
เมืองชีวิตคู่ ?
ข่าวการมีพระประสูติกาลของเจ้าชายน้อยในอังกฤษ กำลังทำให้บรรยากาศทั่วทั้งแดนผู้ดีในขณะนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความชื่นมื่น
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ข่าวการมีพระประสูติกาลของเจ้าชายน้อยในอังกฤษ กำลังทำให้บรรยากาศทั่วทั้งแดนผู้ดีในขณะนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความชื่นมื่น
เพราะแม้แต่คนที่ไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องนี้ก็ยังได้ประโยชน์ไปด้วยกับภาวะเศรษฐกิจที่คึกคักเป็นพิเศษ ทั้งการจับจ่ายของกินของใช้ในงานเลี้ยงและข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็ก ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเงินสะพัดเพิ่มขึ้นถึงกว่า 200 ล้านปอนด์ในช่วง 2 เดือนนี้เลยทีเดียว
แต่หากถามว่าข่าวนี้จะช่วยให้เกิด “แรงบันดาลใจ” ให้ใครหลายคนโดยเฉพาะหนุ่มสาวตามมหานครใหญ่ อยากลองเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่เปี่ยมสุขเช่นนี้บ้างหรือไม่นั้น เรื่องราวแบบเทพนิยาย Once upon a time... ในศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ อาจถือว่ายังไม่เพียงพอ
ในหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจ ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการแต่งงานหรือการมีลูกของคนในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ในสหรัฐ ที่มีอัตราการแต่งงานลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่เกิดวิกฤตการเงินขึ้นตั้งแต่ปี 2007
ล่าสุดนี้ อัตราการแต่งงานในสหรัฐได้ลดฮวบลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว อยู่ที่ 31.1% หรือเท่ากับในจำนวนผู้หญิง 1,000 คน จะมีคนที่แต่งงานเพียง 31 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าลดลงเกือบ 3 เท่าจากคนยุคพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย ซึ่งเคยมีอัตราการแต่งงานถึง 92.3% เมื่อปี 1920
ส่วนหนึ่งที่คนแต่งงานกันน้อยลงยังเป็นเพราะมีทางเลือกในชีวิตกันมากขึ้น เมื่อการศึกษาที่สูงขึ้นได้มอบชีวิตการงานที่ดีกว่าเดิมให้ ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกของผู้หญิงอเมริกันทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนไปอยู่ที่ช่วงอายุ 27 ปี ในวันนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าการศึกษาที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้หญิงเมินเรื่องชีวิตคู่ไปเสียทีเดียว โดยเฉพาะบทบาทของแม่ศรีเรือน
ตรงกันข้าม ผู้หญิงที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ว่ากันว่าเข้าได้ยากเย็นแสนเข็ญนั้น กลับเลือกที่จะเป็นแม่บ้านมากกว่าวันเดอร์วูแมน ที่เก่งทั้งในและนอกบ้าน
มีรายงานจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ว่า ผู้หญิงที่จบปริญญาตรีจาก “ไอวี ลีก” (Ivy League) หรือกลุ่ม 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ เช่น ฮาวาร์ด เยล และพรินซ์ตัน มีอัตราการเข้าทำงานน้อยกว่าผู้หญิงที่จบจากมหาวิทยาลัยทั่วไปอยู่ที่ 60 ต่อ 68%
ยิ่งผู้ที่เรียนจบสูงขึ้นระดับปริญญาโทนั้น ก็ยิ่งมีอัตราการทำงานแบบเต็มเวลาลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น เมื่อเทียบกับ ม.อื่นๆ ซึ่งอยู่ที่ 2 ใน 3 เพราะส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นแม่บ้านหรือทุ่มเทเวลาเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านมากกว่า
ถ้าลองจินตนาการดูจะรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การจบ ม.ชั้นนำระดับโลกทำให้ผู้หญิงระดับหัวกะทิเช่นนี้ได้อยู่ในสังคมการทำงานชั้นแนวหน้า และทำให้มีโอกาสได้พบคู่ในระดับเดียวกัน ทำให้ชีวิตคู่ไม่มีปัญหาเรื่องสถานะการเงิน และมีโอกาสได้เลือกบทบาทของตัวเองตามที่ใจต้องการ
เรื่องนี้ทำให้ย้อนนึกถึงรุ่นน้องที่เรียนจบปริญญาโทจากญี่ปุ่นคนหนึ่ง เธอบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากเรียนต่อปริญญาเอก เพราะชอบและสนุกกับการศึกษาวิจัย
แต่หากถามว่าเป้าหมายที่ต้องการที่สุดในชีวิตคืออะไร เธอก็ตอบอย่างไม่ลังเลและไม่เสียเวลาคิดแม้สักนิดว่า “เป็นแม่บ้าน”
เธอก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายคนที่ผ่านความท้าทายเรื่องการศึกษา และเคยพิสูจน์ตัวเองในการทำงานมาแล้วจนอาจไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีก
จะมีก็แต่เพียงแต่การทำหน้าที่เมียและแม่เท่านั้น







