
พี่เมย์ถึงน้องเม...กีฬาพลิกชีวิต
ไม่น่าเชื่อว่าสมัยนี้การเล่นกีฬาเป็นอาชีพก็สามารถสร้างรายได้อย่างงาม เงินดีกว่าคนที่เรียนจบปริญญาโทหรือระดับดอกเตอร์เสียอีก
โดย...ราชันเบอร์ 23
ไม่น่าเชื่อว่าสมัยนี้การเล่นกีฬาเป็นอาชีพก็สามารถสร้างรายได้อย่างงาม เงินดีกว่าคนที่เรียนจบปริญญาโทหรือระดับดอกเตอร์เสียอีก ดูอย่าง “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักตบขนไก่ขวัญใจชาวไทย ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์แบดมินตันโลกมาหมาดๆ
ชัยชนะเหนือ “หลี เสี่ยวเล่ย” มือ 1 โลกชาวจีน ในรายการ “บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพส์ 2013” หรือเรียกว่า แบดมินตันชิงแชมป์โลก ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สาวน้อยจากเมืองร้อยเอ็ดรายนี้ เข้าทำเนียบเป็นนักกีฬาคว้าแชมป์แบดมินตันโลกอายุน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยภาคภูมิใจกันทั้งประเทศ ที่เธอทำได้สำเร็จด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี
ตอนนี้เธอกลับเมืองไทยได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว แต่คิวชุกยิ่งกว่าดาราดังบางคนเสียอีก เพราะ “น้องเมย์” จะต้องเดินสายรับเงินอัดฉีดจากผู้ใหญ่ใจดี รวมถึงสปอนเซอร์ต่างๆ จนถึงสัปดาห์หน้า เรียกว่าจากกระแส “น้องเมย์ ฟีเวอร์” ครั้งนี้น่าจะทำให้เธอรับทรัพย์รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
หากย้อนเส้นทางของ “น้องเมย์” หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอต้องฝึกฝนอย่างหนัก อยู่ในโรงยิมตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุด ซ้อมหนักสุด 7 ชั่วโมง น้อยสุด 3 ชั่วโมงต่อวัน
พ่อแม่ของ “น้องเมย์” นั้นเป็นคนทำขนมไทยที่โรงงาน ณ บ้านทองหยอด จ.ร้อยเอ็ด เธอเหมือนเด็กทั่วไป ชอบเล่นซุกซนกับน้ำตาลทรายร้อนๆ ที่ทำขนม สุ่มเสี่ยงต่อการถูกลวกอย่างมาก ผลสุดท้ายเธอจึงถูกคว้าตัวให้มาหัดเล่นแบดมินตันตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เพื่อไม่ให้ซนต่อไป
ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความแข็งแกร่ง และอุปสรรคตลอดจนความยากลำบากทั้งหลาย ทำให้สาวน้อยมหัศจรรย์เดินมาถึงจุดนี้ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยิ่งนัก
การที่ครอบครัวของเธอไม่ร่ำรวย ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่“น้องเมย์” มีกำลังใจในการฝึกฝนจนเดินมาถึงจุดนี้ได้
“เธอก็เหมือนเด็กทั่วไป ชอบเล่นซนไปตามประสา แต่เราคอยดูและคอยสังเกตว่าเด็กคนนี้มีแววที่จะเอาดีทางด้านแบดมินตันได้ จึงส่งเสริม” กมลา ทองกร หรือ “แม่ปุก” ซึ่งเปรียบเสมือนแม่คนที่สอง เริ่มร่าย
“ตอนนี้มีเงิน มีชื่อเสียง แต่ก็ต้องคอยสอนน้องตลอด อย่าได้หลงระเริงกับพวกสิ่งเหล่านี้ และให้ตั้งใจฝึกซ้อมเหมือนเดิม ส่วนเรื่องเงิน แม่จะเป็นคนคอยดูแลและเก็บไว้ไห้ ต้องขอบอกก่อนว่าเงินรางวัลของแบดมินตันไม่เยอะเหมือนกีฬาประเภทอื่น อย่างรายการชิงแชมป์โลกที่เมย์ได้แชมป์ ก็ไม่มีเงินรางวัลให้ แต่มันเป็นชื่อเสียงเกียรติยศที่มีคุณค่ามากกว่า”
หากถามว่าน้องเมย์มีเงินเก็บเท่าไหร่แล้ว
“เงินบัญชีในธนาคารน่าจะมี 8 หลัก ซึ่งเงินส่วนนี้แม่จะบอกเสมอและแจ้งให้เขาทราบตลอด เราจะไม่เอามาใช้เลย เพราะเป็นน้ำพักน้ำแรงของเขา จะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาเพื่อไปใช้ในอนาคต” แม่ปุก ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด กล่าว
หันไปดูกีฬาไฮโซอย่างกีฬากอล์ฟกันบ้าง หลายคนมองว่าต้องใช้เงินเยอะ ต้องคนรวยเท่านั้นจึงจะเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ แต่สำหรับ “น้องเม” เอรียา จุฑานุกาล สาวน้อยวัย 17 ปี กว่าจะมายืนอยู่แถวหน้าในวงการสวิงแอลพีจีเอ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากนามมากมาย โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ปิดทองอยู่เบื้องหลัง
“ผมลงทุนกับลูกสาวสองคนนี้เยอะมาก ทั้งขายรถขายบ้านเพื่อจะทำตามความฝัน ผมอยากให้ลูกสาวได้เทิร์นโปรและเล่นกอล์ฟอาชีพ เขาต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 เพื่อฝึกซ้อมและไปโรงเรียน ตอนเย็นก็ต้องกลับมาซ้อมอีก เป็นอย่างนี้มาหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยบ่น ทั้งสองคนไม่ได้มีเวลาเล่นสนุกเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่ถึงวันนี้มองย้อนกลับไป มันก็เป็นความสุข และพวกเขาก็ทำสำเร็จ” คุณพ่อสมบูรณ์ จุฑานุกาลเริ่มบทสนทนา
“ตอนนี้เมยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการผ่าตัดไหล่ กว่าจะกลับมาลงเล่นได้น่าจะเป็นปลายปี หรืออย่างช้าก็ต้นปีหน้าในรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ แต่ผมจะไม่รีบร้อน ขอให้หายดีเสียก่อน ยอมรับว่าเสียดายเหมือนกัน แต่ร่างกายสำคัญกว่าสิ่งใด”
ด้วยฝีมือของเม ซึ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรั้งมือ 21 โลก ในอนาคตอันใกล้ ยังไงก็ไปถึงมือ 1 กอล์ฟโลกได้แน่ๆ ต้องยอมรับว่า “น้องเม” ยังมีศักยภาพจะเป็นนักกีฬาไทยที่ทำเงินได้มากที่สุดในรอบศตวรรษ (หรือเผลอๆ ตลอดกาล) อีกด้วย เพราะกีฬากอล์ฟอย่างที่ทราบ เงินรางวัลได้เยอะกว่ากีฬาอื่น แถมไม่ต้องแบ่งใครอีกด้วย
หากเมไม่บาดเจ็บช่วงกลางปีที่ผ่านมา รายได้น่าจะทะลุหลัก 30 ล้านบาทด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อของ “น้องเม” ก็อยากให้คนส่วนใหญ่เข้าใจความจริงที่ว่า เงินรางวัลจากการแข่งขันนั้นก็ย่อมต้องถูกหักภาษีด้วย และไม่ใช่ว่าจะได้รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
“คนภายนอกมองว่าน้องมีรายได้ดี มันก็จริงอยู่ แต่รายจ่ายก็เยอะ โดยเฉพาะการไปแข่งที่สหรัฐ เพราะบางแห่งต้องออกตั๋วเครื่องบินไปเอง อย่างไปกันสองคน เฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินก็เป็นหลักแสนแล้ว แถมบางประเทศเรียกเก็บภาษีมหาโหดอีก หักรายจ่ายแล้วเหลือไม่มาก แต่ยังดีที่มีรายได้จากสปอนเซอร์อีกทาง ซึ่งเราไม่ได้หวังเงินรางวัลเพียงอย่างเดียว” คุณพ่อน้องเม สรุป
เราคงต้องคอยลุ้นและเชียร์สองสาวน้อยระหว่าง “เมย์แบด” กับ “เมกอล์ฟ” ว่าใครจะไปถึงมือ 1 โลกก่อนกัน
ยังไงก็เอาใจช่วยทั้งสองไปให้ถึงฝั่งฝันแล้วกัน!!!







