
ธรรมเทศนา... ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ๙ มิ.ย. ๒๕๕๖ (ตอน ๓)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ต่อไปให้กำหนดรู้... วางมือลงช้าๆ พึงตั้งกายตรง ดำรงสติให้มั่น และกำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวแห่งความเป็นกุศลธรรม อันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำความดี อารมณ์คือความรู้สึก เป็นอารมณ์หรือความรู้สึกที่ตั้งขึ้นให้จิตเข้าไปอาศัย เหมือนเราอาศัยในพระอุโบสถแห่งนี้ อุโบสถคือที่พักจิต อารมณ์แห่งกุศลธรรมก็เป็นเรือนอาศัยที่พักของจิต ให้จิตมีที่พัก พักอยู่ในพระมหาวิหาร อันมีอำนาจธรรมคุ้มครองรักษาจิต จิตก็พักอยู่ในอารมณ์ดังกล่าวอย่างกำหนดรู้ ให้สงบอยู่ รู้เท่าทัน รู้ตรงนี้ รู้อย่างนี้ และรู้ให้เต็มความรู้สึกที่เป็นอย่างนี้ ไม่ส่งจิตให้ซัดส่ายไปภายนอก... ดุจคนร่อนเร่พเนจรไร้ถิ่นฐาน...
เราเดินทางมาถึงพระอุโบสถ ดุจการได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาพระธรรมเจ้า ถวายความเคารพสักการะพระสังฆเจ้า ด้วยเรือนกายเรือนธาตุของพ่อแม่ ด้วยความรู้คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เราจึงควรถวายความเคารพด้วยวิธี “ปัญจเคารพ” ทั้งนี้เพื่อจะรับกรรมฐานไปถือประพฤติปฏิบัติ พัฒนาจิตใจให้เข้าสู่ความสงบ ปล่อยวาง...
คำว่า “รับ” ก็คือ การกำหนดเจตนาให้จิตนั้นตั้งฐาน เป็นที่ตั้งแห่งฐานะกระทำ “กรรม” คือการกระทำ สู่ความเป็นหนึ่งเดียวแห่งจิตในอารมณ์ธรรมในพระอุโบสถนี้ อยู่ในเขตวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวังแห่งนี้
จิตของผู้ใดก็จิตของผู้นั้น พึงรักษาจิตแห่งตนไว้... จริงๆ แล้ว คำว่า “ของผู้ใดผู้นั้น” เป็นสมมติ ไม่ใช่ให้ยกเป็นตัวเป็นตน เป็นสมมติว่า จิต ความรู้สึกนี้ของผู้รู้ผู้ใด ผู้รู้นั้นก็พึงควบคุมอาการรู้นั้นไว้ ให้จิตมีความระลึกรู้ชอบในอาการรู้นั้นไว้ เรียกว่า ผู้รู้ รู้ในสิ่งที่ควรรู้นั้นไว้ ถ้าควบคุมการรู้ลงไปในความหมายธรรมดังกล่าวได้ ตัวผู้รู้ก็คือจิตดวงนี้ของเรา ก็จะเข้าถึงอาการรู้แห่งอารมณ์นั้น
ถ้าอารมณ์นี้ให้ความเป็นกุศลธรรม ซึ่งสามารถนำจิตออกมาจากความเศร้าหมอง ออกมาจากบาปกรรมทั้งปวงได้ เพื่อการออกไปจากทุกข์ภัยทั้งปวง จิตเราก็จะมีความสงบ ไม่ดิ้นรน ไม่เร่าร้อน เป็นฝ่ายบุญญะ ก็คือไม่เร่าร้อน มีความเยือกเย็น และให้ความสงบ แต่ถ้าเราปล่อยจิตนั้นไหลไปตามกระแสโลกียะ ก็เป็นอกุศลธรรม จิตก็เป็นบาป เร่าร้อน วุ่นวาย ทุกข์ทรมานอยู่ในกระแสแห่งความปรุงแต่ง และให้โทษภัยไม่จบไม่สิ้น
อ่านต่อฉบับบหน้า







