเกิดอีกครั้ง ถ้าชีวิตได้เรียนรู้ ทีนี้คุณก็จะพบกับคำว่าเพอร์เฟกต์ คือเพอร์เฟกต์ที่จะใช้ชีวิตและอยู่ในสังคม”
ชื่อของ คิมรันโด แปลว่า เมืองแห่งกล้วยไม้ ปัจจุบันเขาเป็นนักเขียนอิสระ ควบคู่ทำงานประจำสอนหนังสือด้าน Consumer Sciences ที่มหาวิทยาลัยโซล เกาหลีใต้ เขายังสนุกกับการเป็นมนุษย์ 2 จ๊อบ เพราะเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้ แม้จะถึงวัยเกษียณ เขายืนยันยังจะหาอะไรสนุกๆ ทำแน่นอน ส่วนงานเขียนเล่มใหม่ตีพิมพ์ที่เกาหลีเรียบร้อย แปลจากภาษาเกาหลีคือ “งานของฉัน” ว่าด้วยการทำงานของคนจากหลายที่และหลากอาชีพ แฟนๆ ชาวไทยโปรดอดใจรอ คาดว่าจะแปลเป็นภาษาไทยในเร็ววัน
(ขอบคุณสถานที่ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ถนนเจริญกรุง)


