posttoday
ลดความเครียดลงครึ่งหนึ่ง

ลดความเครียดลงครึ่งหนึ่ง

24 กรกฎาคม 2556

วันหยุดยาวผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ ก็ได้เวลากลับมาเรียนและกลับมาสู่ชีวิตการทำงานเหมือนเดิม ซึ่งถ้าหากเราทิ้งงาน

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

วันหยุดยาวผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ ก็ได้เวลากลับมาเรียนและกลับมาสู่ชีวิตการทำงานเหมือนเดิม ซึ่งถ้าหากเราทิ้งงาน หรือ หนังสือที่ต้องท่องไว้เป็นดินพอกหางหมู ตอนนี้ล่ะค่ะ ที่เราจะเริ่มเครียดแล้วล่ะ ไม่ว่า 4 วันที่ผ่านมาเราจะผ่อนคลายแค่ไหนก็ตาม

งานของเรา เรารู้ดีที่สุดว่าอะไรคืออะไร ซึ่งแต่ละคนย่อมต้องแตกต่างกันไป แต่สำหรับความเครียดแล้วเราต่างเครียดในลักษณะคล้ายๆ กัน

หนูดีเองก็งานเยอะค่ะ ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ เลย ทั้งเยอะ ทั้งตามไม่ค่อยทันในบางครั้ง ในอดีตเคยเครียดมากมาย แต่พอโตขึ้นก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีผ่อนคลายตัวเองท่ามกลางความยุ่งเหยิงทุกประการ

ก็จะทำอย่างไรได้เนอะ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป งานที่ทำไม่มีน้อยลง มีแต่จะมากขึ้นๆ แต่จะให้เราออกไปนอกเกมนี้ ชีวิตก็คงไม่สนุกเท่าไร

ถ้าอย่างนั้น จะอยู่อย่างไรในเกมของคนเรียนหนักและทำงานหนัก ให้เรายังมีความสงบและความสุขอยู่บ้าง

สิ่งที่หนูดีค้นพบก็คือ เราต้องหมั่นดูแลความเครียดทุกๆ วัน เหมือนกับการทานอาหารเสร็จแล้วต้องล้างจาน หรือ คอยเอาขยะในบ้านไปทิ้งถังขยะหน้าบ้านรอให้รถขยะมาเก็บรับไป

ใครคิดว่า มีความเครียดตกค้างในระบบสมองและระบบร่างกาย ลองนำไปใช้ดูได้นะคะ หนูดีเองใช้สลับๆ กันในช่วงที่งานถาโถมเข้ามา เลยยังตื่นมาทุกเช้าแบบมีความสุขได้ ทั้งๆ ที่ระหว่างวันบางวันวุ่นวายน่าดู

สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้คือ เราต้องรู้จักการปฏิเสธในเวลาที่เหมาะสม หลายๆ เรื่อง เราทำได้แน่ ทำได้ดีด้วย นั่นคือเหตุผลที่ใครๆ ขอร้องให้เราทำสารพัดสิ่ง และเราก็เกรงใจหรือไม่อยากดูเป็นคนไม่ดี ส่งผลให้เรารับปากทำในสิ่งที่เบียดบังเวลาพักผ่อน เวลาส่วนตัว หรือไปในที่ๆ เราไม่เต็มใจและไม่อยากไป ในที่สุดแล้ว ทุกคนในโลกได้ทุกสิ่งที่เขาต้องการจากเรา ส่วนตัวเราเหรอคะ หมดพลัง หมดแรง และรู้สึกขมไปหมดเวลากลับมาถึงบ้านตัวเองในสภาพแบตหมด ถ้าอยากเครียดน้อยลง หนูดีพบว่า การปฏิเสธด้วยความจริงใจ บอกไปตรงๆ ว่า ขอโทษจริงๆ ไม่สะดวก หลายครั้งหนูดีพบว่า เราไม่ต้องหาข้ออ้างหรือให้เหตุผลข้างๆ คูๆ เลย เพียงแค่บอกขอโทษ อีกฝ่ายก็พร้อมเข้าใจอย่างที่หนูดียังงงๆ ว่า อ้าว ไม่โกรธหรือ รู้อย่างนี้ขอตัวไปนานแล้ว การปฏิเสธเป็นการเก็บตัวเราไว้ให้โลกใช้งานได้นานๆ แทนที่จะโหมทำอะไรสุดแรงสั้นๆ แล้วรู้สึกว่า พอแล้ว ฉันไม่อยากทำอะไรให้ใครอีกต่อไปแล้วเพราะเหนื่อยเหลือเกิน (รวมถึงทำให้เราอยากทวงบุญคุณเมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นค่าเท่าที่ควร ตรงนี้ คุณแม่หนูดีย้ำเสมอว่า ห้ามทำ เพราะบุญคุณจะหมดทันทีเมื่อเราทวง)

อันดับที่สองคือ การหาเวลา 15 นาทีช่วงเช้า และ 15 นาทีช่วงเย็น ทำสิ่งที่เราชอบและมีความสุขจริงๆ เชื่อไหมคะ เวลาเท่านี้ แต่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลทันตาเห็น สำหรับหนูดีเป็นเรื่องเรียบง่ายค่ะ เช่น ทำอาหารเช้าทานเองแบบโฮมเมด บางวันเป็นแซนวิชไข่ ทูน่า หรือไก่ฉีก บางวันเป็นโอ๊ตมีลใส่ลูกเกด หรือ ปั่นน้ำผักทานเอง ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แต่การทำอาหารมันทำให้หนูดีคิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย และต้องทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ ตรงนี้ ทำให้สมองหนูดีหายยุ่งไปได้เยอะ พอทำเสร็จนั่งลงทานอีกแป๊บ หัวก็เคลียร์พร้อมจะเดินหน้ากับชีวิตต่อไป ส่วนตอนเย็นๆ ถ้าไม่อ่านหนังสือเล่มโปรด ก็ออกไปปั่นจักรยาน กิจกรรมบ้านๆ ไม่เสียเงิน แต่มันสร้างความแตกต่างในชีวิตหนูดีจริงๆ ถ้ามีเวลามากขึ้น หนูดีเลือกการอบขนม เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นพูดถึงการรักษาผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าด้วยการให้ทำกิจกรรมที่มีขั้นตอน เพราะสมองซีกซ้ายด้านหน้า นอกจากดูแลอารมณ์สุขส่วนหนึ่งแล้ว ยังคงเกี่ยวข้องกับการคิดเป็นระบบ ดังนั้น หากเราทำกิจกรรมเหล่านี้ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร จัดของในตู้ ฯลฯ พอทำเสร็จสมองจะสุขขึ้นทันตาเห็น ไม่เชื่อต้องลอง เพราะสมองของเรามันซับซ้อนกว่าที่เห็นค่ะ

อันดับที่สาม หาเวลาเงียบ!!! เชื่อหรือไม่ว่า เราโดนกระตุ้นทั้งวันโดยไม่รู้ตัว ทั้งจากกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เสียงรถยนต์ในท้องถนน เสียงแตร เสียงช้งเช้งในร้านอาหาร เสียงเจ้านาย เสียงลูกน้อง เสียงเพื่อนร่วมงาน สารพัดที่เราจะโดนกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่ตลอด สมองเราจึงอยู่ในสภาวะพร้อมรับมือตลอดเวลา เครียดโดยไม่จำเป็น ครั้งหน้าลองขับรถกลับบ้านแบบเงียบๆ งดฟังวิทยุสักวัน กลับถึงบ้านแล้วอย่าทานอาหารกับทีวี ย้ายทีวีออกจากห้องนอน อย่านอนหลับพร้อมเสียงใดๆ ไม่ว่าวิทยุหรือโทรทัศน์ ความเงียบตรงนี้ ทำให้สมองคุณหายเครียด หายหวาดระแวงกับเสียงในสภาพแวดล้อมลงได้เยอะจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะสำหรับท่านที่นอนไม่หลับ อยากให้ลองวิธีนี้ดู ใช้ประกอบกับวิธีอื่นๆ น่าจะเป็นอีกคำตอบหนึ่งที่ดี

ถ้าใครเคยเล่นโยคะ ควรลองท่านี้เลย “ท่าศพอาสนะ” มันเป็นท่าที่ไม่มีอะไรเลยค่ะ แต่เชื่อไหมว่า หนูดีทำท่านี้ทีไรจะหลับให้ได้ทุกที และเพื่อนๆ ที่เรียนกันมา หลายคนเป็นโรคนอนไม่หลับ แต่เจอศพอาสนะเข้าไป หลับได้ในไม่เกิน 3 นาที เราเรียกกันว่า ท่าอาถรรพ์ เวลาที่หนูดีเครียดๆ นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หนูดีมักจะเบรกและนอนทำท่าศพ ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากนอนหงายบนเสื่อหรือเบาะโยคะ หงายมือสองข้าง ปล่อยเท้าตามสบายและค่อยๆ ผ่อนคลายอวัยวะทีละส่วน ไล่จากเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ เราหลับตาและค่อยๆ คิดไป ตรงไหนตึงก็ค่อยๆ ผ่อน ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที แต่ลุกขึ้นมาเป็นคนใหม่เลยค่ะ นี่คือเหตุผลที่หนูดีคิดว่า ห้องทำงานของทุกคนควรมีเสื่อโยคะดีๆ ไว้สักผืน ม้วนๆ ไว้มุมหนึ่ง หนูดีเอง ได้ใช้ทุกวัน

สุดท้ายคือ การคอยหมั่นเช็กหัวไหล่ ใช่ค่ะ หัวไหล่ เพราะคนทั่วไปทำงานและเรียนด้วยหัวไหล่ที่ขึ้นมาเกือบถึงหู มันจะทำให้เราปวดคอและปวดหัวง่าย คอยเตือนตัวเองให้ผ่อนคลายหัวไหล่ตลอดวัน แล้วเราจะพบว่า ชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์เยอะๆ แบบหนูดี

ขอให้มีความสุขหลังวันหยุดยาวค่ะ

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท