
ปลูกฝัง?
โดย...ปู โลกเบี้ยว
โดย...ปู โลกเบี้ยว
ปูเคยนำเสนอเรื่องของชีวิตมนุษย์มีอยู่ด้วยกันสามส่วนหลายครั้งแล้วว่า ส่วนที่หนึ่งคือ เราเกิดมาเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดเป็นใครในชาติตระกูลใด มีโรคประจำตัวอะไร นิสัยเป็นอย่างไร อันนี้วันเดือนปีเกิดจะเป็นตัวบ่งบอกว่าในวันที่เราเกิดนั้น เราได้รับพลังงานอะไรมาบ้าง ส่วนที่สองคือ สิ่งแวดล้อม ดังเช่นพ่อแม่พี่น้อง ผัวเมียลูกเต้า และสถานที่หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เราต้องคลุกคลีกับสังคมแบบไหนกับใคร เห็นอะไรเดินตามใครบ้าง สุดท้ายคือส่วนที่สามนั้นก็คือ ตัวของเราเองที่จะดำเนินชีวิตอย่างไรหรือไม่ดำเนินชีวิตอย่างไร เราเลือกที่จะทำได้หรือจะไม่ทำ แต่ถ้าชีวิตเราหนักส่วนใดส่วนหนึ่งหรือปล่อยให้กิเลสสะสมไปเรื่อยๆ ชีวิตน่าจะเป๋ๆ พอสมควรเลยล่ะ
คนเราเมื่อมีเงินก็อยากมีเกียรติ มีหน้ามีตา มีบารมี อยากที่จะมีอะไรสักอย่างที่แปลกไม่เหมือนใคร เหนือคนอื่นๆ เป็นผู้วิเศษงี้ เป็นมาเฟีย เป็นหัวหน้ามีอำนาจบาตรใหญ่ให้คนเข้ามาพินอบพิเทา กราบไหว้งี้ เพื่อให้ผู้คนยอมรับถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เอ...! หรือว่าคนเหล่านี้จะมีปมด้อย ไม่ได้การยอมรับจากคนในบ้านก็ไม่รู้นะ เลยทำให้ต้องกระเสือกกระสนออกไปหาเสียงสนับสนุนจากคนนอกบ้านไง บางคนใช้เงินซื้อพรรคพวกเพื่อนฝูง ซึ่งอาจจะไม่ได้ความจริงใจกลับมา ในขณะที่บางคนให้โดยไม่ต้องใช้เงินเลย แต่กลับได้ความจริงใจและสิ่งดีๆ ต่างๆ ตามมาด้วย เออ...! ทำไมล่ะ??
เอาแค่ชุมชนที่ปูอยู่นี่แหละ มีการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนมารับใช้ชุมชนเหมือนกันนะจ๊ะ หลายคนที่อยากทำงานช่วยเหลือชุมชนในหมู่บ้านด้วยใจจริงๆ หรือด้วยความที่ว่างไม่มีอะไรจะทำก็ตามทีเฮอะ แต่ในขณะที่บางคนเข้ามาช่วยเหมือนกัน แต่เพราะอยากได้ผลประโยชน์แอบแฝง และในบางคนก็อยากจะประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่าฉันเคยใหญ่โตมาก่อน นานาจิตตังจริงๆ เลยล่ะ คนที่เขาเป็นตัวจริง ส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่ค่อยได้โอ้อวดหรอก มักจะเก็บตัวเงียบๆ ซะล่ะมากกว่า เหมือนพวกผ้าขี้ริ้วห่อทองไง ไม่ค่อยเปิดตัวให้ใครเห็นว่ารวย ใช้ชีวิตแบบสมถะ ไม่มีใครสนใจเลยทำให้ชีวิตเขามีความสุข ตรงข้ามกับไอ้พวกมีไม่จริงแต่ชอบขี้อวด จึงมีแต่ความวุ่นวายและความทุกข์เพราะคนรอบข้างคอยรบกวนนั่นเอง
เพื่อนๆ ในที่ทำงานก็เช่นกัน บางคนมีสตางค์มากมายแต่เห็นแก่ตัวชะมัด ไม่ค่อยให้ใครก่อนง่ายๆ ต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนงี้ หรือให้ก็ให้เป็นพิธีเพื่อสร้างภาพ เหมือนต้องใส่หน้ากากเข้าหากันไปวันๆ ไม่มีความจริงใจกันเลย แต่เราสามารถใส่ความจริงใจ ความมีน้ำใจไว้ให้ลูกหลานของเราได้นะ ไม่ว่าในวันเดือนปีเกิดของพวกเขาจะเป็นคนที่แรงร้ายขนาดไหน ถ้าเราทำ เราปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ ลูกหลานก็มักจะทำตามเพราะความเคยชินที่ต้องทำตามหรือเห็นเป็นประจำ ดีไม่ดีจากนิสัยสันดานของพวกเขาที่อาจจะไม่มีดีเลย ก็จะเบาบางลงเพราะมีความละอายต่อบาปต่อการกระทำนั้นเอง ก็แหม...! อ่ะนะคนเรายังไงก็ยังคงมีกิเลสบ้างล่ะ ต้องเคยโกหก เคยทำบาปกันบ้างล่ะ แต่จะทำอย่างไรให้มันน้อยๆ หน่อยเท่านั้นเอง ถ้าคนในครอบครัวไม่ช่วยกัน แล้วใครจะไปช่วยคนของเรากันล่ะชิมิ
เพื่อนปูคนหนึ่งเป็นคนที่ถ้าดูจากวันเดือนปีเกิดจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เงินตัวเองไม่ค่อยควัก แต่มักจะรอให้คนอื่นจ่าย ไม่ใช่งก แต่เรียกว่าเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้มากกว่า แต่ด้วยความที่พ่อแม่เขาเลี้ยงมาดี จากความเห็นแก่ตัวที่แย่ ๆ นั้น ในบางมุมเขาจะมีน้ำใจในการกระทำอย่างอื่นแทน และในขณะที่เพื่อนอีกคนในวันเดือนปีเกิดไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวได้เลย แต่ด้วยการเลี้ยงดูที่แร้นแค้นมาตั้งแต่เด็กทำให้เพื่อนคนนี้เป็นคนขี้ขโมย เห็นอะไรของใครเป็นไม่ได้หยิบฉวยของเขาได้ตลอดเวลาโดยมิได้รู้สึกสำนึกผิดแต่อย่างใดเลย จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวจนถึงทุกวันนี้ ขนาดเป็นคนมีชื่อเสียงและหน้าที่การงานที่ดีแล้วก็ตาม นิสัยนั้นก็ยังคงติดอยู่จนเพื่อนๆ ระอากันอ่ะ ลองสังเกตพวกบ้านร้างๆ สิ ไม่มีใครไปรดน้ำแต่กลับมีต้นไม้ขึ้นครึ้มเขียวเชียว เพราะมันกระเสือกกระสนมีชีวิตอยู่ด้วยการใดการหนึ่งล่ะ รากของมันจะชอนไชไปตามซอกตึกหรือพยายามดูดน้ำในอากาศก็แล้วแต่ แต่มันคงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดนั่นแหละ ในขณะที่ต้นไม้ที่ขึ้นตามบ้านคน ถ้าคนไม่รดน้ำสักสองสามวันมันก็เริ่มเหี่ยวเฉาหรือตายซะแล้วเพราะไม่เคยหากินเองยังไงล่ะ ด้วยความเคยชินมีคนอำนวยอวยน้ำให้ตลอด
สรุปแล้วส่วนที่สองคือ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเนี่ยแหละที่มันสำคัญมากๆ มันเป็นการปลูกฝัง มันเป็นความเคยชิน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรก็เพราะเราถูกปลูกฝังมาอย่างไรก็จะกลายเป็นคนเยี่ยงนั้นไปซะ...น่ะสิ







