
เมื่อมาเลเซียเตรียมพร้อมด้านพลังงานก่อนการเข้าสู่ AEC
หากพูดถึงข่าวคราวเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในรอบหนึ่งถึงสองปีมานั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ
หากพูดถึงข่าวคราวเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในรอบหนึ่งถึงสองปีมานั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปทางการเมืองในประเทศพม่า การประกาศตัวเป็นแบตเตอรี่อาเซียนของประเทศลาว แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มประเทศในคาบสมุทรมลายู ดูเหมือนว่า ณ เวลานี้ ยังไม่มีประเทศไหนที่จะขยับตัวและน่าสนใจไปมากกว่ามาเลเซีย
ประเทศมาเลเซียคือประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อคนต่อปีสูงเป็นลำดับ 3 ในอาเซียน มีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติสำรองอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานครบวงจร มีแรงงานทักษะสูงและมีนโยบายตั้งเป้าให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 ซึ่งจากจุดเด่นดังกล่าวนี้มากพอที่จะทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆ ในมาเลเซียเป็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
หากย้อนกลับไปในวันที่เริ่มรวมตัวกันของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ร่วมกันก่อตั้งสมาคมอาสาหรือ Association of South East Asia ภายหลังได้มีการพัฒนาจนกลายมาเป็นประชาคมอาเซียน และมีประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งการรวมพลังในครั้งนั้นมีส่วนในการแก้ปัญหาภายในประเทศมาเลเซียเป็นอย่างมาก เช่น ปัญหาการเคลื่อนไหวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติ และปัญหาข้อพิพาทดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
จากข้อมูลทางสถิติพบว่าภายหลังจากการได้รับเอกราชและการสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างมาเลเซียกับเพื่อนบ้านในปี พ.ศ. 2522 มากขึ้นถึง 3 เท่า ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงสนับสนุนแนวคิดภูมิภาคนิยม หรือ Regionalism ซึ่งหมายถึงความร่วมมือของ 3 ประเทศขึ้นไป เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีกลไกคือ รัฐเป็นผู้ริเริ่ม ประชาชนเป็นผู้สานต่อ ซึ่งนั่นทำให้มาเลเซียสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ
การพลิกโฉมจากประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมของมาเลเซีย จะเกิดไม่ได้หากปราศจากแนวคิดของ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ในการผลักดันนโยบายที่รู้จักกันในชื่อว่า “วิสัยทัศน์ 2020” มีจุดเริ่มต้นขึ้นในปี 1991 โดย ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ประกาศวิสัยทัศน์ 2020 หรือ Vision 2020 เริ่มปรับใช้กับแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 6 มีเป้าหมายสำคัญคือ “มาเลเซียจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020” โดยมีสาระสำคัญคือ การเปลี่ยนมาเลเซียจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมพึ่งตนเองให้ได้ภายในปี 2020 นอกจากนั้นแล้วจะต้องพัฒนาทุกภาคส่วนของวิถีชีวิตพลเมืองให้มีความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม และหล่อหลอมเชื้อชาติที่หลากหลายให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์มาเลเซียเดียวกัน ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ
ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจมาเลเซีย ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงก็เกิดขึ้นแล้วในมาเลเซีย สังเกตได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า Made in Malaysia มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในตลาด นอกจากนั้นมาเลเซียยังประกาศตัวว่าจะเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของโลก ซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่พร้อมจะส่งต่อวิทยาการการผลิตอีกด้วย ส่วนภาคการเกษตรก็มีการปฏิวัติจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้แปรรูป เช่น ยางพารามาเลเซียปลูกได้เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน เพราะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และแรงงาน ดังนั้น มาเลเซียจึงประกาศตัวเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราโลก โดยนำเข้ายางดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นี่คือผลจากวิสัยทัศน์ 2020 ที่อาจจะสะดุดไปบ้างจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ก็ส่งผลให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ NIC แล้วในวันนี้
ภาคอุตสาหกรรมจะเดินหน้าได้ไม่สะดุด หากมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ซึ่งประเทศมาเลเซียคือประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานดีที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย ปัจจุบันมาเลเซียมีท่าเรือขนส่งนานาชาติถึง 7 แห่ง รองรับสินค้าได้มากถึง 280 ล้านตัน มีสนามบินนานาชาติ 5 แห่ง มีระบบโครงข่ายถนนเชื่อมโยงก้าวหน้ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระบบขนส่งทางรถไฟทันสมัยกว่า 1,658 กิโลเมตร รวมไปถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วมกับสิงคโปร์ และมีนิคมอุตสาหกรรมกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในฝั่งของแหลมมลายูและเกาะบอร์เนียว อย่างไรก็ตามทีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย ซึ่งมาเลเซียได้รับการยอมรับว่ามีการจัดการทางด้านพลังงานไฟฟ้าก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันประชาชนชาวมาเลเซียในแหลมมลายูมีไฟฟ้าใช้ครบทุกบ้าน ส่วนรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักบนเกาะบอร์เนียว ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ราว 7080 เปอร์เซ็นต์ มีค่าเฉลี่ยในการใช้ไฟฟ้าประมาณ 4,000 กิโลวัตต์ต่อคนต่อชั่วโมง มากกว่าคนไทยเกือบ 1 เท่า โดยมาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร้อยละ 86 และพลังน้ำร้อยละ 14 มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 14,000 ถึง 24,000 เมกะวัตต์ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญที่ทำให้มาเลเซียเร่งพัฒนาภาคการผลิตเพื่อให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินคือเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของประเทศมาเลเซีย ซึ่งก๊าซธรรมชาติคือทรัพยากรที่มาเลเซียมีอยู่อย่างเหลือล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตกระแสไฟฟ้า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลในอดีตส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมด้วยการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในราคาต่ำกว่าต้นทุน เพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาชาติ แต่เมื่อปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมเติบโตและมีความแข็งแกร่งในระดับที่สามารถพึ่งตนเองได้แล้ว รัฐบาลจึงพิจารณาปรับค่าไฟฟ้าให้เป็นไปตามกลไกราคาต้นทุนการผลิตที่แท้จริง จึงเป็นที่มาของการลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจากสัดส่วนการผลิตร้อยละ 80 ให้เหลือเพียงร้อยละ 20 เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนราคาถูกและมีเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่สำคัญคือโรงไฟฟ้า Manjung ในรัฐเประ ที่มีการถมเกาะบนพื้นที่ทะเลเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดแบบครบวงจร มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,100 เมกะวัตต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ขณะนี้ ซึ่งนั่นทำให้แนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซียมีราคาถูกลงอีกด้วย
ปัจจุบันมีการคาดการณ์กันว่ามาเลเซียจะยังคงมีก๊าซธรรมชาติสำรองอีกประมาณ 30 ถึง 40 ปี ซึ่งจากนโยบายลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาตินี้ อาจช่วยยืดอายุปริมาณก๊าซสำรองของมาเลเซียให้ยาวนานยิ่งขึ้น หรือนำไปเพิ่มสัดส่วนการส่งออกก็จะยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อีกมหาศาล ดังนั้น การใช้ประเทศมาเลเซียเป็นกรณีศึกษาทำให้ภาพชัดเจนว่า เรื่องของต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าคือหนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมักจะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดในหลายๆ ประเทศ และเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดคือทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด ณ เวลานี้ ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยจะต้องนำมาพิจารณาในภาคการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นขุมพลังในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน







